ตอนที่ 79 หลีโก่วเชิ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการซือเสี่ยงได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นที่ชุมชนแล้ว พวกเขาก็รู้สึกว่าหานชีเยวี่ยอาจเป็นผู้เสียหายจริงๆ ประกอบกับท่าทีของคนในครอบครัวสกุลหานนั้นค่อนข้างปกติดี พวกเขาจึงได้แต่พาตัวหลี่เสี่ยวหรงไปเพียงคนเดียว วันนี้เหรัญญิกหลี่ไม่ได้อยู่ที่ชุมชน เขาไปทำธุระที่สหคาม รอจนกระทั่งเขากลับมาถึงถึงได้รู้ว่า บุตรสาวของตัวเองถูกเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการซือเสี่ยงพาตัวไปแล้ว
เหรัญญิกหลี่รู้สึกราวกับถูกอัตนีบาตฟาดลงกลางศีรษะ เขาทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นทันที “แล้วจะทำอย่างไรต่อ? ไอ้ของชดเชย [1] ลำบากลำบนกว่าจะเลี้ยงจนเติบใหญ่ได้ ทั้งยังส่งเสียให้เรียนหนังสือ สุดท้ายกลับมาทำกับพ่อแบบนี้?”
เหรัญญิกหลี่ไม่ได้คิดเลยว่าบุตรสาวที่ถูกคณะกรรมการซือเสี่ยงพาตัวไปจะเจอกับอะไรบ้าง ในทางกลับกันแล้ว เขาเอาแต่คิดแต่ว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบอะไรจากเรื่องนี้หรือไม่
เขานั่งพึมพำอยู่พักหนึ่ง ทันใดนั้นก็เหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาผุดกายลุกขึ้นยืน ก่อนวิ่งออกไปหาผู้นำชุมชน
ผู้นำชุมชนกำลังกินข้าวอยู่ที่บ้าน เหรัญญิกหลี่ไม่แม้แต่จะเคาะประตูด้วยซ้ำก็พุ่งตรงเข้าไปในบ้านเลย
“ผู้นำชุมชน ทำไมคุณถึงได้แต่นิ่งเฉยยืนมองตอนที่พวกนั้นพาเสี่ยวหรงไป ไม่ว่าอย่างไรเสี่ยวหรงก็เป็นเด็กที่คุณเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต เรียกคุณว่าคุณอาคุณลุงมาตลอด”
เหรัญญิกหลี่เริ่มกล่าวโทษกู้อวิ๋นฉีโดยไม่แยกแยะถูกผิดไม่ฟังเหตุผล กู้อวิ๋นฉีซึ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก สีหน้าของเขาถมึงทึง อยากจะตบหน้าไอ้บ้านี่ให้มันสำนึกเสียจริง “หลีโก่วเชิ่ง นี่แกกล่าวหาว่าฉันผิดเหรอ?” กู้อวิ๋นฉีตบตะเกียบลงบนโต๊ะ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หลี่โก่วเชิ่งเป็นชื่อเดิมของเหรัญญิกหลี่ ตอนนั้นพ่อแม่ของเขามีลูกติดต่อกันสามคน ทว่ากลับไม่มีใครรอดสักราย ต่อมาได้ยินคนบอกว่าตั้งชื่อเด็กให้น่าเกลียดๆ จะเลี้ยงง่าย พวกเขาจึงตั้งชื่อลูกชายคนที่สี่ว่าโก่วเชิ่ง [2]
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะตั้งชื่อน่าเกลียดแล้วเด็กจะรอดนั้นจริงหรือไม่ ทว่า หลี่โก่วเชิ่งก็รอดชีวิตมาได้จริงๆ ตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่เหรัญญิกหลี่เกลียดที่สุดก็คือการที่คนอื่นเรียกเขาว่าหลี่โก่วเชิ่ง ต่อมาเมื่อได้เป็นเหรัญญิกของชุมชนแล้ว หลี่โก่วเชิ่งก็เปลี่ยนชื่อเป็นหลี่อ้ายกั๋ว แต่คนในชุมชนก็ยังคงเรียกเขาว่าหลี่โก่วเชิ่งจนติดปาก พอเรียกว่าหลี่อ้ายกั๋วกลับรู้สึกไม่คุ้นปากเท่าไรนัก สุดท้ายก็เลยเรียกเขาว่าเหรัญญิกหลี่แทน
เหรัญญิกหลี่เองก็ยินดีให้คนในชุมชนเรียกตัวเองว่าเหรัญญิกหลี่ เพราะรู้สึกว่าดูมีเกียรติ นานวันเข้าก็ไม่มีใครเรียกชื่อจริงของเขาอีกเลย โดยเฉพาะชื่อเก่าของเขา หลี่โก่วเชิ่ง ตอนนี้ทุกคนแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
ตอนนี้พอถูกผู้นำชุมชนเรียกชื่อนี้เข้า เหรัญญิกหลี่ก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาคิดว่าผู้นำชุมชนจงใจกลั่นแกล้งเขาแน่ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เขาไปสืบมาแล้ว ได้ความว่าเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการซือเสี่ยงตั้งใจจะมาจับหานชีเยวี่ย แล้วทำไมสุดท้ายหานชีเยวี่ยถึงยังอยู่ดี แต่ลูกสาวของเขาเองที่ถูกพาตัวไป?
ต้องเป็นผู้นำชุมชนที่เล่นตุกติกตอนที่เขาไม่อยู่แน่ๆ
“กู้อวิ๋นฉี อย่ามาข่มเหงกันให้มากนัก ถึงคุณจะเป็นผู้นำชุมชน มีตระกูลกู้หนุนหลังอยู่ แต่ผมเองก็เป็นเหรัญญิกของชุมชน มีตระกูลหลี่คอยสนับสนุนอยู่เหมือนกัน ถ้าคุณบีบผมจนผมทนไม่ไหว ผมก็จะสู้กับคุณให้ตายไปข้าง!”
หลี่โก่วเชิ่งพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อคนก็ไม่ปาน ผู้นำชุมชนถ่มน้ำลาย ก่อนลุกขึ้นยืน เขาตรงเข้าจับคอเสื้อของหลี่โก่วเชิ่งแล้วลากออกไปข้างนอกทันที ถังฮวา ภรรยาของกู้อวิ๋นฉีกลัวว่าสามีจะก่อเรื่อง จึงรีบวิ่งตามออกไป “พ่อ หลี่โก่วเชิ่งทำไปเพราะเป็นห่วงหลี่เสี่ยวหรง พ่ออย่าไปโกรธเขาเลย!”
“ถุ้ยเถอะ! หลี่เสี่ยวหรง ไอ้ตัวเจ้าปัญหา มันเกือบทำให้ชุมชนของเราโดนหางเลขไปด้วย ฉันไม่ตบบ้องหูก็ถือว่าเห็นแก่หน้าพ่อมันมากแล้ว ยังกล้ามาต่อว่าฉันอีกเหรอ! เป็นฉันหรือไงที่บอกให้แกละเลยไม่สั่งสอนลูกสาวให้ดี? เป็นฉันหรือไงที่บอกให้ลูกสาวแกไปแจ้งข่าวกับคณะกรรมการซือเสี่ยง? หลี่โก่วเชิ่ง วันนี้ฉันจะบอกแกให้ชัดๆ ไปเลยว่า ถึงไอ้ตัวเจ้าปัญหานั่นจะออกมาจากคณะกรรมการซือเสี่ยงได้ ก็อย่าคิดที่จะกลับมาที่ชุมชนนี้อีก!”
ผู้นำชุมชนลากหลี่โก่วเชิ่งไปที่ลานตากข้าวไปพลางด่าสาดเสียเทเสียไปด้วย หลายคนเพิ่งกินข้าวอิ่มก็ถูกเหตุการณ์นี้ดึงดูดความสนใจเข้า
ปกติคนในชุมชนก็ไม่ค่อยมีเรื่องสนุกๆ ให้ดูอยู่แล้ว พอมีเรื่องแบบนี้ก็เลยรีบตามไปมุงดูทันที คนตระกูลหลี่บางส่วนเห็นผู้นำชุมชนลากคอเสื้อเหรัญญิกหลี่ผ่านไปก็พากันหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่พอใจเช่นกัน “ผู้นำชุมชน ถึงคุณจะเป็นผู้นำชุมชนก็ตาม แต่ก็ไม่ควรกลั่นแกล้งรังแกคนแบบนี้”
“นั่นสิ ลุงเจ็ดพูดถูก ยังไงเหรัญญิกหลี่ก็เป็นกรรมการในชุมชน ถ้าคุณยังกล้ารังแกเขาแบบนี้ แล้วคนอื่นๆ จะอยู่กันยังไง?”
…...
เห็นได้ชัดว่าคนตระกูลหลี่ค่อนข้างสามัคคีกัน เมื่อเห็นเหรัญญิกหลี่กำลังเสียเปรียบ พวกเขาต่างก็ออกมาช่วยพูดทันที ฝ่ายตระกูลกู้ก็ย่อมไม่ยอมแพ้เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายเริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรง
จากที่ตอนแรกแค่ผู้นำชุมชนลากตัวเหรัญญิกหลี่ไป เพียงพริบตาก็กลายเป็นการเผชิญหน้ากันของคนสองตระกูล ราวกับจะยกพวกตีกันก็ไม่ปาน ตอนนี้พวกเขาลากกันมาถึงลานตากข้าวแล้ว
ผู้นำชุมชนโยนเหรัญญิกหลี่ลงกับพื้นก่อนพูดว่า “เงียบกันให้หมด ฟังฉันพูดให้จบก่อนค่อยทะเลาะกัน!”
ผู้นำชุมชนเองก็นับว่ามีบารมีในชุมชน ถึงคนตระกูลหลี่จะไม่พอใจ แต่ก็ยังอดทนไว้ก่อน พวกเขาคิดว่ายังไงผู้นำชุมชนก็บอกแล้วว่าให้ฟังเขาพูดให้จบก่อน งั้นก็รออีกหน่อยค่อยทะเลาะก็ยังไม่สาย!
“ไอ้สารเลวหลีโก่วเชิ่งมีลูกสาวคนหนึ่งก็ไม่อบรมเลี้ยงดูลูกสาวให้ดี เป็นสาวเป็นนางแท้ๆ แค่ไร้ยางอายไร้สำนึกก็แล้วไปเถอะ แต่หล่อนกลับยังยอมทำทุกอย่างเพื่อผู้ชายคนเดียว ถึงกับพาคนจากคณะกรรมการซือเสี่ยงมาทำร้ายคนในชุมชนแบบนี้ แล้วอย่างนี้จะให้ทนต่อไปได้หรือ?”
ผู้นำชุมชนพูดไปพลางเตะเหรัญญิกหลี่เพื่อระบายโทสะในใจ
หลายปีมานี้ เขาพยายามรักษาความสงบสุขของชุมชนอย่างสุดความสามารถ ไม่เคยปล่อยให้คนจากคณะกรรมการซือเสี่ยงมาก่อกวนทำร้ายคนในชุมชน แต่ครั้งนี้ หลี่เสี่ยวหรงกลับพาคนจากคณะกรรมการซือเสี่ยงเข้ามาเอง ถ้าเป็นเรื่องขัดแย้งเพียงเล็กน้อยก็ช่างมันเถอะ แต่นี่จวงเหวินหลินไปทำผิดอะไรมา? เขาเป็นกบฏขายชาติเชียวนะ ดีไม่ดี อาจทำให้ทั้งชุมชนเดือดร้อนก็เป็นได้ ตอนนี้เพียงหานชีเยวี่ยไม่ถูกพาตัวไป ไม่ทำให้คนอื่นในชุมชนเดือดร้อนไปด้วย ผู้นำชุมชนก็คิดว่าเป็นเพราะสวรรค์คุ้มครองบรรพบุรุษปกปักษ์รักษาแล้ว
มีแต่ไอ้สารเลวหลี่โก่วเชิ่งนี่แหละที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แถมยังกล้ามาโวยวายที่บ้านเขา มาโทษว่าเป็นความผิดของเขาอีก ถ้าวันนี้ปล่อยหลี่โก่วเชิ่งไป แล้วต่อไปคนในชุมชนจะไร้หัวคิดพากันไปแจ้งเรื่องต่างๆ กับคณะกรรมการซือเสี่ยง ชุมชนเรายังจะมีวันเวลาที่สงบสุขได้อีกหรือ?
วันนี้ กู้อวิ๋นฉีตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเชือดไก่ให้ลิงดู จะไม่ปล่อยให้คนอย่างหลี่โก่วเชิ่งมาสร้างความวุ่นวายในชุมชนอีก! เรื่องที่เกิดขึ้นในชุมชนวันนี้ สมาชิกส่วนใหญ่ล้วนได้ยินมาหมดแล้ว พวกเขาเองก็มีวิจารณญาณของตัวเองหลายปีมานี้ ชุมชนของพวกเขาอยู่กันอย่างสงบสุข ดีกว่าชุมชนอื่นๆ ที่มีแต่เรื่องวุ่นวายอยู่เสมอ
ในใจพวกเขาก็รังเกียจการกระทำของหลี่เสี่ยวหรง ตอนกินข้าวต่างก็ก่นด่ากันว่าหลี่เสี่ยวหรงโตมาเป็นหญิงสาวแบบนี้แบบนั้น แต่แทบจะไม่มีใครกล้าตำหนิหลี่เสี่ยวหรงต่อหน้าเลย
อย่างไรเสีย หลี่เสี่ยวหรงก็เป็นลูกสาวของเหรัญญิกหลี่ ถ้าไปทำให้เหรัญญิกหลี่ไม่พอใจ ต่อไปชีวิตก็ลำบากแน่ ถึงแม้ว่าตอนนี้หานชีเยวี่ยจะสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกในชุมชนจริงๆ และพวกเขาก็เห็นด้วยตาตนเองว่าหานชีเยวี่ยเป็นเด็กดี ทว่าฐานะของบ้านหานก็ยังสู้บ้านหลี่ไม่ได้ บ้านสกุลหานมีแค่สองครัวเรือนในชุมชน แถมยังไม่ค่อยถูกกัน ถ้าไปช่วยหานชีเยวี่ยจริงๆ ก็จะไปทำให้บ้านสกุลหลี่ไม่พอใจ พวกเขาถึงขั้นคิดว่าหานชีเยวี่ยจำต้องทนรับความอยุติธรรมไปก่อนด้วยซ้ำ! ต่อไปเจอถ้าพวกเขาเจอหน้าหานชีเยวี่ยก็จะพูดปลอบใจเธอสักสองสามคำ
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ผู้นำชุมชนพูดออกมาชัดเจนแล้ว ฟังจากน้ำเสียงของเขาก็ดูออกว่าเขาเข้าข้างบ้านสกุลหาน แน่นอนว่าต้องมีคนออกมาตำหนิการกระทำของหลี่เสี่ยวหรงว่าไม่ถูกต้อง และแน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เป็นคนตระกูลกู้นั่นเอง
เชิงอรรถ
[1] ของชดเชย 赔钱货 เป็นคำเปรียบเทียบเรียกลูกสาว (ความหมายเจือความดูถูก)เนื่องจากลูกสาวโตขึ้นต้องแต่งงานเข้าบ้านสามีและบ้านเจ้าสาวยังต้องเสียเงินค่าเครื่องใช้สำหรับแต่งงานด้วย
[2] โกวเซิง 狗剩 เดิมหมายถึงสิ่งที่สุนัขกินเหลือทิ้งไว้ โดยทั่วไปมักใช้ในการตั้งชื่อเล่นให้เด็ก ซึ่งหวังว่าเด็กคนนั้นจะทนลมทนน้ำค้างแข็งได้ เลี้ยงง่าย และมีอนาคตที่สดใส ในอดีต ผู้คนเชื่อว่าการตั้งชื่อเด็กด้วยชื่อหยาบคายและธรรมดาจะทำให้เลี้ยงเด็กได้ง่ายขึ้น และสามารถทนต่อการถูกตีและความเจ็บป่วยได้