บทที่136
สภาพการณ์ภายในเมืองตี้หนาน
หลังจากที่กลับมาพบกับบุตรสาวของตนเองเรียบร้อยแล้วลู่หยางได้ทำการเดินออกมาบริเวณด้านนอกเขาเริ่มจะทำการเข้าไปภายในเมืองเพื่อที่จะทำการสำรวจภายในเมืองแห่งนั้นว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
หลังจากที่เดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้เป็นเวลานานยามที่กลับมาอีกครั้งสิ่งที่เขาควรจะทำก็คือสำรวจภายในสถานที่แห่งนี้ว่ามันเปลี่ยนแปลงอย่างไรไปแล้วบ้าง
เขาเองก็ได้เดินสำรวจภายในสถานที่แห่งนี้ในตอนแรกเพียงแค่ขี่รถมาผ่านเข้ามาและก็มองเห็นบริเวณข้างทางบ้างเล็กน้อยแต่ว่าไม่ได้เดินดูอย่างละเอียด
ในครั้งนี้ถือโอกาสเดินออกมาแล้วก็มาเดินสำรวจดูภายในเมืองแห่งนี้อย่างละเอียดว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วบ้าง
เขาได้เริ่มทำการสำรวจภายในสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็วลู่หยางใช้เวลาส่วนมากไปกับการเดินบนถนนเพื่อที่จะสำรวจบริเวณพื้นที่และสภาพการณ์ของเมืองแห่งนี้ว่าเป็นอย่างไรแล้วบ้าง
ผู้คนภายในเมืองแห่งนี้ยังคงไม่ลืมเขาแน่นอนว่าผู้คนภายในเมืองแห่งนี้ไม่มีทางลืมเขาได้อย่างแน่นอนเพราะว่าเขานั้นถือได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณหนึ่งคนที่ทำให้เมืองแห่งนี้และผู้คนรอดพ้นฐานความตายมาได้
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ที่เมืองแห่งนี้เป็นเวลานานหลายเดือนแต่ว่าการกลับมาอีกครั้งผู้คนมากมายเองก็ยังคงจำเขาได้แม่น
ลู่หยางเดินไปตามถนนเรื่อยๆมีผู้คนมากมายเข้ามาทักทายแล้วก็พูดคุยกับเขาเป็นจำนวนมาก
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องดีเพราะว่าเมื่อมีผู้คนเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับเขามันเองก็เป็นโอกาสที่ทำให้เขานั้นได้ทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องภายในเมืองแห่งนี้ด้วย
ใช้เวลาเกือบจะตลอดทั้งครึ่งวันในยามบ่ายในการสำรวจบริเวณเมืองแห่งนี้
ถ้ามองถึงเส้นทางและทางเดินภายในเมืองไม่ได้มีอันใดแตกต่างจากครั้งก่อนที่เขานั้นอาศัยอยู่
แต่ว่าสิ่งที่มันน่าจะแตกต่างออกไปแล้วสิ่งที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนมันก็คงจะเป็นพื้นที่ภายในเมืองแห่งนี้ที่ตอนนี้ภายในเมืองนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่เดินทางมาจากเมืองอื่นๆเริ่มมาตั้งหลักฐานอยู่ที่ภายในเมืองแห่งนี้
มันเป็นเพราะว่าตอนนี้เมืองแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดทางด้านฝั่งบูรพา
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดเกิดขึ้นเมื่อต่างๆนั้นดูอ่อนแอลงเป็นอย่างมากเพราะว่าประชากรภายในเมืองลดลงแถมเศรษฐกิจยังติดๆขัดๆ
สำหรับเมืองแห่งนี้ที่สามารถรักษาโรคระบาดที่เกิดขึ้นได้เป็นเหมือนอันดับแรกมันเลยทำให้ภายในเมืองแห่งนี้เลยได้อย่างฟื้นฟูอย่างรวดเร็วมากกว่าเมืองอื่นๆ
เลยทำให้ผู้คนมากมายต่างพากันเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะมาอาศัยอยู่และตั้งรกรากใหม่ที่สถานที่แห่งนี้เพราะเห็นว่ามันเป็นเมืองแห่งหนึ่งที่มีความเจริญเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้
นั้นถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดแม้ว่าพวกเขานั้นคิดถูกเสียด้วยซ้ำเพราะว่าเมืองแห่งนี้ตอนนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองไม่ว่าจะเป็นในด้านไหนๆเมืองแห่งนี้ก็น่าจะเป็นเมืองที่เจริญมากที่สุดในบริเวณชายแดนทางฝั่งบูรพาแล้ว
ลู่หยางตัวของเขานั้นรู้ดีที่สุดว่าสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่นั้นยังไม่รู้
เกี่ยวกับเรื่องที่มันจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือเมืองแห่งนี้มันจะกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างทิศบูรพากับเมืองหลวง
จากเหตุการณ์ที่เขานั้นพึ่งไปลงมือทำมาที่เมืองหลวงในการช่วยเหลือคุณชายน้อยแห่งตระกูลสวี
สัญญาการค้าได้ถูกล่างขึ้นมาตระกูลสวีนั้นสัญญาว่าจะช่วยสนับสนุนให้ตระกูลเว่ยเข้ามาทำการค้าขายทางส่วนกลางของราชวงศ์ได้
เฉพาะแบบนั้นเมื่อได้รับคำรับปากแล้วก็การสนับสนุนจากตระกูลพ่อค้าอันดับหนึ่งอย่างตระกูลสวี
มันทำให้ตระกูลเว่ยที่ตั้งรากฐานอยู่ภายในเมืองแห่งนี้จะทำการค้าโดยตรงกับทางบริเวณส่วนกลางได้
ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามันจะมีการค้าขายขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเข้าหากัน
เมืองแห่งนี้ที่เป็นเมืองทางทิศบูรพามันเองก็จะเกิดการเป็นการเชื่อมโยงการค้าขนาดใหญ่ระหว่างเมืองทางทิศบูรพาและก็ทางส่วนกลางของราชวงศ์
หรือเรียกง่ายๆอีกอย่างว่าเมืองแห่งนี้มันจะกลายเป็นเมืองการค้าเลือกเป็นเมืองศูนย์กลางขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง
ตอนนี้สัญญาเกี่ยวกับเรื่องนั้นยังไม่ถูกประกาศออกมามันเลยทำให้ยังไม่มีผู้คนได้ล่วงรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่สำหรับเขาที่เป็นหนึ่งในคนที่เป็นคู่ที่ทำให้สัญญานั้นเกิดขึ้นและสัญญานั้นเป็นจริงตัวของเขารู้ดีว่าอีกไม่นานมันจะต้องมีการประกาศเกี่ยวกับเรื่องนั้นออกมาอย่างแน่นอน
และหลังจากนั้นสิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือเมืองแห่งนี้จะกลายเป็นเหมือนกับศูนย์กลางแห่งการค้าขายทางด้านทิศบูรพาอย่างแท้จริง
ยิ่งทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการค้าขายมันยิ่งทำให้เมืองแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น
แล้วสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นเหล้ามันก็คือความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าของผู้คนที่อยู่ภายในเมืองแห่งนี้
เพราะแบบนั้นเขาถึงคิดว่าการที่ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง
หลังจากที่ได้เดินสำรวจภายในเมืองก็มองเห็นว่ามีผู้คนมากมายที่ย้ายมาจากเมืองอื่นๆและก็มาตั้งรกรากและอาศัยอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
จากที่เขาคาดการณ์จำนวนที่มากมายที่เพิ่มเข้ามาภายในเมืองนี้ยังถือว่าเป็นส่วนน้อย
รอให้ถึงช่วงเวลาที่ประกาศออกมาอย่างแน่นอนแล้วว่าการค้าขายของตระกูลเว่ยที่ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองแห่งนี้สามารถผลักดันเข้าไปภายในส่วนกลางได้
หลังจากนั้นเมืองแห่งนี้มันจะกลายเป็นเหมือนกับศูนย์กลางขนาดใหญ่ดึงดูดผู้คนมากมายเข้ามาอีกมากมาย
และพอถึงในตอนนั้นคงจะมีเหล่าผู้คนมากมายที่เดินเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้เพื่อตั้งรกรากและอาศัยอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้อีกมากมายอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นเขาเลยมองว่าจำนวนในตอนนี้ของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่เมืองแห่งนี้แม้จะเพิ่มขึ้นมามากแล้วแต่ยังถือว่าน้อยตามความคิดของเขา
ลู่หยางเองก็รู้สึกโชคดีที่ตนเองนะสามารถจะให้มาตั้งรกรากภายในเมืองแห่งนี้ได้ทัน
ในตอนนี้เมืองแห่งนี้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นมันก็ทำให้คนที่อยู่ภายในเมืองนั้นมีการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
คุณชายเว่ยเป็นคนที่ทำการค้าขายอย่างซื่อตรงไม่กดขี่พวกเราผู้คนภายในเมืองเพราะแบบนั้นไม่จำเป็นจะต้องกังวลว่าเขานั้นจะทำการกดขี่ราคาการขายของผู้คนภายในเมือง
ในขณะเดียวกันเขาเองก็รับซื้อราคาอย่างเป็นธรรมทำให้ผู้คนภายในเมืองนั้นสามารถทำการซื้อขายได้อย่างบริสุทธิ์ใจ
ลู่หยางเดินสำรวจภายในเมืองแห่งนี้ไปสักพักใหญ่ๆนอกจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านผู้คนที่เข้ามาอาศัยอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้แล้วส่วนต่างๆของเมืองเองก็ไม่น่าจะมีอันใดเปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก
ในตอนนี้ขุนนางภายในสถานที่แห่งนี้ที่ทำการจัดการดูแลระเบียบของเมืองแห่งนี้สามารถทำงานได้เป็นอย่างดี
ถือว่าดีเป็นอย่างมากที่ว่าขุนนางที่ทำการดูแลและจัดการเกี่ยวกับระบบจัดการภายในเมืองแห่งนี้เป็นขุนนางรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่พวกขุนนางผู้อาวุโสที่เอาแต่ความคิดของตนเองเป็นใหญ่
มันเลยทำให้ผู้คนภายในเมืองแห่งนี้มีสิทธิ์จะออกเสียงมากขึ้นและก็ทำการกล่าวแย้งถึงเรื่องที่มันผิดพลาดไป
ตอนนี้ภายในเมืองแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นเมืองแห่งหนึ่งที่สมดุลย์เลยทีเดียวมองจากหลายๆด้านหน้าจะเป็นเมืองที่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดในช่วงอีกประมาณ2-3 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
ลู่หยางเดินตรวจตราภายในเมืองจนเสร็จเรียบร้อยท้องนภานั้นเริ่มค่อยๆมืดมิดเข้าเดินทางกลับไปที่เรือนของตนเอง
ในวันนี้เขาเดินทางกลับมาที่เรือนของตนโดยที่มานั่งทานอาหารกับบุตรสาวของตนเองเป็นมื้อแรกในรอบหลายเดือน
บริเวณด้านบนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารมากมายตั้งเรียงรายเอาไว้กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น
ลู่หยางนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารแล้วก็ใช้ดวงตาของตัวเองกวาดมองอาหารมากมายเหล่านั้นที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้
อาหารเหล่านี้ถูกจัดเตรียมเอาไว้โดยพวกข้ารับใช้ของตระกูลเว่ยมาจัดเตรียมเอาไว้ให้
มองดูอาหารพวกนี้มีหน้าตาไม่เลวแถมมีกลิ่นที่ดีรสชาติเองก็น่าจะไม่ได้ย่ำแย่อาจจะออกไปทางเลิศรสเสียด้วยซ้ำ
หลังจากที่กวาดสายตาของตนเองต้องมองดูสักพักเขาเองก็เร้าความสนใจไปจากอาหารพวกนั้นใช้ดวงตามองตรงไปที่บุตรสาวของตนเองที่กำลังนั่งอยู่
ลู่หยางเอียงคอสงสัยทำใบหน้าฉงนออกมามองเห็นใบหน้าของบุตรสาวในตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยความยิ้มแย้ม
ลู่หนิงหนิงกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะมุมปากทั้งสองข้างของนางฉีกยิ้มออกมาดวงตากลมโตดุจดั่งลูกแก้วนั้นกำลังเป็นประกายราวกับเป็นอัญมณีและในขณะเดียวกันนั่งเองก็ทำการพึมพำท่วงทำนองเพลงภายในลำคอของตนเองไปด้วยลองดูในตอนนี้รู้ได้เลยว่าสภาพจิตใจภายในจิตใจของนางคงจะไม่ต่างจากดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอย่างแน่นอน
ลู่หยางได้แต่แสดงดวงตาที่เต็มไปด้วยความฉงนจ้องมองไปที่บุตรสาวของตนเองอย่างสงสัยพลางกับถามกับตนเองในใจ‘สรุปแล้วพวกนางทั้งสองพูดคุยอะไรกันภายในถุงผ้านั้นกันแน่เหตุใดหลังจากอ่านถึงแสดงท่าทางอารมณ์ดีเช่นนั้น’
เขาแสดงท่าทางสงสัยออกมาอย่างออกนอกหน้าไม่ว่าเป็นผู้ใดก็คงจะสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งสิ้นเพราะว่าพวกนางนั้นสนทนากันข้ามหัวเขาไปมา
ลู่หยางสุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจวางตะเกียบภายในของตนเองลงใช้ดวงตาที่จริงจังมองตรงไปที่บุตรสาวที่อยู่เบื้องหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“ หนิงหนิง… ”
จบบท