เสียงแตรและกลองกึกก้องกังวานไปทั่วท้องถนนหลวงเฉิงหยางธงทิวสีสันสดใสโบกสะบัดพลิ้วไหวตามแรงลม แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบชุดเกราะของทหารกล้าที่เดินเรียงรายอย่างสง่างามกองทัพของจิ้นอ๋องผู้กลับมาพร้อมชัยชนะเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นและยินดีจากเหล่าข้าราชสำนักและประชาชนที่ยืนรอคอยอยู่สองฟากฝั่งถนนเสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้อง ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาจากฟ้า
เบื้องหน้าขบวนทัพปรากฏร่างสูงสง่าของจิ้นอ๋องในชุดนักรบสีดำขลิบทองดวงพักตร์คมคายยังคงฉายแววเคร่งขรึมแม้จะพยายามฝืนแย้มพระสรวลทักทายพสกนิกรที่โห่ร้องด้วยความยินดีก็ตามตามเสด็จมาคือฮวาเจิ้น ในชุดแม่ทัพใหญ่สีน้ำตาลเข้ม บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งและประสบการณ์ที่สั่งสมมา
ฮวาหยางในชุดนักรบสีน้ำเงินเข้มใบหน้าหล่อเหลาฉายแววภาคภูมิใจ และอี้หมิงเจ๋อ ท่านอ๋องเจ็ด ในชุดขุนนางสีม่วงอ่อนท่าทางนอบน้อมแต่แฝงด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
เบื้องหน้าขบวนทัพเล็กน้อยปรากฏร่างของฮ่องเต้ในฉลองพระองค์สีเหลืองทองอร่ามทรงแย้มพระสรวลกว้างต้อนรับน้องชายและเหล่าทหารหาญเคียงข้างพระองค์คือเหล่าขุนนางชั้นสูงที่ต่างก็แสดงความยินดีกับการกลับมาอย่างมีชัยชนะราวกับงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
"ยินดีต้อนรับกลับสู่เมืองหลวงน้องรัก!" ฮ่องเต้ตรัสด้วยสุรเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีและโล่งพระทัยขณะที่จิ้นอ๋องทรุดกายถวายบังคมด้วยความเคารพ
"ขอบพระทัยฝ่าบาท"จิ้นอ๋องตรัสตอบ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นฟังดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรพระพักตร์น้องชายอย่างพิจารณาความยินดีในพระทัยเจือไปด้วยความกังวลเล็กน้อย พระองค์ทรงสังเกตเห็นถึงความเศร้าลึกๆที่ซ่อนอยู่ในดวงเนตรคมคู่นั้น แม้จิ้นอ๋องจะพยายามปกปิดเพียงใดก็ตามราวกับเงามืดที่ปกคลุมดวงจันทร์
ในหมู่ขุนนางที่ยืนรอต้อนรับปรากฏร่างของผู้เฒ่ากั๋วกงฮวา ผมขาวโพลนแต่ยังคงสง่างามท่านจ้องมองบุตรชายและหลานชายด้วยความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้แต่ในขณะเดียวกัน สายตาคมกริบของท่านก็จับสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างฮวาเจิ้นดูเหนื่อยล้ากว่าปกติ และแววตาของฮวาหยางก็ดูเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัดราวกับแบกรับภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่า
"ท่านพ่อ"ฮวาหยางกระซิบถามบิดาขณะที่ขบวนเคลื่อนผ่านช้าๆ "ท่านพ่อ......ท่านสบายดีหรือไม่ขอรับสีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีเลย"
ฮวาเจิ้นส่ายหน้าเล็กน้อยพยายามฝืนยิ้มให้บุตรชายคลายความกังวล "ข้าสบายดีหยางเออร์ เพียงแต่...คิดถึงซีเออร์" น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของสายลม
ความเงียบปกคลุมระหว่างสองพ่อลูกอีกครั้งความเศร้าจากการสูญเสียฮวาเสี่ยวซียังคงกัดกินหัวใจของพวกเขาราวกับคมมีดที่กรีดลึกลงไปในจิตใจ แม้ภายนอกจะพยายามแสดงความเข้มแข็งและอดทนก็ตาม
เมื่อขบวนทัพเคลื่อนมาถึงลานหน้าพระราชวังฮ่องเต้ทรงจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ แสงโคมไฟสว่างไสวราวกับดวงดาวนับพันอาหารเลิศรสถูกนำมาจัดวางอย่างอลังการ ดนตรีบรรเลงขับกล่อมบรรยากาศให้ครึกครื้นเหล่าขุนนางต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับจิ้นอ๋องและแม่ทัพฮวาเสียงหัวเราะและคำอวยพรดังเซ็งแซ่
จิ้นอ๋องพยายามอย่างยิ่งที่จะทรงแย้มพระสรวลและตรัสตอบผู้ที่เข้ามาแสดงความยินดีแต่ในพระทัยกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าภาพของฮวาเสี่ยวซีในคืนที่พวกเขาอยู่เคียงข้างกันยังคงวนเวียนอยู่ในพระโสต
ราวกับเสียงกระซิบที่ตามหลอกหลอนความปรารถนาที่จะได้สัมผัสไออุ่นและเสียงหัวเราะของนางยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อต้องทรงอยู่ท่ามกลางความยินดีของผู้คนราวกับคมดาบที่กรีดลึกลงไปในหัวใจ
อาการกำเริบของพิษเริ่มคุกคามพระวรกายอีกครั้งความร้อนรุ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับถูกเพลิงเผาผลาญความต้องการที่จะปลดปล่อยเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างทรมานราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกกักขังไว้ภายในกำลังคำราม
จิ้นอ๋องทรงกัดฟันอดกลั้นพยายามควบคุมพระองค์เองอย่างสุดความสามารถมิให้ผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติที่กำลังกัดกินพระองค์ราวกับนักรบที่กำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น
ฮ่องเต้ทรงสังเกตเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนและผิดปกติของน้องชายพระองค์ทรงขมวดพระขนงด้วยความสงสัยและกังวล พระองค์ทรงกวักพระหัตถ์เรียกขันทีคนสนิทให้เข้ามาใกล้ตรัสสั่งด้วยสุรเสียงต่ำแต่เฉียบขาด
"ไปเชิญจิ้นอ๋องมาพบข้าที่ตำหนักข้าง"
จากนั้นฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นจากที่ประทับอย่างเงียบเชียบตรัสลาเหล่าขุนนางด้วยเหตุผลบางประการแล้วเสด็จพระราชดำเนินออกจากงานเลี้ยงอันครึกครื้น ตรงไปยังตำหนักบูรพาที่อยู่ไม่ไกลนัก
พระองค์ทรงกังวลพระทัยยิ่งนักกับท่าทางที่ดูทรมานของน้องชายและต้องการทราบความจริงถึงสิ่งที่กำลังรบกวนจิตใจของจิ้นอ๋องราวกับมีเงาดำมืดปกคลุมอยู่เหนือพระอนุชา
ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการให้ขันทีไปเชิญจิ้นอ๋องมายังตำหนักส่วนพระองค์เมื่อจิ้นอ๋องเสด็จมาถึง ก็ทรงคุกเข่าถวายบังคมด้วยความเคารพฮ่องเต้ทรงรีบลุกขึ้นประคองน้องชายให้ลุกขึ้นประทับนั่งเคียงข้างด้วยความเป็นห่วง ด้วยความรักที่มีต่อน้องชายในสายเลือด
"หลงเอ๋อร์เจ้าดูไม่ค่อยสบายนัก มีสิ่งใดรบกวนจิตใจเจ้าอยู่หรือไม่?" ฮ่องเต้ตรัสด้วยสุรเสียงอ่อนโยนทอดพระเนตรพระพักตร์น้องชายด้วยความกังวลอย่างแท้จริง
"น้องพี่เพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงเหตุใดสีหน้าเจ้าจึงดูเศร้าหมองเช่นนี้? การศึกที่ชายแดนเป็นอย่างไรบ้าง?มีสิ่งใดที่พี่พอจะช่วยแบ่งเบาเจ้าได้หรือไม่?" ฮ่องเต้ตรัสด้วยสุรเสียงอ่อนโยน ทอดพระเนตรพระพักตร์น้องชายด้วยความกังวล
จิ้นอ๋องทรงฝืนแย้มพระสรวลเล็กน้อยแต่ดวงเนตรกลับฉายแววอ่อนล้าและเจ็บปวด "ขอบพระทัยเสด็จพี่ที่ทรงห่วงใยทุกอย่างเรียบร้อยดีที่ชายแดนพะยะค่ะ เพียงแต่...ข้าอาจจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนาน"
แต่ฮ่องเต้ทรงสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในท่าทางของน้องชาย จิ้นอ๋องทรงกระสับกระส่ายพระหัตถ์กำแน่นจนสั่นเทา และมีสุรเสียงครางต่ำในลำคอเป็นระยะราวกับกำลังต่อสู้กับความทรมานบางอย่างที่มองไม่เห็น
ฉับพลันพระวรกายของจิ้นอ๋องก็แข็งเกร็งแท่งหยกภายใต้ฉลองพระองค์เริ่มขยายตัวและตั้งชันขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดดวงเนตรฉายแววว้าวุ่นและโหยหาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนพระองค์ทรงพึมพำชื่อหนึ่งออกมาเบาๆ ราวกับคนละเมอ "เสี่ยวซี..."
ฮ่องเต้ทรงตกพระทัยยิ่งนักเมื่อทอดพระเนตรเห็นอาการผิดปกติของน้องชาย พระองค์ทรงรีบตรัสสั่งขันทีเสียงดัง"ไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้! ไปตามมาให้เร็วที่สุด!"
เหล่าหมอหลวงถูกเรียกตัวมาตรวจพระอาการของจิ้นอ๋องอย่างเร่งด่วนแต่พวกเขากลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ในร่างกายขององค์ชายหนุ่มอาการกระวนกระวายและร้อนรุ่มยังคงอยู่ แต่ชีพจรและการตรวจภายในกลับเป็นปกติฮ่องเต้ทรงร้อนพระทัยยิ่งขึ้นทรงสั่งให้ขันทีไปเชิญแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นและนายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงฮวาเข้าเฝ้าเป็นการด่วนราวกับต้องการหาคำตอบจากผู้ที่ใกล้ชิดน้องชายมากที่สุด
เมื่อทั้งสองมาถึงและทราบถึงพระอาการประหลาดของจิ้นอ๋องฮ่องเต้ทรงสอบถามถึงเหตุการณ์ที่ชายแดนด้วยความร้อนรน ฮวาเจิ้นมีท่าทีลำบากใจอำๆอึงๆ ตอบคำถามอย่างไม่เต็มปากนักส่วนท่านผู้เฒ่ากั๋วกงฮวามีสีหน้าไม่เข้าใจ
ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฮวาเจิ้นได้แต่เล่าเรื่องราวที่จิ้นอ๋องและบุตรสาวฮวาเสี่ยวซีลอบเข้าค่ายศัตรูเพื่อแอบไปสืบความลับทางการทหารของคนทั้งสองให้ฮ่องเต้และบิดาฟังอย่างละเอียดและการได้รับพิษยาปลุกกำหนัดและพิษราคะนารีอย่างอ้อมๆโดยยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความสัมพันธ์สวาทที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
ฮ่องเต้ทรงฟังด้วยพระพักตร์เคร่งเครียดเมื่อเหล่าหมอหลวงยังคงหาสาเหตุของพระอาการจิ้นอ๋องไม่ได้พระองค์ไล่หมอหลวงออกไปจากตำหนักแล้วจึงทรงนึกถึงท่านหมอทหารชราที่เคยรักษาทหารที่ชายแดนพระองค์ทรงคิดว่าหากจิ้นอ๋องป่วยตั้งแต่ที่ชายแดนก็มีแต่หมอทหารผู้นี้เท่านั้นที่จะรักษาอาการของ
จิ้นอ๋องได้จึงทรงสั่งให้คนไปตามตัวมาอีกครั้งด้วยความหวัง
เมื่อท่านหมอชราเดินทางมาถึงและตรวจพระอาการของจิ้นอ๋องอย่างละเอียดสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เขาเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ก่อนจะรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
"ฝ่าบาท...พระอาการของจิ้นอ๋องมิได้เกิดจากโรคภัยธรรมดา แต่เป็นผลจากพิษ...เป็นพิษชนิดเดียวกับที่แม่ทัพใหญ่ฮวาได้รับพะยะค่ะ"ท่านหมอชรากล่าวพลางหันไปมองฮวาเจิ้นด้วยสายตาที่บ่งบอกความนัยบางอย่างราวกับกำลังเปิดเผยความลับที่ถูกซ่อนไว้
ทันใดนั้นแม่ทัพใหญ่ฮวาก็ทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้าฮ่องเต้ด้วยสีหน้าสำนึกผิดและตื่นตระหนก
"เกิดอะไรขึ้นท่านแม่ทัพฮวา?!"ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความตกพระทัยและสับสน
ฮวาเจิ้นสูดลมหายใจลึกพยายามรวบรวมสติ ก่อนจะเล่าความจริงทั้งหมดให้ฮ่องเต้ทรงทราบอย่างละเอียดตั้งแต่การลอบฟังแผนการรบของข้าศึกในคืนนั้น..."ก่อนที่พวกเขาสองคนจะได้ทันหลบหนีออกมาพวกเขาก็ได้รับพิษยาปลุกกำหนัด...อย่างรุนแรง"ฮวาเจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นเครือ
ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงฮวาและฮ่องเต้ทรงฟังด้วยความตั้งใจสีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นกังวลและตกใจ "พิษยาปลุกกำหนัดหรือ?" ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความตกใจ
"พ่ะย่ะค่ะ"ฮวาเจิ้นตอบ "และที่ร้ายแรงกว่านั้น...จิ้นอ๋องยังได้รับพิษอีกชนิดหนึ่งเข้าไปด้วย... พิษราคะนารี"
ฮ่องเต้ทรงเบิกพระเนตรกว้าง"พิษราคะนารี! นั่นเป็นพิษอะไรกัน... ทำไมน้องข้าถึง..."พระองค์ทรงนึกสงสัยถึงฤทธิ์ร้ายกาจของพิษประหลาดนี้
"พ่ะย่ะค่ะ"ฮวาเจิ้นยืนยัน "และเงื่อนไขในการแก้พิษราคะนารีนั้น...จำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยร่างกายจากผู้ที่ได้ให้การแก้พิษตั้งแต่แรก...นั่นก็คือฮวาเสี่ยวซี บุตรสาวกระหม่อม พ่ะย่ะค่ะ"ฮวาเจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความกังวล
ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงฮวาทรงผงะถอยหลังเล็กน้อยสีหน้าตกตะลึงจนซีดเผือด "หมายความว่า... พวกเขา..."
ฮวาเจิ้นพยักหน้าช้าๆด้วยความเจ็บปวดและสำนึกผิด "ขอรับ... ภายใต้ฤทธิ์ของยา... พวกเขาทั้งสองไม่อาจควบคุมตนเองได้"เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ความรู้สึกผิดท่วมท้นในอก
ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงฮวาทรงผงะอีกครั้งเมื่อได้รับยินคำพูดของหมอชรา “เจ้า....เจิ้นเออร์เจ้าก็ได้รับพิษเช่นเดียวกับท่านอ๋องหรือ”
ฮวาเจิ้นหันหน้าไปทางบิดาแววตาเต็มไปด้วยความลำบากใจ 'มันใช่เวลาไหม' แต่เขาก็พยักหน้ายอมรับด้วยความรู้สึกผิด"ใช่ขอรับท่านพ่อ ข้าก็ได้รับพิษเช่นกัน"
ฮ่องเต้ทรงตื่นตะหนกทันทีทั้งสองคนได้รับพิษเช่นเดียวกัน แล้วจะทำอย่างไรดีและเมื่อทรงทราบความจริงว่าหญิงสาวผู้นั้นคือ ฮวาเสี่ยวซี บุตรีของแม่ทัพใหญ่ฮวาและหลานสาวของนายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงฮวาฮ่องเต้ทรงตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์เป็นอย่างดีพระองค์ทรงเคารพและให้เกียรติแก่ตระกูลฮวามาโดยตลอด การกระทำใดๆที่ไม่ยุติธรรมอาจนำมาซึ่งความบาดหมางและความไม่พอใจ
ทว่าในยามคับขันนี้การระงับพิษร้ายที่กำลังกัดกินพระวรกายของจิ้น อ๋องนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดหากปล่อยทิ้งไว้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตน้องชายพระองค์จึงทรงตรัสด้วยสุรเสียงหนักแน่น แต่ยังคงแฝงด้วยความเคารพต่อตระกูลฮวา
"หลิวกงกง!"ฮ่องเต้ทรงตรัสเรียกขันทีคนสนิทเสียงดัง
ขันทีชราผู้นั้นรีบทขันทีชราผู้นั้นรีบทรุดกายลงคุกเข่า