ครั้นเจ้าใหญ่กลับถึงบ้าน หวางซื่อเจียงซื่อรวมถึงคนอื่นๆ รีบเข้ามารุมล้อมทันที “เป็นอย่างไรบ้างจัดการเรียบร้อยหรือไม่ แล้วเงินเล่า”
ผู้เฒ่าหยวนก็มองหลานสาวไม่ละสายตาเช่นกัน
เจ้าใหญ่ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ข้าขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วเดี๋ยวจะไปเอาเงินค่าเหนื่อยกับพี่เหวินไฉ”
เจียงซื่อรับห่อผ้าสัมภาระจากมือของเจ้าใหญ่มาถือเอาไว้เมื่อเปิดออกดูพบว่าข้างในมีแต่หนังสือ สีหน้าเปลี่ยนเป็นผิดหวังโดยพลัน ด้วยนึกว่าภายในนั้นจะเป็นของกินเสียอีก
ไม่เพียงแต่เจียงซื่อเท่านั้นที่ผิดหวัง หวางซื่อก็รู้สึกไม่ต่างกัน “ไฉนเจ้าถึงซื้อของไม่มีประโยชน์พวกนี้กลับมา อุตส่าห์ได้ออกไปข้างนอก ไม่ซื้อเนื้อหรือพวกของกินอื่นกลับมาบ้างเลยหรืออย่างน้อยซื้อเส้นยาสูบมาให้ท่านปู่ก็ยังดี”
ภายในใจเจ้าใหญ่บังเกิดความรู้สึกรังเกียจและดูแคลนขึ้นมาทันที แต่ปากกลับยิ้มเอ่ยออกไปว่า“เป็นเพราะพี่เหวินไฉขาพิการ เลยใช้ให้ข้าไปทำธุระและช่วยซื้อหนังสือกลับมาให้ร้านหนังสือในตำบลและในอำเภอไม่มีหนังสือที่เขาอยากได้ข้าเลยต้องไปซื้อจากในอำเภอหลิน ด้วยความที่รีบไปรีบกลับเลยไม่มีเวลาแวะซื้ออย่างอื่น”
ผู้เฒ่าหยวนได้ยินเช่นนี้ก็ใช้แท่งยาสูบเคาะกับโต๊ะ “เอาละๆให้เจ้าใหญ่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เอาของที่ซื้อมาไปให้ที่บ้านสกุลหลิ่วเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้”
ตั้งแต่หยวนเสวี่ยหรูกลับมาจนถึงยามนี้ไม่มีผู้ใดเอ่ยถามสักคนว่าเหนื่อยหรือไม่และไร้คนถามถึงหยวนเหล่าซานว่าไปอยู่ที่ใดรอจนเจ้าใหญ่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยเดินออกมาจากในห้อง สะใภ้สามถึงค่อยเข้าไปรั้งแขนพร้อมเอ่ยถาม“เจ้าใหญ่ ท่านอาสามของเจ้าเล่า เหตุใดถึงไม่กลับมาด้วย”
แววตาเจ้าใหญ่ฉายแววเย็นชาครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มตอบ“ตอนที่พวกเราเข้าไปในอำเภอ ท่านอาสามบอกว่าจะไปหางานทำและบอกให้ข้ากลับหมู่บ้านมาก่อน”
นางบอกออกไปเช่นนี้ไม่มีผู้ใดสงสัยแน่นอนเพราะอย่างไรเสียท่านอาสามกับท่านอาสี่ก็ออกไปทำงานข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงกระนั้นเมื่อผู้เฒ่าหยวนได้ยินก็บ่นพึมพำออกมา“ยังไม่ถึงฤดูใบไม้ผลิ จะไปหางานอะไรทำได้”
“คงเป็นเพราะได้ยินว่ามีนายจ้างคนหนึ่งจะให้เงินค่าจ้างสูงท่านอาสามถึงได้หวั่นไหว” เจ้าใหญ่พูดจบก็ไม่สนใจคนในครอบครัวอีกหมุนตัวเดินออกจากบ้านไปทันที
ครั้นหยวนเสวี่ยหรูมาถึงบ้านสกุลหลิ่วก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากหญิงม่ายหลิ่ว
“ท่านแม่ ท่านไปซื้อเนื้อกลับมาสักหน่อยเถิด ตอนเที่ยงจะได้ให้เจ้าใหญ่อยู่กินข้าวด้วย”หลิ่วเหวินไฉหาข้ออ้างเพื่อไล่มารดาออกไป
หญิงม่ายหลิ่วพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปโดยพลัน
เจ้าใหญ่เข้าไปในห้องของหลิ่วเหวินไฉพร้อมทั้งปิดประตูลงดาลจากนั้นถึงค่อยยื่นห่อผ้าส่งให้ชายหนุ่ม รวมถึงตั๋วเงินจำนวนหนึ่งพันตำลึง“พี่เหวินไฉ เพื่อไปทำธุระให้ท่านข้าถึงกับต้องอ้างกับที่บ้านว่าไปซื้อหนังสือที่ท่านอยากได้ที่ในอำเภอหลินเพราะที่นี่ไม่มีขาย”
หลิ่วเหวินไฉนับตั๋วเงินด้วยแววตาเป็นประกาย นึกไม่ถึงว่าเพียงแค่ไม่กี่วันเจ้าใหญ่ก็สามารถหาเงินจำนวนหนึ่งพันตำลึงมาให้ตนได้เขาดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดพร้อมกับหอมแก้มฟอดใหญ่
“พี่เหวินไฉ…”เจ้าใหญ่ผลักชายหนุ่มออกไม่แรงนักด้วยท่าทีเขินอาย
ถึงอย่างไรหลิ่วเหวินไฉก็ยังคงกอดเจ้าใหญ่เอาไว้พลางเอ่ย “เสวี่ยหรูเจ้าช่างดีกับข้าเหลือเกิน วางใจเถอะ ข้าต้องให้ชีวิตที่สุขสบายแก่เจ้าจงได้!”
เจ้าใหญ่ฟังแล้วประหนึ่งได้ดื่มน้ำผึ้งที่หวานที่สุดในใต้หล้าก็ไม่ปานจึงไม่ได้ว่าอะไรเมื่อถูกเอาเปรียบเล็กๆ น้อยๆ
ทว่าขณะที่หลิ่วเหวินไฉกำลังจะทำขั้นต่อไป หยวนเสวี่ยหรูกลับคว้ามือของชายหนุ่มเอาไว้และเอาตัวออกจากอ้อมกอดพลางกล่าวปราม “ประเดี๋ยวท่านป้าก็จะกลับมาแล้วอีกอย่างข้าอยากทำเรื่องนั้นในวันเข้าหอ” นางที่มีชีวิตอยู่มาถึงสองชาติตระหนักดีว่าหากสตรีเสียความบริสุทธิ์ก่อนแต่งงานก็จะหมดคุณค่าในทันที
เจ้าใหญ่จัดเสื้อผ้าตนเองจนเรียบร้อย จัดผมให้เข้าที่ แล้วค่อยเดินไปเปิดประตูห้องและประตูบ้านทันทีที่ผลักบานประตูออกก็พบว่าหญิงม่ายหลิ่วนั่งยองๆ รออยู่หน้าประตูแล้ว ใบหน้าของเจ้าใหญ่ขึ้นสีแดงจัดในทันใดจากนั้นรีบวิ่งจากไปด้วยความอับอาย
“เจ้าใหญ่อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิ” หญิงม่ายหลิ่วตะโกนไล่หลัง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่หันกลับมานางถ่มน้ำลายลงบนพื้นพลางสบถว่า “หญิงแพศยาหน้าไม่อาย” แล้วจึงเดินเข้าบ้านไป
“นางหาเงินมาได้หรือไม่” หญิงม่ายหลิ่วเดินเข้าไปในห้องของบุตรชายก่อนจะถาม
หลิ่วเหวินไฉพยักหน้า “หามาได้ อีกเดี๋ยวพวกเราเข้าไปในอำเภอ เอาเงินไปคืนกัน”
หญิงม่ายหลิ่วมองตั๋วเงินในมือบุตรชายพร้อมกับเอ่ยว่า“นางนี้ช่างมีความสามารถจริงๆไม่รู้ว่าเอาตัวไปขายให้ผู้ใดถึงได้เงินมามากมายเพียงนี้ เจ้าฟังข้า อย่าได้แต่งงานกับสตรีที่หน้าไม่อายเช่นนี้เป็นอันขาดรู้หรือไม่”
หลิ่วเหวินไฉรู้สึกเช่นกันว่าวิธีหาเงินของเจ้าใหญ่ไม่น่าจะสะอาดนัก หาไม่แล้วเมื่อครู่ตอนเขาจะแตะต้องนางเหตุใดหญิงสาวถึงไม่อนุญาต หรือกลัวว่าเขาจะรู้ว่านางไม่บริสุทธิ์แล้วเคราะห์ดีที่เขาไม่ได้รู้สึกชอบและไม่คิดจริงจังกับนาง ที่รักษาสัมพันธ์ไว้ก็แค่ต้องการหลอกใช้เท่านั้น
“เอาละท่านแม่ท่านรีบไปทำอาหารเถิด กินข้าวเสร็จจะได้ไปที่หมู่บ้านข้างๆจ้างรถเทียมล่อให้พาพวกเราเข้าไปในอำเภอ”
เพียงพริบตาก็มาถึงเดือนห้า ถึงเวลาที่กู้อวี้ต้องเข้าไปสอบในเมือง หยวนฟู่กุ้ยจึงให้จ้าวจินจู้ไปส่งทั้งยังกำชับว่าต้องดูแลกู้อวี้ให้ดีๆ
หลังสอบเสร็จระหว่างที่รอผลสอบออก กู้อวี้ขอลาหยุดกับสำนักศึกษาในอำเภอแล้วกลับมาที่หมู่บ้านช่วงเวลานี้เขาได้ออกไปเที่ยวเล่นเป็นเพื่อนเจินเจินไปทั่ว แม้กระทั่งบนเขาก็ตาม
วันหนึ่งขณะที่ทั้งสองคนขึ้นไปเที่ยวเล่นบนเขา เจินเจินขุดหลินจือขึ้นมาได้สองต้นใหญ่ต้นหนึ่งให้กู้อวี้ไว้เพื่อที่จะได้นำไปขายเอาเงินไปซื้อหนังสืออุปกรณ์การเรียนส่วนอีกต้นนางเก็บเอาไว้กินเอง
กู้อวี้ “…”
เขารู้สึกเหมือนมีเด็กสาวให้การเลี้ยงดูอย่างไรก็ไม่รู้
การที่กู้อวี้ไปเที่ยวเล่นกับเจินเจินทุกวันในสายตาของชาวบ้านในหมู่บ้านจึงมองว่าชายหนุ่มไม่มีความมั่นใจกับการสอบในครั้งนี้ ตั้งข้อสงสัยกันว่าเหตุใดถึงไม่รอให้ผลสอบออกก่อนแล้วค่อยกลับมาทว่าหากเขาสอบไม่ผ่านก็ไม่แปลก เพราะก่อนหน้านี้ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บที่ขาเป็นเวลานานอาจหลงลืมความรู้ที่ได้อ่านมาก็ไม่นับเป็นเรื่องผิดปกติอันใด
ชาวบ้านทุกคนต่างคิดเช่นนี้กันทั้งสิ้นรวมถึงหลิ่วเหวินไฉกับคนสกุลหยวนก็เช่นกัน
ยามนี้หลิ่วเหวินไฉนำเงินไปคืนเถ้าแก่ร้านหนังสือฉีซั่นเป็นที่เรียบร้อยอีกทั้งยังได้ไปขอให้คหบดีหลิวจากตำบลซวงเจียวช่วยใช้เส้นสายที่มีเกลี้ยกล่อมให้เถ้าแก่เจ้าของร้านไม่เอาเรื่องเขาเรื่องนี้จึงจบลงเพียงเท่านี้ อีกทั้งอาการบาดเจ็บที่ขาก็หายดีแล้วจึงคิดว่าอีกสามสี่วันจะกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอ
เมื่อขาของหลิ่วเหวินไฉหายดีเป็นปกติแล้ว ในฐานะว่าที่ฉินเจียของเขาอย่างเจียงซื่อและหวางซื่อจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษมักจะนำกู้อวี้ไปพูดในทางที่ไม่ดีกับชาวบ้านในหมู่บ้าน
“ข้าก็นึกว่ากู้อวี้จะเก่งสักเพียงใดนึกไม่ถึงว่าแม้แต่ซิ่วไฉก็ยังสอบไม่ได้”
“นั่นน่ะสิ แต่ชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์ พวกเจ้าดูหลิ่วเหวินไฉเขาต่างหากถึงจะเป็นผู้มีความสามารถที่แท้จริง คือเทพเหวินชวีซิง[1] ลงมาเกิดใหม่!”
“ตอนเจ้าใหญ่เกิด ก็มีนักพรตคนหนึ่งเอ่ยทายทักว่าต่อไปนางจะได้เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ต่อไปในภายภาคหน้าสามีของนางต้องได้เป็นท่านโหวเป็นอัครเสนาบดีแน่กู้อวี้ไม่มีทางเทียบได้แน่นอน!”
“มีเจ้าใหญ่คอยให้การส่งเสริม กู้อวี้ไม่มีทางมาเทียบหลิ่วเหวินไฉของพวกเราได้แน่!”
หญิงชาวบ้านคนหนึ่งทนเห็นเจียงซื่อกับหวางซื่อพูดจาอวดดีต่อไปไม่ไหว เลยจงใจยิ้มเย้ยหยันพลางกล่าวว่า“บุตรสาวของพวกเจ้ายังไม่แต่งเข้าสกุลหลิ่วเสียหน่อยแต่กลับพูดว่า ‘เหวินไฉของพวกเรา’แล้วหรือถ้าคนที่ไม่รู้มาได้ยินเข้าคงจะนึกว่าข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้วหากเป็นเช่นนี้ยังจะมีคุณค่าอะไรเหลืออีก!”
ประโยคนี้ของหญิงชาวบ้านทำให้ชาวบ้านคนอื่นหัวเราะอย่างดูแคลนออกมา
เจียงซื่อรู้สึกโมโหอย่างยิ่ง ถลึงตามองหญิงชาวบ้านผู้นี้พร้อมทั้งกล่าววาจาดูแคลนออกมา “หากพูดไม่เป็นก็หุบปากเสีย เจ้าคงอิจฉาที่หลังจากเทพเหวินชวีซิงลงมาเกิดใหม่แล้วไม่ได้หมั้นกับหลานสาวของเจ้าสินะฮึ เหวินไฉเป็นว่าที่บุตรเขยของข้าหากไม่ใช่เหวินไฉของพวกเราแล้วจะให้เป็นของพวกเจ้าหรืออย่างไร ฝันไปเถอะหลานสาวของเจ้าไม่มีทางได้เป็นฮูหยินขุนนางหรอก!”
[1]เทพเหวินชวีซิงเทพแห่งการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ การประพันธ์ ศิลปะและการสอบเข้ารับราชการฝ่ายพลเรือน ทั้งเป็นเทพด้านโชคลาภอีกด้วย