แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆสีเทาหนักอึ้งย้อมผืนฟ้าให้เป็สีหม่น เงาของผู้รอดชีวิตเก้าคนทอดยาวไปบนถนนที่แตกร้าวและเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง เมืองยังคงส่งเสียงคร่ำครวญไม่หยุดหย่อน เสียงไซเรนจากที่ไกลลิบที่อาจเป็สัญญาณของความหวังหรือความตาย เสียงะเิที่ดังเป็ระยะ และเสียงคำรามของผู้ติดเชื้อที่กระจายอยู่ทุกมุมถนน เป็เครื่องย้ำเตือนว่าโลกนี้ยังคงพังทลายลงทุกวินาที
แม้พวกเขาจะเพิ่งช่วยชีวิตคนสองคนและได้สมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งคน แต่ไม่มีใครลืมว่าความโหดร้ายยังคงคืบคลานอยู่รอบตัว หลังเดินทางต่อมาได้พักใหญ่ ระบบก็แสดงสัญญาณให้หยุดพักที่อาคารคลินิกเล็ก ๆ ริมถนน ประตูกระจกถูกทำลายจนแหว่งวิ่น แต่ภายในยังคงค่อนข้างปลอดภัยจากสายตาของซอมบี้และผู้ไม่หวังดี
หลินเยว่ตัดสินใจให้ทุกคนหยุดพักและตรวจร่างกาย “ใครมีแผล แม้เพียงเล็กน้อย บอกมีนทันที” น้ำเสียงของเธอจริงจังจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ในโลกที่เชื้อ X-13 สามารถเปลี่ยนคนเป็สัตว์ประหลาดได้ าแเล็กน้อยอาจหมายถึงคำพิพากษาปะาชีวิตที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง
มีนเริ่มตรวจาแทีละคนอย่างตั้งใจ เธอค่อย ๆ ล้างแผลถลอกของฟ้า เปลี่ยนผ้าพันแผลที่เปื้อนเืให้นัท และช่วยทำความสะอาดรอยถลอกจากคินที่เกิดจากการต่อสู้ แม้มือจะยังสั่นเล็กน้อยด้วยความประหม่า แต่ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและตั้งใจจริง เมื่อถึงเจย์กับด็อกเตอร์ ทั้งสองพยายามอธิบายรายละเอียดาแของตัวเองอย่างจริงจังราวกับกำลังรายงานผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ จนฟ้าอดหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ได้ บรรยากาศภายในคลินิกที่เคยตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
กระทั่งมีนเดินมาหยุดตรงหน้าหลินเยว่ ดวงตาของเธอฉายแววกังวล “หัวหน้ามีแผลตรงแขนค่ะ”
หลินเยว่ก้มมอง รอยขีดข่วนจากเศษกระจกที่เธอแทบไม่รู้สึกยังมีเืซึมเล็กน้อย “ไม่เป็ไรหรอก แผลเล็กนิดเดียวเอง”
มีนส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด “แผลทุกแผลสำคัญค่ะหัวหน้า”
หลินเยว่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นแขนให้แต่โดยดี มีนทำความสะอาดาแอย่างระมัดระวัง แสงสีเขียวอ่อนจาง ๆ เปล่งออกมาจากปลายนิ้วของเธออีกครั้ง ความเจ็บแสบลดลงแทบจะทันทีที่แสงนั้นััผิว
[ ตรวจพบการปลุกตื่นความสามารถ ]
[ สมาชิกทีม: มีน ]
[ สกิล: ฟื้นฟูระดับต้น ]
หลินเยว่ยิ้มอย่างโล่งใจ “เธอทำได้แล้วมีน!”
มีนมองมือของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ “ฉัน… ฉันรักษาได้จริง ๆ เหรอคะ?”
ฟ้าปรบมืออย่างตื่นเต้น “พี่มีนเก่งมากเลย!”
นัทหัวเราะเสียงดัง “เยี่ยมไปเลย! ต่อให้ฉันโดนฟาดอีกสิบครั้งก็ไม่กลัวแล้ว”
คินแค่นเสียง “พูดเหมือนตั้งใจจะโดนฟาดทุกวัน” แต่รอยยิ้มบาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ เสียงหัวเราะดังขึ้นภายในคลินิก แม้เพียง่สั้น ๆ แต่มันทำให้สถานที่แห่งนี้คล้ายบ้านขึ้นมาชั่วขณะ
จากนั้น มีนรวบรวมความกล้าหันไปมองอาร์คที่ยืนเงียบสงบอยู่ใกล้ประตู เธอก้าวเข้าไปหาเขาอย่างช้า ๆ “คุณ… มีาแไหมคะ?”
ทุกคนในทีมชะงัก คินยกปืนขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ นัทเบิกตาด้วยความใ ฟ้ากลั้นหายใจ มีนเองก็เห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นจนตัวสั่น แต่เธอก็ไม่ถอย อาร์คมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงเข้มไร้อารมณ์ ก่อนหันสายตาไปหาหลินเยว่ ราวกับถามว่า เขาควรตอบอย่างไร
หลินเยว่ยิ้มบาง ๆ “มีนแค่อยากช่วยน่ะอาร์ค”
อาร์คเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยเสียงต่ำทุ้มที่ฟังดูแหบพร่า “ไม่เจ็บ”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้มีนยิ้มอย่างโล่งอก “ดีแล้วค่ะ” เธอถอยกลับมาอย่างสุภาพ คินลดปืนลงช้า ๆ แม้เธอยังคงระแวง แต่แววตาแข็งกร้าวน้อยลงเล็กน้อย
หลินเยว่เดินไปยืนข้างอาร์ค “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะ”
อาร์คหันมาสบตาเธอ ดวงตาสีแดงเข้มที่เคยไร้อารมณ์กลับฉายแววบางอย่างที่หลินเยว่ไม่เข้าใจ “เพราะเธอ”
สองคำนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจของหลินเยว่สั่นะเือย่างเงียบงัน เขาไม่สนใจโลกภายนอก ไม่สนใจความเห็นของคนอื่น สิ่งเดียวที่เขาใส่ใจ คือคำพูดของเธอ หลินเยว่หลบสายตาเล็กน้อยเพื่อซ่อนความร้อนที่แล่นขึ้นบนใบหน้า
จากนั้นเธอหันกลับไปมองทีมของตน ผู้คนที่แต่ละคนมีาแของตัวเอง บางแผลมองเห็นได้ บางแผลซ่อนอยู่ในหัวใจที่บอบช้ำ แต่พวกเขากำลังเยียวยากันและกันทีละเล็กทีละน้อย ในโลกที่เต็มไปด้วยความตายและความสิ้นหวังนี้ นี่อาจเป็รูปแบบหนึ่งของปาฏิหาริย์ที่เรียกว่า “ความหวัง”