หญิงตรงหน้าผิวกายเริ่มเปลี่ยนแปลง จากคนดูมีน้ำมีนวลกลับกลายเป็ผอมแห้งิัติดกระดูกอย่างรวดเร็ว ซูบลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมออก เส้นผมที่เคยดกดำก็เปลี่ยนเป็สีขาวแห้งกรอบและปลิวร่วงลงพื้นราวกับใบไม้ จนเหลือผมบนศีรษะเพียงไม่กี่เส้นภายในพริบตาเดียว
วินทำตัวไม่ถูกเดินถอยหลังมาตั้งหลักและหันมองไปโดยรอบ เรือนไทย จากที่เคยสวยงามก็เปลี่ยนเป็บ้านเก่าราวกับไม่มีคนอยู่มานับสิบปี ก้มมองอาหารที่พึ่งกินเหลืออยู่บนโต๊ะ ก็มีแต่ใบไม้เศษไม้ ครั้นมองป้าตรงหน้าอีกครั้ง ป้าก็กลายเป็โครงกระดูกไปเสียแล้ว อิงแนบติดอยู่กับเสาศาลาไม้เก่าที่เต็มไปด้วยหยากไย่ วินตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือไม้สั่นทำตัวไม่ถูก อยากจะวิ่งแต่ขาเ้ากรรมดันก้าวไม่ออก แม้ว่าฝนจะตกทำให้อากาศหนาวเย็นะเืเพียงใด ภายใต้ชายคาศาลาไม้ที่แสนผุพังนี้ วินกลับรู้สึกร้อนรุ่มเหงื่อไหลโซกไปทั้งตัว เป็จังหวะเดียวกับที่หัวกะโหลกของป้ากลิ้งหล่นลงมาหยุดตรงหน้าวิน
เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงก่อนจะคว้ากระเป๋าสุดรักที่วางอยู่เก้าอี้ไม้ไว้แนบตัวพร้อมวิ่งตากฝนลงบันไดไม้เก่าด้วยความรีบ ไม่ทันได้ระวังลื่นบันไดขั้นสุดท้ายเพราะน้ำฝน ล้มคะมำกองอยู่กับพื้น เสียงฟ้าร้องเสียงลมพัดประเดประดังเข้ามาพร้อมกันจนใจหวิว แต่ด้วยสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด ชายหนุ่มจึงรีบสปริงตัวลุกขึ้นเพราะความกลัว และรีบวิ่งหนีสุดชีวิตจนลืมความเจ็บจากที่ล้ม
วินวิ่งต่อไปท่ามกลางสายฝนและความมืด วิ่งไม่รู้ทิศไม่รู้ทาง ในใจคิดแค่เพียงอยากหนีออกไปจากจุดนี้ให้ไกลที่สุด ไม่ทันระวังเด็กหนุ่มวิ่งชนกับบางสิ่งบางอย่างก่อนจะสลบไป...
วินรู้สึกมึนหัว ปวดหัวราวกับมีอะไรมาบีบรัดจนแทบจะะเิ อยู่ในความมืดสนิทที่ปราศจากแสงสว่าง ขยับร่างกายไม่ได้คล้ายกับอยู่ในหีบที่คับแคบ อึดอัดหายใจไม่ออกเหมือนหินก้อนใหญ่ทับอยู่กลางอกตลอดเวลา หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงพูดงึมงำของใครบางคน แต่เบาจนจับใจความไม่ได้ ทำได้เพียงนอนแน่นิ่งท่ามกลางสายฝนที่เทลงมา
“นี่คุณ คุณเป็อะไรหรือเปล่า”
เสียงหญิงสาวที่คุ้นเคยดังก้องอยู่ในหู วินอยากตอบกลับเสียงนั้นแต่ก็ทำไม่ได้ ครั้นจะลืมตาก็ลืมไม่ขึ้น เปลือกตาช่างหนักเหลือเกิน วินตัวแข็งทื่อไม่มีแรงแม้จะขยับร่างกาย ทำได้แค่เพียงนอนนิ่งราวกับเป็อัมพาตชั่วขณะ รู้สึกอึดอัดในใจ ทุรนทุรายและเกิดอาการหวาดกลัว เพราะเดิมทีเป็คนที่กลัวความมืดและที่แคบเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
ในขณะที่ความมืดเข้ามาครอบหงำ จมูกได้กลิ่นที่ชื้นคล้ายอยู่ในป่าใหญ่หลังฝนตก กลิ่นน้ำอบปนกลิ่นมะลิที่หอมกรุ่นละมุนติดอยู่ที่ปลายจมูก แขนทั้งสองข้างรู้สึกเย็นวาบ และเริ่มชาไปทั่วร่างกาย เย็นะเืคล้ายอยู่ในฤดูหนาว
วินไม่รู้ว่าตัวเองนั้นอยู่ที่ไหน แต่ที่ตรงนี้รู้สึกเย็นสบายสดชื่นเหลือเกิน เขาอยากจะนอนหลับตาลงไปเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวเห็นชายตรงหน้านอนนิ่งอยู่กับพื้น เธอจึงเอานิ้วชี้ยื่นไปใกล้ ๆ ปลายจมูก เพื่อตรวจดูว่ายังหายใจอยู่หรือเปล่า
“ยังหายใจอยู่นี่ โล่งอกไปที คุณตื่นได้แล้ว อย่าพึ่งหลับนะ รีบไปจากตรงนี้เถอะ”
วินรู้สึกได้ถึงมือนุ่ม ๆ กำลังเขย่าตัวของตน จากััมือที่บางเบาก็เริ่มแรงขึ้น พร้อมกับเสียงของหญิงสาวที่ดังขึ้น ทำให้วินเริ่มได้สติ วินค่อยๆ หรี่ตาขึ้นมองด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ แต่กลับมองไม่เห็นใบหน้าของหญิงสาว เพราะด้วยความมืด เขาจึงไม่รู้ว่าตนกำลังอยู่ที่ไหน ได้ยินก็แต่เสียงของหญิงสาวที่คุ้นเคย พูดซักถามวินด้วยความเป็ห่วง
“ต้องให้ฉันคอยช่วยอยู่เรื่อยเลยนะคุณ สบายไปหรือเปล่า”
“นั่นคุณอีกแล้วใช่ไหม”
วินจำได้ขึ้นใจว่าเสียงนี้คงเป็ใครไปไม่ได้ นอกจากเธอ ชายหนุ่มพยุงตัวลุกขึ้นยืนและหันมองไปโดยรอบ แต่ก็พบเจอแต่ความมืด ฝนจากที่เคยตกก็เริ่มเบาลง แต่ยังมีบรรยากาศคล้ายเดิมเหมือนฝนจะตกอีกรอบ และลมที่พัดแรงราวกับพายุอยู่เนือง ๆ เย็นสบายจนลืมความกลัวก่อนหน้า
“ฉลาดแบบนี้ไม่น่าหลงเชื่อคนง่ายเลยนะ ไม่สิ ฉันหมายถึงไม่น่าถูกผีหลอกได้ง่ายแบบนี้ ฮ่า ๆ”
เสียงหญิงสาวพูดหยอกล้อกับหนุ่มตรงหน้าด้วยความคุ้นเคย
“ใครจะไปรู้ล่ะคุณ ก็เหมือนคนซะขนาดนั้น ก็มีแต่คุณนี่แหละที่ผมไม่รู้สึกกลัว”
วินคุยโต้ตอบกับผีสาวทั้งที่ตนนั้นมองไม่เห็นเธอ เพราะทุกอย่างมืดสนิทไม่มีแม้แสงสว่าง ราวกับอยู่ในป่าใหญ่ที่ไม่มีช่องให้แสงส่องถึง วินรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่พบเธอ เกิดคำถามขึ้นภายในใจว่าทำไมกับผีสาวตนนี้ เขาไม่รู้สึกกลัวเธอเลยสักนิด กลับดีใจด้วยซ้ำเวลาที่เจอ แม้จะพึ่งเจอเธอเป็ครั้งที่สี่ก็ตาม
“เราออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ ฉันกลัวผี”
ข้อแขนวินเย็นวาบขึ้นมาราวกับลมหนาวพัดผ่าน ประหนึ่งมือที่แสนนุ่มนิ่มของผีสาวมาััที่ข้อมือ ร่างกายของชายหนุ่มคล้ายถูกดึง พร้อมเสียงนุ่มหวานของหญิงสาวที่พูดชักชวนให้ชายตรงหน้ารีบเดินออกไปจากจุดนี้ เพราะเธอรู้สึกกลัวผี จนลืมคิดไปว่าตนเองก็เป็ผีเหมือนกัน วินก็อดที่จะหัวเราะความเด๋อด๋าของเธอไม่ได้ แม้ปกติวินจะเป็คนที่ยิ้มยากแต่กับผีสาวนั้นแตกต่างออกไป เธอทำให้เขายิ้มได้ทุกครั้งที่พบกัน
วินยืนพักเหนื่อยได้ไม่นาน ท้องฟ้าก็สว่างวาบขึ้นมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นราวกับเสียงกลองศึก วินก้มขดตัวหมอบลงอยู่กับพื้นโดยพลัน ภาพวันวานย้อนกลับเข้ามาในความคิด ความเหงา ความเศร้า ความโดดเดี่ยวผุดขึ้นมากลางใจ เขารู้สึกใจสั่นและหวาดกลัวหายใจไม่ทั่วท้อง ก่อนจะหายใจดังเฮือกใหญ่ออกมาราวกับคนจะขาดใจ
ผีสาวเห็นชายหนุ่มอาการไม่สู้ดีนัก จึงโผเข้ากอดเพียงหวังว่าให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดนี้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง วินรู้สึกได้ถึงลมที่พัดผ่านร่างกายเป็ลมอุ่นที่ทำให้ใจที่ห่อเหี่ยมชุ่มชื่นอย่างบอกไม่ถูก
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณเคยเจออะไรมา แต่เวลาที่มีฉันอยู่ คุณไม่ต้องกลัวนะ”
เสียงพูดข้างหูของหญิงสาวดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจ ดั่งน้ำฝนที่โปรยลงมาให้ต้นไม้ที่เหี่ยวแห้งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ดั่งพระจันทร์ที่ส่องสว่างในใจที่มืดสนิทของวิน ดั่งพรจาก์ก็ไม่ปาน
ไม่นานทุกอย่างก็กลับมาเป็ปกติ ท้องฟ้าที่เคยแปรปรวนก็สงบลงพร้อมลมอุ่นที่โอบกอดวินก็หายไปพร้อม วินลุกขึ้นยืนพร้อมความรู้สึกสบายใจแต่ก็หายใจไม่ทั่วท้องทำตัวไม่ถูก ปากจะพูดขอบคุณเธอก็ไม่กล้า ยืนอ้ำอึ้งอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป
“ขอบคุณนะคุณ คอยช่วยผมอยู่ตลอดเลย”
“ไม่เป็ไรหรอกนะ ฉันเป็ซุปเปอร์ฮีโร่ให้คุณได้อยู่แล้ว ถ้าคุณเป็อะไรไปใครจะช่วยฉันล่ะ”
วินยืนยิ้มกรุ้มกริ่มกับคำตอบของเธอจนปวดกระพุ้งแก้มคงเพราะเขินผีสาว
“ซุปเปอร์ฮีโร่ช่วยพาผมออกไปที่สว่าง ๆ หน่อยได้ไหมครับ อยู่ตรงนี้มืดไปหมดเลย ผมกลัวงู”
“คุณกลัวงูมากกว่ากลัวผีอีกงั้นเหรอ”
“ผีแค่หลอกให้กลัว แต่งูกัดตายเชียวนะคุณ”
รอบข้างเงียบสงัดมีเพียงเสียงหัวเราะของหนุ่มสาว ทั้งคู่หัวเราะดังไปทั่วบริเวณ คุยกันถูกคอราวกับคนสนิทชิดเชื้อมานาน เสียงผีสาวคอยพูดบอกทางอยู่ข้างหู ท่ามกลางความมืดของค่ำคืนที่เดือนดับไม่มีแม้แสงดาว บรรยากาศหนาวเหน็บ ลมหนาวพัดเย็นจนปวดกระดูก ทุกอย่างโดยรอบช่างเงียบสงัดราวกับป่าช้า มีก็แต่เพียงเสียงนุ่มหวานแสนไพเราะของหญิงตรงข้างกายที่พอทำให้อบอุ่นใจขึ้นมาบ้าง ถึงแม้ภายนอกจะหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม ชายหนุ่มที่สุดแสนเ็าอย่างวินเผลอยิ้มออกมาตลอดทาง
ไม่นานทั้งสองก็เดินทะลุออกมาเจอถนนและไฟตามทางที่เก่าคร่ำครึ บางต้นหลอดไฟก็สลัวเพราะฝุ่น เสาไฟบางต้นก็ถูกเถาวัลย์เลื้อยปกคลุมไปทั่วต้น เหมือนไม่ได้รับการดูแลมานาน คิดก็น่าแปลกใจทั้งที่เป็บริเวณในเมืองแต่กลับถูกปล่อยปละละเลย
เมื่อวินหันกลับไปมองทางที่พึ่งเดินออกมา เป็ทางที่คนปกติคงไม่คิดจะเดินเข้าไป เป็ป่าและดงต้นธูปฤาษี มีแอ่งน้ำสลับกับต้นไม้น้อยใหญ่ หญ้าขึ้นรกรุงรังไม่มีทางให้สัญจร ชายหนุ่มคิดในใจว่าถ้าเขาเป็อะไรไปในที่ตรงนี้ ก็คงกลายเป็คนหายสาบสูญเพราะไม่มีใครหาเจอ พอยืนสำรวจรอบข้างได้ไม่นานก็เริ่มรู้สึกแสบผิว วินจึงก้มมองร่างกายของตนเอง ปรากฏว่ามีแต่แผลเต็มตัวไปหมด คงเพราะถูกกิ่งไม้และหญ้าบาด เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยดิน
“ที่ฉันมาเจอคุณ ฉันนึกออกแล้วล่ะว่า ฉันชื่อจันทร์...”