“นั่นเทพเทียนหยาง”
ตอนออกมาจากห้องของอู๋จื่อหาน เซียวอวี้ฉีที่อุ้มไข่กับเจิ้งเฟยยี่บังเอิญไปเจอกับเทพเทียนหยางและกลุ่มเทพคนอื่นเข้า
เทพเทียนหยางเป็นบุรุษรูปงามผิวโทนอุ่น ผมสีทองอ่อนคล้ายแสงอรุณรุ่ง ตาสีทองเปล่งประกายชีวิต บนร่างสวมชุดคลุมยาวสีขาวทองลายมังกร มีนิสัยค่อนข้างไม่กลัวใคร เนื่องจากเป็นต้าเกอที่คอยปกป้องทุกคนในสภาเทพ
เสียดายที่…เขาเป็นเทพฝ่ายบุ๋น เก่งเรื่องวิชาการ วิชากระบี่อยู่ในระดับกลาง ดังนั้นจึงถูกอู๋จื่อหานเตะปลิวไปตอนแรก
“เป็นเขาที่ทำให้ท่านอ๋องคลอดก่อนกำหนด?”
เซียวอวี้ฉีหันไปขอคำยืนยันจากเจิ้งเฟยยี่
“อืม เขาเป็นเทพแห่งชีวิตและการเกิด สามารถควบคุมการเกิดได้ระดับหนึ่ง”
เจิ้งเฟยยี่ยืนยัน เซียวอวี้ฉีจึงหันกลับไปมองอีกครั้ง ก่อนที่เงามืดจะบดบังดวงตา
“ยี่เกอ ข้าฝากไข่กับท่านหน่อย”
“อ้อ ได้”
เจิ้งเฟยยี่ยื่นแขนไปรับไข่มาอุ้มไว้อย่างไม่คิดอะไร สองมือประคองไข่สีเขียวนวลอย่างระวัง
ตาสีฟ้าหลุบมองไข่ใบนั้นด้วยแววตาอาทร นี่ก็คือสิ่งที่เขาเอาชีวิตปกป้องในแก่นโลก…
เป็นลูกของอาฉี…
“เทพเทียนหยาง”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เซียวอวี้ฉีหายไปจากตรงหน้า เจิ้งเฟยยี่ละสายตาจากไข่ขึ้นมาแปลกใจ จากนั้นจึงเห็นว่าร่างสูงในชุดฟ้าไปอยู่กลางวงเทพแล้ว
“เจ้าเป็นใคร?”
เทพเทียนหยางกำลังเอาถุงน้ำแข็งประคบดั้งจมูกที่ถูกอู๋จื่อหานถีบ หันมาตามเสียงเรียก พบว่าเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
“ข้าคือ เซียวอวี้ฉี”
“...! เจ้าคือ…เซียวอวี้ฉี…”
ทราบเช่นนั้นสภาเทพแทบวงแตก เพราะคนที่พวกเขาเพิ่งนำสัญญาฟ้าลงไปเล่นงานก็คือชายคนนี้!
“เจ้ามีธุระอะไรกับข้า หรือว่าไม่พอใจเรื่องดวงดาวสวรรค์? เรื่องนี้เป็นคำสั่งจากเบื้องบน ข้าช่วยเจ้าไม่ได้..”
“เป็นท่านทำร้ายอู๋จื่อหาน”
เซียวอวี้ฉีไม่รอให้อีกฝ่ายกล่าวจบก็ตัดบท เทพเทียนหยางเข้าใจทันทีว่าเจ้าตัวมาสะสางเรื่องใด
“เป็นข้าเอง ทำไม? อู๋จื่อหานล่วงเกินเบื้องสูงไปคน เจ้าก็จะล่วงเกินด้วย? บอกไว้ก่อนเลย หากทำอะไรไม่คิด บาปของอู๋จื่อหานที่เจ้าแบกจะยิ่งจะทวีความรุน..”
โครม!
ไม่รอให้เทพเทียนหยางพูดจบเซียวอวี้ฉีก็ซัดหมัดใส่อีกฝ่ายเต็มแรง ดั้งจมูกที่เพิ่งกลับเข้ารูปของเทพเทียนหยางบิดกลับไปอีกทางดังกร๊อบ ร่างทั้งร่างปลิวไปกระแทกเสาต้นหนึ่งจนยุบ
“นี่สำหรับจื่อหาน! และนี่สำหรับลูกข้าที่อยู่ในท้องเขา!”
ร่างในชุดฟ้าปรี่เข้าไปเงื้อเท้าสูง กระทืบใส่เทพเทียนหยางอย่างบ้าคลั่ง
เหล่าเทพไม่คิดว่าเซียวอวี้ฉีจะลงมือกะทันหัน ต่างพากันตั้งตัวไม่ติด ยืนอึ้งตาค้างอยู่ตรงนั้น
แม้แต่เจิ้งเฟยยี่ยังแทบทำไข่หลุดมือ
เขาไม่เคยเห็นเซียวอวี้ฉีสติหลุดเช่นนี้มาก่อนเลย…
แล้วเขาต้องห้ามหรือไม่?
อืม…อย่าดีกว่า เทพเทียนหยางสมควรโดนแล้วจริง ๆ
เนื่องจากทุกคนเห็นว่าเทพเทียนหยางสมควรโดนอยู่บ้าง ต่างคนต่างจึงยังยืนเก้กังอยู่ด้านข้าง รอจนผ่านไปเวลาหนึ่งเทพเหม่ยอี้กับเทพฉีหลิงจึงเข้าไปห้าม
“พอแล้ว ๆ เรื่องนี้ต้องให้เขาขอโทษพวกเจ้าแน่ เจ้าใจเย็นก่อนเถอะ”
“ใช่แล้ว ๆ อย่างไรเสียคนก็ปลอดภัย อย่าโกรธจนเสียสุขภาพไปเลย”
ต่างคนต่างปลอบชายหนุ่มคนละคำสองคำ ช่วยกันดึงเซียวอวี้ฉีเอาไว้อย่างยากลำบาก
คนถูกห้ามหน้ามืด ยังไม่หายแค้น กระชากคอเสื้อเทพเทียนหยางขึ้นมา
“ถ้าคราวหน้าท่านกล้าทำอะไรพวกเขาอีก ข้าจะเอาศรแทงท่านให้เป็นรูพรุน!”
“โอ้ย ๆ เจ้าเด็กบ้า! ตอนนี้เจ้าก็ข่วนข้าจนลายไปหมดแล้ว ข้าขอโทษ! พอใจรึยัง!”
เทพเทียนหยางถูกฝ่าเท้าหนักกว่าที่คาดของเซียวอวี้ฉีเข้าไปกุมหัวร้องอย่างหมดท่า ปลายจมูกเปื้อนเลือดกำเดา ทั้งตัวช้ำม่วงไปหมด ตอนนี้เขาไม่รู้แล้วว่าตกลงใครน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างอู๋จื่อหานกับเซียวอวี้ฉี
หรือว่า…เพราะแบบนี้สวรรค์ถึงต้องปิดกั้นเซียวอวี้ฉีเอาไว้?
ฮือ…สวรรค์ ท่านมองได้ทะลุปรุโปร่ง ผัวเมียคู่นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว!
“อาฉี ดื่มน้ำเย็นสักหน่อย”
ผ่านความวุ่นวายไปยกหนึ่งเจิ้งเฟยยี่พาเซียวอวี้ฉีไปนั่งพักยังระเบียงรับลม
“ขอบคุณ ยี่เกอ”
เซียวอวี้ฉีรับน้ำไปจิบอึกใหญ่ สีหน้ากลับมาเป็นปกติ ท่าทางสงบลงเหมือนไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น
เจิ้งเฟยยี่ใคร่ครวญว่าจะพูดดีหรือไม่ ถึงเรื่องที่เขารับรู้มา…
“ยี่เกอ ข้ามีเรื่องต้องบอกท่าน”
ครานี้กลับกลายเป็นเซียวอวี้ฉีที่พูดขึ้นก่อน
เจิ้งเฟยยี่หันไปสบตา เห็นแววจริงจังคู่หนึ่งก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยถึงสิ่งใด
เขาเพียงยิ้มบาง พยักหน้าเบา ๆ
“อาฉี…ว่ามาเถอะ”
เซียวอวี้ฉีกัดริมฝีปากน้อย ๆ ราวลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมบอกความจริงที่เก็บไว้ในใจ
“ยี่เกอ…ท่านคงรู้แล้วว่าข้า…ไม่อาจอยู่แดนมารได้อีกต่อไป”
“อืม ข้ารู้”
เจิ้งเฟยยี่รับคำเบา ๆ ความเศร้าฉายชัดในแววตา
อู๋จื่อหานคือผู้ครองแดนมาร แต่ชายาของเขากลับไม่อาจก้าวเข้าไปได้แม้ครึ่งก้าว นับว่าเป็นโชคชะตาที่โหดร้ายยิ่งนัก
ทว่าคำต่อมาของเซียวอวี้ฉีกลับทำให้หัวใจเจิ้งเฟยยี่สะดุดแรงยิ่งกว่าเดิม
“และ…ข้าก็ไม่อาจอยู่แดนเซียนเช่นกัน”