ตอนที่2
ณ บ้านหลังหนึ่งเป็บ้านขนาดกลาง ไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กบ้านหลังนี้คุณพ่อคุณแม่มีอาชีพเป็คุณครูสอนหนังสือ มีลูกสองคนคนโตเป็ผู้หญิงมีครอบครัวไปแล้วส่วนคนเล็กเป็ผู้ชายเพิ่งจะเรียนจบและกำลังหางานทำ
“วินกลับมาแล้วเหรอลูก”คุณหนึ่งฤทัยคุณแม่ของเนวินเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นลูกชายคนเล็กขับรถเข้ามาจอดภายในบ้าน
“ครับแม่”น้ำเสียงเหนื่อยๆที่เกิดจากการตระเวนหางานทำมาทั้งวัน และแล้ววันนี้ก็หมดไปอีกหนึ่งวันซึ่งเนวินก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะได้งานทำเลย
“เป็ไงบ้างได้งานไหมลูก” คุณหนึ่งฤทัยและคุณปัญญาท่านทั้งสองได้เลี้ยงลูกของพวกท่านมาแบบประคบประหงมเลี้ยงดีตามแบบฉบับลูกคุณครูจนลูกคนเล็กที่เป็ผู้ชายกลับดูเรียบร้อยผิดจากเด็กผู้ชายทั่วไปมาก
“ไม่มีที่ไหนเรียกสัมภาษณ์เลยครับแม่”เนวินเพิ่งรู้ว่าการหางานทำมันยากยิ่งเด็กจบใหม่เดินเตะฝุ่นกันเต็มท้องถนน งานก็น้อยลงไปทุกวันบางบริษัทก็ย้ายรากฐานการผลิตกลับถิ่นฐานเดิมบ้างบางบริษัทก็ปิดตัวลงเพราะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่ในขณะนี้
“ใจเย็นๆเดี๋ยวก็ได้มาทานข้าวกันดีกว่า กับข้าวสุกพอดีเลย”
“พ่อล่ะครับ”
“ลดน้ำต้นไม้อยู่หลังบ้านโน่นแน่”
“ถ้างั้นผมไปตามพ่อมาทานด้วยกันนะครับ”
“จ่ะ”
บนโต๊ะรับประทานอาหารมีคุณพ่อคุณแม่ และเนวิน ส่วนลูกสาวคนโต เธอแต่งงานแล้วจึงไปอยู่กับสามีของเธอเธอมีลูกแล้วด้วยวัยกำลังน่ารักเชียว
“เป็ไงบ้างนักศึกษาจบใหม่” เสียงผู้เป็บิดาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของลูกชายดูเหนื่อยๆ
“งานสมัยนี้หายากอย่างที่พ่อบอกจริงๆด้วยครับ”การทำงานที่ใครๆบอกว่ายาก แต่การหางานทำให้ได้นั้นยากกว่าเป็ไหนๆ
“ใช่พ่อบอกแล้วให้เรียนเป็ครูแบบพ่อกับแม่ก็ไม่เอา” ตลาดแรงงานครูยัง้าบุคลากรเป็จำนวนมากเสมอถึงจะไม่ได้รับราชการเหมือนพวกท่านแต่ก็ยังมีสถาบันเอกชนที่ยัง้าคนเก่งมีความสามารถอีกจำนวนไม่น้อยแถมนอกเวลางานยังหาสอนพิเศษได้อีกด้วย
“ก็ผมไม่ชอบนี่ครับ”คุณปัญญายิ้มให้ลูกชายถึงท่านจะอยากให้ลูกเลือกเรียนเป็ครูเหมือนท่านแต่ในเมื่อลูกไม่ชอบท่านก็ไม่เคยบังคับ
“ถ้าไม่เลือกงานเดี๋ยวก็ได้ถ้ายังไม่ได้อีก พ่อกับแม่ก็เลี้ยงลูกได้ จริงไหมคุณ” พวกท่านพร้อมซัพพอร์ตคอยให้กำลังใจลูกๆทุกคนของท่านเสมอพื้นฐานครอบครับก็จัดว่าค่อนข้างดี เงินเดือนของพวกท่านที่ได้อยู่ตอนนี้ก็ไม่น้อยและในอนาคตพวกท่านก็สามารถอยู่กันเองได้อย่างสบายโดยไม่ต้องพึ่งพาลูก
“จ่ะ” ท่านทั้งสองอมยิ้มบางๆส่งให้ลูกชายเพื่อเป็กำลังใจให้
“ขอบคุณพ่อกับแม่มากนะครับแต่ผมอยากเลี้ยงพ่อกับแม่บ้างนี่ครับ” ถึงพวกท่านจะไม่ได้้าอะไรจากลูกๆแต่เมื่อได้ยินลูกชายพูดแบบนี้ทำเอาคนแก่วัยใกล้เกษียรอย่างพวกท่านทั้งสองถึงกลับต้องฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยความปลื้มใจทั้งหมดนั่งคุยกันไปรับประทานอาหารกันไป จนเวลาล่วงเลยไปจนเกือบจะเข้านอน
@เนวิน
Rrrrrrr เสียงมือถือส่วนตัวของผมดังขึ้นก่อนที่ผมกำลังจะเข้านอนพอดี
ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูและเห็นว่าเป็เบอร์แปลกแอบภาวนาในใจขอให้เป็เบอร์ของบริษัทที่ไหนสักแห่งที่ผมไปสมัครงานทิ้งไว้แต่อีกใจก็คิดว่าถ้าเป็บริษัทโทรมา ทำไมถึงโทรมาเอาป่านนี้ และก่อนที่ผมจะสงสัยไปมากกว่านี้ผมว่ากดรับสายเลยดีกว่าจะได้รู้สักทีว่าเบอร์ที่โชว์อยู่ตอนนี้เป็เบอร์ของใครกันแน่
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะคุณเนวินใช่ไหมคะ พี่โทรมาจากบริษัท xxx นะคะ” ไชโย...ผมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยว่าจะมีบริษัทที่ผมเขียนใบสมัครไว้โทรมาเรียกตัวผมแล้ว
“ครับ ผมเนวินผมจะได้งานทำแล้วเหรอครับ” น้ำเสียงดีใจจนลืมตัวเอ่ยถามปลายสาย
“ถ้าคุณเนวินยอมรับเงื่อนไขของทางเราได้ก็เริ่มงานได้เลยค่ะ” ประโยคแรกที่ผมได้ยินทำไมผมฟังดูแล้วถึงได้รู้สึกแปลกๆแต่จะยังไงก็ตามผมก็ยังรู้สึกตื่นเต้นมากอยู่ดี เพราะนี่คืองานแรกของผม
“เงื่อนไขเหรอครับว่ามาเลยครับ” ตอนนี้ในหัวของผมกำลังนึกถึงบริษัทใหญ่ที่ผมกำลังจะได้เข้าไปทำงานอย่างมีเกียรติ
“ตั้งใจฟังให้ดีๆนะคะคืออย่างนี้ค่ะ” พี่ปลายสายค่อยๆอธิบายลักษณะงานให้ผมฟังคร่าวๆซึ่งผมก็จับใจความได้ว่า...งานที่ผมได้คือดูแลใครสักคนนี่แหละตอนนี้ภาพในหัวของผมเมื่อสักครู่ที่วาดฝันไว้ว่าได้ไปเดินในบริษัทั์ใหญ่ตอนนี้มันหายวับไปแล้ว
“ข้อสุดท้ายเงินเดือนสองเท่าของในใบสมัครที่คุณเนวินกรอกไว้ที่บริษัทค่ะ”เงินเดือนสองเท่า...ข้อนี้น่าสนใจแต่ทำไมงานดูแลคนเงินถึงได้ดีกว่างานบริษัทถึงสองเท่านะ...ผมสงสัย
“ดูแลคนป่วยเหรอครับ”ผมคิดไปต่างๆนานา งานอาจจะยากหรือไม่ก็อาจจะเป็งานหนัก...เพราะคงไม่มีงานสบายที่ไหนให้เงินเดือนดีขนาดนี้แน่
“เขาไม่ได้ป่วยค่ะแค่ตาบอด ช่วยเหลือตัวเองได้ส่วนหนึ่งค่ะ” ตาบอด อ๋อ...โอเคผมพอนึกภาพออกแล้ว
“ครับ”
“เอาอย่างนี้ดีไหมคะคุณเนวินพี่ให้เวลานอนคิดหนึ่งคืน สายๆของวันพรุ่งนี้พี่จะโทรกลับไปใหม่รีบๆคิดนะคะมีคนสนใจเยอะเลย แต่พี่คิดว่าน้องน่าสนใจดีพอดีท่านประธานอยากได้คนมาดูแลลูกชายของท่านค่ะ” เื่จริงคือคุณเลขาโทรไปหาหลายคนแล้ว ซึ่งเื่นี้ท่านประทานสั่งมาเป็งานด่วนเธอโทรั้แ่สองทุ่ม ทุกคนที่รับสายปฏิเสธหมดเนวินคนสุดท้ายของใบสมัครที่มีอยู่ในมือ และเป็คนเดียวที่ยังไม่ได้ปฏิเสธ
“ครับ”สายสนทนาได้ถูกตัดไป เนวินคิดหนัก เพราะงานที่เขาอยากทำคืองานบริษัทเขาไม่ได้เรียนหมอหรือพยาบาลมาจะทำงานแบบนั้นได้ยังไง
เช้าวันรุ่งขึ้น บนโต๊ะรับประทานอาหารซึ่งนั่งทานกันพร้อมหน้าพร้อมตาตามปกติเนวินถือโอกาสปรึกษาคุณพ่อคุณแม่เื่งานที่เขากำลังจะได้ทำถ้าเขาตกลงและข้อดีของมันมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือเงินเดือนสองเท่าจากที่เขาขอไปในใบสมัคร
“พ่อกับแม่มีความเห็นว่ายังไงบ้างครับช่วยผมคิดหน่อย” ท่านทั้งสองมองหน้ากันแล้วคนเป็แม่ก็พูดขึ้นมาว่า...
“ถ้าเป็แม่แม่จะลองทำดู ถือสะว่าเป็ประสบการณ์ชีวิต”
“พ่อล่ะครับ”เนวินอยากฟังความคิดเห็นของพ่อบ้าง
“พ่อต้องขอถามวินก่อนว่าวินพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆสิ่งที่เราไม่ถนัด สิ่งที่ไม่ชอบหรือเปล่าพร้อมที่จะเผชิญหน้า รับอะไรใหม่ๆเข้ามาในชีวิตไหมถ้างานที่ว่าเป็งานสุจริตยิ่งค่าตอบแทนสูงให้วินคิดไว้เสมอว่าเป็งานหนักแน่นอนวินจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจเตรียมพร้อมที่จะรับสิ่งที่จะเจอให้ได้…ถามตัวเองซะ แล้วนั่นแหละคือคำตอบที่ลูกอยากได้”
“………..” เนวินก้มหน้าทำท่าคิดแล้วเสียงผู้เป็พ่อก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“เกิดมาเป็ลูกผู้ชายจะกลัวอะไรกับอีแค่ความลำบาก” เหมือนท่าน้าจะช่วยลูกชายตัดสินใจเพราะถ้าทำไม่ได้ หรือไม่ไหวจริงๆก็แค่ลาออกเื่มันไม่ได้ยุ่งขนาดที่จะคิดไม่ออกหรอก
“ผมจะทำงานนี้ครับ”ในที่สุดผมก็ตัดสินใจได้สักที
“ถ้าไม่ไหวก็กลับบ้านเรา”สุดท้ายคำพูดของพวกท่านก็แทบจะทำให้ผมไม่อยากจากบ้านไปไหนแต่ผมอยากทำงานหาเงินมาให้พ่อกับแม่ภูมิใจบ้างนี่นา
“ผมต้องไปอยู่ประจำที่โน่นคงคิดถึงพ่อกับแม่มากแน่ๆเลย”
เมื่อผมตัดสินใจได้เสียงมือถือของผมก็ดังขึ้นพอดี เป็เบอร์พี่คนเมื่อคืนนี้ คงโทรมาทวงคำตอบจากผม
“สวัสดีครับ”
“พี่โทรมาเอาคำตอบค่ะไม่ทราบว่าคุณเนวินหาคำตอบให้พี่ได้หรือยังคะ” น้ำเสียงสดใสของเธอถามขึ้นอย่างมีความหวัง
“ครับ ผมตกลง”
“เดี๋ยวพี่จะแชร์โลเคชั่นไปให้พรุ่งนี้เช้าจะมีคนรอเปิดประตูบ้านให้นะคะ”
“ที่ไหนครับ”
“ที่ทำงานของคุณเนวินเลยค่ะไม่ต้องมาที่บริษัทนะคะ ไปที่บ้านได้เลย เราคงไม่ได้เจอกันยังไงถ้าจะสอบถามอะไรเพิ่มเติมก็โทรมาถามพี่ได้ตลอดเลยนะ”
“ครับ ขอบคุณครับ”เมื่อผมวางสายไปแล้ว ผมจึงเงยหน้าขึ้นมามองพ่อกับแม่ซึ่งพวกท่านก็กำลังมองมาที่ผมเป็ตาเดียว
“ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะครับ”
“ได้งานแล้วทำไมไม่ยิ้มเลย”จากนั้นผมจึงค่อยๆคลี่ยิ้มให้พวกท่านดูรู้สึกดีใจที่ได้งานแล้วแถมเงินเดือนยังดีมากอีกด้วย แต่อีกใจก็นึกกลัวเงินเดือนที่ได้นี้เหลือเกินเพราะมันดูเยอะเกินไป กลัวจะรับไม่ไหวกับสิ่งที่ต้องเจอเพราะถ้างานกล้วยจริงเงินคงไม่หนักแบบนี้ สำหรับเด็กจบใหม่อย่างผม
“กินข้าวต่อเถอะเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ”
“พรุ่งนี้เช้าครับ”
“ถ้างั้นวันนี้ก็เตรียมของใช้ที่จำเป็ให้ครบนะเดี๋ยวเย็นแม่กลับมาจากโรงเรียนจะแวะซื้อของที่วินชอบมาฉลองกัน”
“ครับ”ผมจะต้องทำงานนี้ให้ได้ ผมอยากให้พ่อกับแม่ภูมิใจพวกท่านอุตส่าห์เลี้ยงผมมาตั้งยี่สิบกว่าปี กว่าจะโตขนาดนี้มันไม่ได้ง่ายเลย