หลังจากกรีนชิลดเจอขนของฟีนิกซ์ทำให้การตามหาราบรื่นมากกว่าเก่า เนื่องจากกรีนชิลดได้ใช้สิ่งที่เรียกว่ากลิ่นในการช่วยตามหาเพิ่มเติมจากตอนแรกใช้แค่สัมผัสที่คุ้นเคยระหว่างสายพันธุ์เท่านั้น ซึ่งมันก็ได้ผลเป็นอย่างดีหลังจากได้ใช้กลิ่นเป็นตัวช่วยและสิ่งที่ช่วยยืนยันว่ามันได้ผลคือ อากาศ!
จากเดิมอากาศที่ค่อนข้างจะเย็นค่อยๆร้อนขึ้นร้อนขึ้นจนเหงื่อเริ่มออก โดยเฉพาะพวกชูที่ได้รับผลกระทบเยอะที่สุด สมิธจึงตัดสินใจไม่นำพวกชูไปต่อด้วยเพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายต่อพวกนี้เป็นอย่างมาก สมิธวางพวกชูไว้บริเวณที่อากาศยังเย็นอยู่และก็ขอให้กรีนชิลดทำโดมเถาวัลย์อันแข็งแกร่งคลุมเหล่าชูไว้ไม่ให้สิ่งมีชีวิตใดสามารถทำอันตรายต่อพวกชูได้
“เดี๋ยวฉันกลับมา ฉันสัญญา” สมิธบอกลาระยะสั้นกับพวกชูก่อนจะกลับไปหาฟีนิกซ์
การตามหายังคงราบรื่น ไม่มีติดขัด ไม่มีหลงเส้นทาง ไม่มีอุปสรรคใดๆ
“ข้าว่าพวกเราใกล้จะได้เจอฟีนิกซ์แล้ว ประสาทสัมผัสของข้าเริ่มที่จะสั่นเคลือเพราะความร้อน...”
และมันเป็นเช่นที่กรนีชิลดว่าไม่มีผิดเพราะพวกเขาเดินต่อกันมาอีกสิบกว่านาที พวกเขาก็เจอเข้ากับถ้ำถ้ำหนึ่ง! ไม่ต้องมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมก็ดูออกว่าถ้ำแห่งนี้ไม่ปกติต้องเป็นถ้ำที่มีความพิเศษอะไรสักอย่าง เพราะแค่ปากทางเข้าถ้ำหินบริเวณหรือพื้นดินโดยรอบล้วนแล้วหลอมละลายเกือบจะเป็นลาวา
“เอานี้! เดี๋ยวเจ้าจะกลายเป็ฯชี้เถ้าเอา” ก่อนที่จะเข้าไปภายในถ้ำกรีนชิลดได้ถ่ายโอนพลังธรรมชาติให้สมิธเพราะไม่เช่นนั้นสมิธได้ไหม้เป็นกองขี้เถ้าแน่ถ้าได้เผชิญหน้ากับฟีนิกซ์ในระยะประชิด
“ขอบคุณ” ที่จริงสมิธเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะเอาไงดีกับความร้อนหากต้องเผชิญหน้ากับฟีนิกซ์ตรงๆ
พวกเขาทั้งสองมุ่งตรงเข้าภายในถ้ำและสภาพพนังของถ้ำก็ไม่ต่างกับทางเช้าแม้แต่นิดเดียวคือหินดินหลอมละลายจนเกือบจะเป็นลาวา เส้นทางภายในถ้ำค่อนข้างที่จะเปิดโล่งซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของธรรมชาติหรือฟีนิกซ์เพราะตลอดระยะทางมันแทบจะไม่มีองค์ประกอปของความเป็นถ้ำอยู่เลย เหมือนหลังคาหินขนาดใหญ่มากกว่า
และแล้ว...!!!
ในที่สุดสมิธและกรีนชิลดก็ได้เห็นฟีนิกซ์ตัวเป็นๆสักที สำหรับสมิธเหมือนได้ย้อนวันวานวันที่โลกเกือบล่มสลาย แต่สำหรับกรีนชิลดเหมือนได้เจอคนคุ้นเคย ลักษณะภายนอกของฟีนิกซ์เหมือนเทอโรซอร์ผสมกับนก จงอยปากที่ยาว ดวงตาเหมื่อนเหยี่ยว มีแผงคอราวกับสิงโต ลำตัวบึกบึนเหมือนกเล่นเวท หางคล้ายกับนกยูง และท้ายสุดคือไฟสีแดงฉานลุกโชนปกคลุมทั้งร่างกาย สภาพโดยรวมคือหายนะบินได้!
แม้ในตอนนี้ฟีนิกซ์จะนอนอยู่ด้วยท่าที่เป็นมิตร แต่สายตาของมันที่สีส้มราวกับไฟอันลุกโชนกำลังจดจ้องมาที่พวกเขาอย่างไม่ละสายตา เพียงแค่สายตาก็ก็ทำอะไรสิ่งมีชีวิตละลายกลายเป็นขี้เถ้าได้หากจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ
“อะแฮ่ม! ข้ากรีนชิลดเผ่าพันธุ์บาร์ค แม้พวกเราจะคนละเผ่าพันธุ์กันแต่เราก็มีจุดกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน ดังนั้นแล้วข้าก็เปรียบเสมือนญาติของเจ้า...” กรีนชิลดรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเพราะนี้คือครั้งแรกที่มันได้เผชิญหน้าตรงๆกับฟีนิกซ์เช่นนี้
หลังคำกล่าวทักทายของกรีนชิลดจบฟีนิกซ์ที่นอนนิ่งมาโดยตลอดขยับร่างกายลุกขึ้นมานั่งในทันทีพร้อมกับพูดออกมาว่า “บาร์ค! ชื่อนี้ข้าไม่ได้ยินมานานแสนนาน...และเจ้ามีสิ่งใดรึกรีนชิลดจากดินแดนแห่งบาร์ค ประสงค์ใดกันที่เจ้ามาหาข้า?”
น้ำเสียงของฟีนิกซ์นั้นช่างไพเราะราวกับบทเพลงอันเป็นนิรันดร์ สมิเกือบที่จะเคลิ้มไปกับเสียงนี้เมื่อได้ยินเพราะนี้คือเสียงปกติของฟีนิกซ์หาใช่เสียงคำรามอันกู้ก้องที่น่าสยดสยองหรือเสียงตะโกนแห่งความบ้าคลั่งขัดสุด
“ข้าเพียงแค่อยากเห็นเผ่าพันธุ์ร่วมจุดกำเนิดก็เท่านั้น ส่วนนี้มนุษย์เพื่อนข้า…” เป็นไปตามที่พูดเลยกรีนชิลดแค่อยากเจอฟีนิกซ์ตัวเป็นๆในแบบเผชิญหน้าเช่นนี้สักครั้งก็เท่านั้น เพราะการเจอครั้งก่อนๆของมันเป็นการเจอในระยะไกลทั้งสิ้น หลังจากมันบอกความต้องการตัวเองไปแล้วมันรีบแนะนำสมิธให้กับฟีนิกซ์ทันที
“ผมสมิธแห่งชาวไร่ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบท่านฟีนิกซ์” สมิธพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งไร้ซึ่งการสั่นเคลือใดๆ แม้น้ำเสียงจะเป็นเช่นนั้นแต่หัวใจของขอเขากลับเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นผสมกับความทรงจำอันเลวร้ายที่เคยเผชิญ หลังแนะนำตัวเสร็จสมิธย่อเข่าพร้อมกับก้มหัวเล็กน้อยเพื่อแสดงถึงการทำความเคารพ
“เหตุใดเจ้าถึงอยากพบข้ารึมนุษย์สมิธ? หรือจะเหมือนกับมนุษย์คนอื่นที่ต้องการแย้งชิงบุตรของข้า...”
แม้จะเป็นคำกล่าวที่น้ำเสียงช่างไพเราะแต่สำหรับสมิธที่ได้ฟังก็ถึงกับเหงื่อตกเพราะคำกล่าวนี้มันช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก แปลว่าตลอดเวลามานี้ฟีนิกซ์รู้มาตลอดว่าพวกเดลต้าพยายามจะจับลูกของเธอ
“ข้าล้อเจ้าเล่นมนุษย์สมิธอย่าได้หวาดกลัวไป บอกมาสิว่าเจ้าต้องการสิ่งจากข้า”
ช่างเป็นการล้อเล่นที่อาจทำให้ชีวิตสมิธจบได้เลย สมิธทำการรวบรวมสติของตัวเองให้กับมาสงบนิ่งอีกครั้งก่อนจะตอบคำถามไปว่า
“ผมต้องการให้คุณย้ายบ้านครับ”