บทที่ 1 โรงเรียนนักสำรวจ
ตอนที่ 1 นักบุกเบิก
ดินแดนที่ยังไม่เคยมีใครล้วงล้ำเข้าไป ณ อีกฟากของทะเล
ทิวทัศน์ที่ยังไม่มีใครเคยเห็น
ชนเผ่าแปลกตาที่สวยงาม
ขุมทรัพย์มหาศาลที่รอคอยพวกเรา
ประสบการณ์อันล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
มาเถิด มาเข้าร่วมกับพวกเรา
[ไพโอเนีย เอร่า]
เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมของพวกเรา
คำพูดโฆษณาชวนเชื่อเช่นนั้นได้ถูกถ่ายทอดออกมาในตอน่ที่ฉันอายุได้ราวสามขวบ
ภาพของวีรบุรุษเผ่าั์ที่กลับมาพร้อมหัวของอสรพิษขนาดห้าเมตรจากอีกฟากของทวีปนั้นช่างน่าทึ่ง
ูเาสมบัติที่ขนกลับมา ไม่ว่าจะสินแร่ดิบ เพชรนิลจินดา และทองคำอีกหลายคันรถลากแมมมอธ ทุกสิ่งล้วนแต่ประทับตราตรึงจิตใจมิรู้ลืม
"บานากับสเลบทำผลงานใหญ่กลับมาอีกแล้ว! "
"แด่ความยิ่งใหญ่ของอนาจักรคริสตัล! "
"แด่ชัยชนะของคณะบุกเบิก! "
เสียงกรีดร้องเชียร์ดังลั่นออกมาจากบ้านไม้สองชั้นตามริมถนนไม่ขาดสาย
พู่สีรุ้งและดอกไม้หลากสีสันถูกโปรยปรายปลิวไปตามสายลม
เสียงร้องเพลงแสนไพเราะของเผ่าปักษาถูกขับขาน
ทั้งหมดนี้คือการสรรเสริญให้กับขบวนวีรบุรุษ ให้กับคณะผู้บุกเบิกของอาณาจักรพวกเรา
อยากเป็หนึ่งในขบวนวีรบุรุษตรงนั้น
อยากทำคุณงามความดีให้กับแผ่นดินบ้านเกิด
อยากได้รับการยกย่อง ไม่ใช่เพราะชาติตระกูลหรือสายเื แต่เป็ที่ตัวของฉัน
และนั่น… จึงได้กลายมาเป็ความฝันของฉันจนถึงทุกวันนี้
"ได้เวลาแล้ว นี่ละคือก้าวแรกของฉัน ดอง~"
[โรงเรียนไพโอเนี่ย]
ป้ายสุดหรูที่สลักชื่อนั้นลงบนแผ่นเพชรสี่เหลี่ยมผืนผ้าตัวยาว เ้าสิ่งนั้นกำลังตั้งตระหง่าโดดเด่นเป็ประกายอยู่บนกำแพงรั้วปูนสูงสี่เมตรของโรงเรียน อยู่ตรงด้านหน้าของฉันตอนนี้
หัวใจเต้นรัวราวกับกำลังตั้งวงร็อกที่ร้อนแรงอยู่ภายในหัวใจ
ขอบเขตรั้วข้างในนั้น เต็มไปด้วยผู้คนหลากเผ่าที่มีจิติญญาของนักสำรวจหรือผู้บุกเบิกอย่างแรงกล้า
"วันแรกของความฝันดอง! "
ว่าแล้วฉันก็กางปีกภูติบินข้ามผ่านขอบเขตรั้วเข้าไป
เสื้อกลีบดอกไม้ภูติสีเขียวอมฟ้าพริ้วโบกสะบัดลอยอยู่เหนือพื้นราวหนึ่งเมตร
ทุกสายตาต่างหันมาจับจ้องตัวฉันโดยมิได้นัดหมาย
ตายละ ฉันลืมปลอมตัวเลยดอง…
"นั่นมัน [ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] นี่! "
"ลูกสาวของศาสตราจารย์ [ยะมะโตะ] ศาสตราจารย์ [เอสเทอ] คนนั้นนี่น่า! "
"คนดังคนนั้นมาเข้าเรียนที่นี่หรือเนี่ย!? "
"ดูดวงตาสีดำที่สวยงามคู่นั้นสิ หมือนของท่านเอสเทอไม่มีผิดเลย"
"ผมสีเขียวมรกตที่ไว้ปอยผมสองข้างนั้นก็โคตรน่ารัก"
"แล้วดูร่างกายที่ดูเหมือนผิวหิมะนั้นสิ"
"สมกับที่เป็ลูกของ [พวกเขา] จริง ๆ "
เกิดความวุ่นวายขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นนั้น
"..."
ฉันรีบบินไปหลบหลังพุ่มไม้ ก่อนจะปรากฏตัวอีกฟากพร้อมกับแว่นตาที่หนาเตอะ
ไม่ใช่ว่าฉันเกลียดการถูกมองเป็จุดสนใจหรอกนะดอง
"อ่าว? หายไปไหนแล้ว? "
"ให้ตายสิ มีคนเก่งแบบนี้มาเข้าเรียน โควต้านักสำรวจปีนี้คงชวดอีกแหง่"
"นั่นสินะ เพราะว่าเธอเป็ [ลูกของพวกเขา] เลยนี่น่า"
ใช่แล้ว ั้แ่ที่ฉันพอจำความได้ มันก็ไม่มีใครสักคนเลยที่มองฉันเป็ฉันนะดอง
พวกเขามองฉันเป็แม่หรือไม่ก็พ่อ…
ขนาดอายุ 17 ปีแล้ว มันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรอยู่ดี
"คิดไปป่วยการเปล่า รีบไปที่ศูนย์ประชุมก่อนดีกว่าดอง"
ฉันสลัดความคิดชวนปวดหัวทิ้ง ก่อนจะรีบบินตรงไปทางศูนย์ประชุมทรงไข่ที่ลอยอยู่ ณ ใจกลางของโรงเรียน
[โรงเรียนไพโอเนี่ย]
โรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างนักสำรวจหน้าใหม่โดยเฉพาะ
ขอแค่มีความตั้งใจจริงและมีอายุั้แ่ 15 ปี ขึ้นไป ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาเรียนได้
ตัวโรงเรียนจะแบ่งแยกย่อยออกเป็หลายแผนกตามแต่ความชอบและสมัครใจของผู้มาทำการศึกษา
[แผนกวิทยาศาสตร์] แผนกที่กินพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้แทบจะทั้งหมด
เป็แผนกที่มีคนเข้าเรียนน้อยที่สุดอันเนื่องจากมีเนื้อหาที่ชวนสับสน
เผ่าที่เข้าเรียนแผนกนี้ส่วนใหญ่จึงเป็คนจากเผ่าภูติกับเผ่ามนุษย์
อาคารเรียนกระจกที่สูงสามชั้นทอดกระจายตัวไปตามผืนป่าสีเขียว แสดงให้เห็นถึงความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม
เห็นท่านพ่อบอกว่าในอดีตเคยทำผิดพลาดมาหลายครั้ง ดังนั้นคราวนี้จึงของมุ่งเน้นวิทยาการณ์ที่ช่วยทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นแทน
[แผนกวิทยาศาสตร์เวทมนตร์] จะตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
มันคือแผนกที่เกิดจากความสามารถของเผ่าภูติหรือพวกลูกครึ่งที่มีเชื้อสายภูติอย่างเช่นฉันคนนี้
ทวีปแห่งนี้มีด้วยกันอยู่ทั้งหมดห้าเผ่า
ภูติ มนุษย์ ั์ (ยักษา) มนุษย์นก (ปักษา) มนุษย์มด (อาร์โธร์โพดา)
และมีเพียงพวกเราเผ่าภูติที่สามารถควบคุมโมเลกุลหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะตอมโดยรอบได้อย่างอิสระจากอวัยวะปีกของพวกเรา
ถ้าพูดตามกันจริง มันไม่ใช่เวทมนตร์แต่เป็วิทยาศาสตร์ที่เกิดจากความเข้าใจในธรรมชาติแล้วควบคุมมัน
แต่เผ่าอื่นกลับเข้าใจว่ามันเป็อาคมเวทมนตร์ชนิดหนึ่ง
ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจง่ายต่อทุกเผ่า สิ่งนี้จึงถูกเรียกว่าเป็ [เวทมนตร์] ที่ถูกจัดอยู่เป็ส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ไป
แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ที่เรียนแผนกนี้คือเผ่าภูตินั่นละ
ด้วยความที่เป็แผนกซึ่งมักเกิดะเิขึ้นตลอดเวลา มันจึงถูกออกแบบให้มีกำแพงหนาสูงสิบเมตรล้อมรอบเอาไว้
ว่ากันว่าข้างในมีโดมฝึกซ้อมขนาดใหญ่เตรียมเอาไว้ด้วย
อยากเห็นจังดอง~
ต่อมาคือ [แผนกวิชาทั่ว] ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกทั้งหมด
เป็แผนกที่เน้นวิชาทั่วไปตามชื่อของมัน
วิชาการคำนวณพื้นฐาน การค้าขาย การสื่อสาร และการใช้ชีวิต
เป็แผนกที่มีคนแทบจะทุกเผ่าเข้าเรียน
พื้นที่ของแผนกนี้จะเต็มไปด้วยอาคารเรียนสีขาวเรียงรายไปทั่ว
จากตรงนี้จะสามารถมองเห็นซุ้มประตูสูงห้าเมตรกั้นแยกเขตเอาไว้
ภายในนั้นมีที่นั่งเล่นพร้อมสวนกว้างใหญ่
มีคนจากหลากหลายเผ่าพันธ์ุพูดคุยดังจอแจ
เผ่าภูติตัวเล็กต่างกำลังบินแกล้งเพื่อนเผ่าั์ด้วยการทิ้งถุงน้ำลงมาจากฟากฟ้า
เผ่ามนุษย์นกที่ร้องเพลงรับยามเช้าอยู่บนต้นไม้โดยมีเผ่าั์จำนวนมากส่งเสียงเชียร์อยู่ตรงพื้นดิน
เผ่ามนุษย์มดที่กำลังแข่งกันขุดดินทำสวนไร่ของชมรม
เรียกได้ว่าเป็แผนกที่ดูวุ่นวายที่สุดแล้วดอง
ฉันหันไปทางขวามือเพื่อมองดู [แผนกจิตวิทยา] ในทิศตะวันตก
อาคารเรียนสูงสามชั้นหกเหลี่ยมด้านเท่าตรงนั้นเต็มไปด้วยเผ่ามนุษย์นกที่กำลังกระพือปีกร่อนไปมา
มันแผนกที่มีความสำคัญมากสำหรับการบุกเบิกดินแดนใหม่ เพราะสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการบุกเบิกทวีปใหม่ มันก็คือการสื่อสารกับชนเผ่าพื้นเมืองที่อาจจะไปเจอที่นั่น
ซึ่งไม่รู้ว่าทำไม แต่แผนกนั้นกลับมีเผ่ามนุษย์นกสมัครเข้าเรียนเป็จำนวนมากเลยละ
และสุดท้าย แผนกที่มีคนเข้าเรียนมากที่สุด [แผนกวิชาการทหาร] ซึ่งกินพื้นที่ทั้งหมดในทิศเหนือ และยังกินพื้นที่ถึงครึ่งหนึ่งของโรงเรียน
พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็โดมจำนวนมากที่เอาไว้ใช้สำหรับฝึกการต่อสู้ อีกทั้งยังมีพื้นที่ป่าแยกเพื่อการฝึกภาคสนาม แถมยังมีทะเลสาปเทียมที่เอาไว้ฝึกยุทธนาวีอีกด้วย
เผ่าที่สมัครแผนกนี้มากที่สุดคือเผ่าั์กับเผ่ามนุษย์มด
การบุกเบิกทวีปใหม่นั้น กำลังรบเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด
และผู้ที่ดูแลแผนกนี้ แน่นอนว่าคือวีรบุรุษ [บานา] คนนั้นนั่นเอง
วีรบุรุษที่ฉันยึดถือเป็เป้าหมายในชีวิตของตัวเอง
ไม่ใช่แม่หรือพ่ออัจฉริยะสองคนนั้น แต่เป็ยอดนักบุกเบิกในแนวหน้าอย่างคุณบานาคนนี้
“เอาละ! ”
ฉันสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด
ได้เวลาลุยแล้ว
วันนี้คือวันแรกของการเปิดเรียน
นักเรียนหน้าใหม่จะต้องเข้าไปรวมตัวกันในหอประชุมทรงไข่ลอยฟ้าที่อยู่ใจกลางของโรงเรียน
ถึงจะสมัครเข้ามาเรียนช้ากว่าที่ตั้งใจเอาไว้ถึงสองปีเพราะท่านแม่ แต่ฉันจะพยายามคว้าเอานักเรียนโควต้า แล้วเข้าร่วมทีมบุกเบิกให้ได้ในเทอมนี้เลยดอง!
ณ ห้องประชุมสีขาวทรงไข่ที่เต็มไปด้วยนักเรียนหลายพันชีวิต
“ขอเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ [ยะมะโตะ] ผู้อำนายการแผนกวิทยาศาสตร์กล่าวคำ---”
ฉันกำลังทนนั่งฟังคำแนะนำแผนกและวิชาเรียนอันน่าเบื่อจากเหล่าผู้อำนวยการ
“--ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงงดเว้นการวิจัยอาวุธา และมุ่งเน้นไปที่การรักษาสมดุล---”
บลา บลา บลา ท่านพ่อก็เป็เสียแบบนี้ พูดเยอะจนชวนง่วงมากเลยดอง
“นี่ นี่ ผมได้ยินมาว่าปีนี้ลูกสาวของศาสตราจารย์ [ยะมะโตะ] จะมาเรียนที่นี่ด้วยละ”
“จริงสิ!? ขอเดาเลยนะว่าเธอคงเข้าแผนกวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็แผนกวิทยาศาสตร์เวทมนตร์อย่างแน่นอน ก็ลูกของสองคนนั้นเลยนี่น่า ปิว~”
“ผมก็ว่าแบบนั้น”
ที่ด้านหลังของฉันนั้น กำลังมีเผ่ามนุษย์กับเผ่าภูติคุยกันอย่างออกรสเช่นนั้นอยู่ดอง
แผนกของท่านพ่อกับท่านแม่นะหรือ? ฉันไม่สนใจหรอกดอง
เพราะว่าแผนกที่ฉันจะเข้านะ---
“ต่อไปขอเรียนเชิญคุณ [บานา] ผู้อำนายการแผนกวิชาการทหารขึ้นมา---”
คือแผนกวิชาการทหารต่างหากละดอง!
บุรุษเผ่าั์ผู้นั้นสวมสูทสีดำตัดกับผิวสีเขียวของเขา
ร่างกายสูงใหญ่มากกว่าสามเมตร มีกล้ามเนื้อเป็มัด ดวงตาสีเทาดุดัน และยังดูมีพลังซึ่งไม่ได้ร่วงโรยไปกับกาลเวลาล่วงเลยมา
ผมสีส้มเปลวเพลิงพร้อมเขาคู่ตรงศรีษะนั้น ได้สร้างแรงกดดันอันน่าเกรงขามต่อผู้ที่ได้พบเห็น
ถึงใบหน้าจะเริ่มดูมีอายุ แต่ยังคงดูหนุ่มแน่นเต็มไปด้วยพลังชีวิต
สุดยอดวีรบุรุษที่สร้างผลงานการบุกเบิกทวีปใหม่เอาไว้หลายต่อหลายครั้ง [บานา] บุรุษที่ว่ากันว่าในอดีตเคยเป็ถึงผู้กล้าของเผ่าั์มาก่อน
“สวัสดีเหล่านักเรียนหน้าใหม่และหน้าเก่าทุกคน”
ฉันรีบยืดตัวตรงแล้วเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่เขา
จะไม่ยอมพลาดคำพูดของเขาแม้แต่คำเดียวเลยดอง!
“ข้าไม่มีอะไรจะพูดมาก ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าแผนกของข้านั้นมันอันตรายมาก”
“...”
“ถึงจะตั้งให้ข้าเป็ผู้อำนวยการแผนกเพื่อให้ดูดี ดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาเยอะ ๆ แต่ข้าขอพูดเลยว่าแผนกนี้คือแผนกสำหรับคนที่อยากตายเร็วเท่านั้นเอง”
เื่นั้นฉันเตรียมใจเอาไว้แล้วละดอง
เพราะแบบนั้นถึงได้มาสมัครเรียนช้าไปถึงสองปียังไงละดอง
“อัตราการเสียชีวิตของแนวหน้าที่ส่งไปบุกเบิกทวีปใหม่นั้น มีสูงถึง 50% รู้แบบนี้แล้วยังอยากจะทำงานในสายอาชีพนี้อีกหรือไม่? ”
ไม่มีนักเรียนคนไหนที่ส่ายหน้าหรือเบือนหน้าหนีต่อคำขู่ของเขา
“ถ้าหากว่าใครวาดฝันสวยหรูว่าตัวเองจะได้กลายเป็วีรบุรุษ วาดฝันว่าจะได้เป็ผู้ค้นพบสิ่งใหม่ในทวีปนั้น ขอให้จงเปลี่ยนความคิดเสีย หากว่าได้ตายไป ชื่อเสียงที่ได้รับมาก็ช่างไร้ค่านัก มีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่ แผนกของข้าไม่้าคนเช่นนั้น”
ถึงจะถูกพูดกระแทกความจริงใส่หน้า แต่ประกายแสงภายในดวงตาของฉันก็ยังคงเจิดจ้าไม่ดับสูญ
“นักเรียนที่ข้า้า คือคนที่ไม่้าความตายเท่านั้น”
บานาหยุดพูดเพียงเท่านี้ก่อนจะส่งไมค์ลอยคืนไปให้ชายชราเผ่ามนุษย์เพื่อดำเนินรายการต่อไป
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาพูดถึงกฏระเบียบ และการคัดเลือกนักเรียนโควต้าที่จะจัดขึ้นตอนกลางเทอมกับปลายปี แล้วก็ปล่อยพวกเราออกมาจากห้องประชุม
“นานชะมัด... นี่เธอตรงนั้นชื่ออะไร? ”
“ใช่ ๆ ดูจากขนาดตัวแล้วคงเป็ลูกครึ่งมนุษย์ภูติสินะปิว~”
มีคนทักฉันในตอนที่กำลังเดินออกมาจากห้องประชุม
“เห็นเดินไปทางเดียวกัน จะเข้าแผนกทหารเหมือนกันหรือ? ผมชื่อ [โฮป] ส่วนเด็ก--”
“ผมไม่ใช่เด็กนะปิว! ผมชื่อ [เยลโล่ คาร์เนชั่น] ”
คนหนึ่งเป็เผ่ามนุษย์เพศชายผมสีดำดวงตาสีทอง หน้าตาบ้าน ๆ ไม่น่าจดจำ สวมเสื้อสีเทาดูโทรมยากจน
ส่วนอีกคนเป็เผ่าภูติเพศชายสูง 80 เิเ มีผมสีเงินตัดสั้น ดวงตาสีเหลือง สวมเสื้อทรงกระดิ่งน่ารักสีขาว
“ฉันชื่อลิลลี่ออฟซิเดี้ยน...”
“ลิลลี่ออฟซิเดี้ยนคนนั้นนะหรือ!? ”
“ไม่น่าใช่มั้งปิว เห็นในข่าวลือบอกว่าเป็คนที่น่ารักมาก แต่สวมแว่นหนาเตอะดูไม่ได้แบบนี้ คงแค่ชื่อเหมือนกันมากกว่ามั้งปิว”
“นั่นสินะ แถมหน้าอกยังราบขนาดกระดานยังต้องกรีดร้อง คงไม่ใช่คนในข่าวลือคนนั้นหรอก”
ชักคันไม้คันมืออยากตบคนขึ้นมาแล้วสิดอง
“ถึงแล้ว! ”
“ที่นี่คือสนามทดสอบสินะปิว? ”
ตรงหน้าพวกเราคือสนามสอบคัดแยกคนเข้าแผนกทหาร
มันเป็ทุ่งหญ้ากว้างที่มีกล่องผ้าขาวปริศนาขนาดห้าเมตรตั้งอยู่ที่ใจกลางของลาน
มีนักเรียนมากกว่าห้าพันคนที่เข้ามารวมตัวกันที่นี่
“ทุกคนที่อยากสมัครแผนกทหาร กรุณามารวมตัวกันตรงนี้ เนื่องจากทางเราต้องคัดให้เหลือแค่สามพันคน ดังนั้นพวกเราจึงต้องจัดทดสอบอะไรนิดหน่อย… คิดว่าน่าจะรู้กันอยู่แล้วมั้ง? ”
เผ่าั์ที่แบกดาบสองมือขนาดใหญ่เอาไว้กลางหลังกำลังเริ่มอธิบายวิธีการสอบ
เขามีดวงตาสีทอง ผิวสีเขียว ผมสีส้มหวีเรียบพร้อมกับเขาคู่อันโดดเด่น และมีร่างกายสูงใหญ่กว่าสามเมตรสมกับที่เป็เผ่าั์
“ข้าชื่อแมงโก จะเป็กรรมการคุมสอบและให้คะแนนในครั้งนี้”
ชายที่ชื่อแมงโกพูดต่อไป
“ส่วนวิธีการสอบนั้น---”
"อันตราย! อสูรสีทองหลุดออกจากกรงไปตรงนั้นแล้ว! "
"พวกปีสองทำพลาดอีกแล้วเรอะ…"
ในตอนนั้นเองที่เกิดเื่วุ่นวายขึ้น
ฉันหันไปมองทางต้นเสียงนั้น
สิ่งมีชีวิตสี่ขาเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดสองเมตรหลายสิบตัวกำลังย่างเท้าสามขุมมาทางนี้
ขนทั่วทั้งตัวนั้นมีสีเหลืองทองทอประกาย
มีแผงขนสีน้ำตาลยาวน่าเกรงขาม
มีกรงเล็บและกล้ามเนื้อขาที่ทรงพลัง
มันแยกเขี้ยวสีขาวอันน่ากลัวพร้อมกับหยาดน้ำลายที่หิวกระหาย
"สิงโตนี่หว่า!? "
"ดูท่าจะหิวโซด้วย! หนีเร็วพวกเรา! "
ฉันไม่รอช้า
"โกยเถิดโยม! "
รีบหันหลังกางปีกบินหนีทันที
ใครมันจะมายอมตายฟรีที่นี่กันละดอง!
ฝูงชนแตกฮือออกเป็สามส่วน
ส่วนที่หันหลังหนี
ส่วนที่เคลื่อนตัวออกมาห่าง ๆ เพื่อรอดูท่าที
กับกลุ่มที่ตั้งท่าเตรียมเข้าไปสู้ด้วยมือเปล่า
โชคร้ายที่ฉันดันติดอยู่กลุ่มที่สอง เลยไม่สามารถหนีออกไปได้
แบบนี้คงต้องบินขึ้นสูงมากกว่านี้---
"ไม่ต้องตื่นตระหนก! "
ผู้คุมสอบแมงโกะโเข้าขวางระหว่างกลุ่มเด็กใหม่กับสิงโต
ศัตรูมีราวสิบห้าตัว และพวกมันเริ่มส่งเสียงคำรามขู่ดังลั่น
แต่ทว่า
"ฮู่ม! "
เสียงคำรามของแมงโกนั้นดังยิ่งกว่า
เสียงคำรามจากบุรุษเผ่าั์ดังสั่นสะท้านจนพวกสิงโตพากันนอนหมอบสี่ขาราวกับลูกแมวในทันที
ไม่จำเป็ต้องใช้อาวุธ เพียงแค่ใช้เสียงคำราม ก็สามารถคุมสถานการณ์ได้แล้ว
ฉันจับจ้องไปที่กรรมการคุมสอบด้วยดวงตาที่เป็ประกาย
โคตรเท่เลยดอง!
นี่ละคือสิ่งที่ฉันอยากเป็
นักบุกเบิกที่ฉันเฝ้าใฝ่ฝัน!
"ใครที่หันหลังวิ่งหนีเมื่อกี้ เก็บของไปเข้าแผนกอื่นได้เลย แผนกเราไม่้าคนขี้ขลาด! "
ก่อนที่จะถูกดับฝันแทบจะในวินาทีนั้นเลยดอง