อาทิตย์ใกล้ลาลับ เสียงนกกากลับรังแว่วมาจากแนวป่า ลมูเาพัดพาความเย็นปะทะลานดิน ฉุดอารมณ์ทั้งสามให้ดิ่งลึกกับอดีตอันมืดมน
“หลังจากคุณหนูปฏิเสธเื่คัมภีร์และตำแหน่งภรรยารอง...” ฟู่เฉิงถอนหายใจยาว สองมืออันหยาบกร้านสั่นเทา น้ำเสียงแหบพร่า “นับจาก วันนั้น ประมุขใหม่จะนำยามาให้นางดื่มด้วยตนเองทุกเย็น ร่างกายคุณหนูทรุดโทรมลงทุกวัน จนลุกจากเตียงไม่ได้”
“เ้ากลับเล่าได้กระจ่างราวกับตาเห็น”
“คุณหนูบอกข้าทุกอย่าง” ฟู่เฉิงเอ่ยช้าๆ สบตาอีกฝ่าย
ประมุขหลินนิ่งไปครู่หนึ่ง “ยาที่ข้าหามาให้นาง เป็สมุนไพรกล่อมประสาท ช่วยให้นางไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องวิตก และค่อยๆ หลับใหลไปเอง ข้าเพียงอยากให้นางสงบลง”
“สงบลง?” ฟู่เฉิงแค่นหัวเราะขื่น “ท่านเรียกการปลิดชีวิตภรรยาคู่ยากเพื่อปิดปากว่าคือการทำให้สงบลงหรือ คุณหนูของข้าฉลาดเฉลียวเพียงใด มีหรือนางจะไม่รู้ว่าท่านกำลังทำสิ่งใด”
ความทรงจำของฟู่เฉิงยังกระจ่างชัด...
เช้าวันนั้น แสงแดดส่องลอดหน้าต่างไม้เข้ามา ฝุ่นละอองลอยนิ่งในอากาศ หลินเทียนซื่อผลักประตูเข้ามาในเรือนนอน สองมือประคองถ้วยยาดินเผา กลิ่นสมุนไพรแปลกประหลาดฉุนกึกปะปนในอากาศ คุณหนูนอนนิ่งอยู่บนฟูก นางไม่ขยับกายยามได้ยินเสียงฝีเท้า
“หลิงเอ๋อร์” หลินเทียนซื่อนั่งที่ขอบเตียง น้ำเสียงอ่อนโยน “เ้าไม่ยอมกินสิ่งใดมาสองวันแล้ว ข้าให้หมอจัดยามาให้ ยานี้จะช่วยบำรุงธาตุ ทำให้เ้าหลับสบายขึ้น ดื่มเสียหน่อยเถอะ”
หญิงสาวพลิกกายกลับมา ดวงตาอ่อนโรยก้มมองน้ำยาสีเข้มในถ้วย เพียงกลิ่นสมุนไพรแปลกประหลาดโชยเตะจมูก นางก็รู้ชัดว่าชายตรงหน้ายื่นสิ่งใดให้ตน นางเงยหน้าสบตาหลินเทียนซื่อ เนิ่นนานจนชายหนุ่มเริ่มอึดอัด
“ยานี้... จะทำให้ข้าหลับสบายขึ้นจริงหรือ” นางถามเสียงแ่
“จริงสิ ข้าอยากให้เ้าแข็งแรงไวๆ”
หยาดน้ำตาไหลร่วงจากหางตาคุณหนู นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสามี ก่อนเบนสายตากลับมามองน้ำยาสีเข้มในถ้วย
“ดี...” นางกระซิบ “ในเมื่อท่านอยากให้ข้าหลับ... ข้าก็จะหลับ”
นางยื่นมือสั่นเทารับถ้วยยา ประคองจรดริมฝีปาก หลินเทียนซื่อนั่งมอง มือขยับเล็กน้อยคล้ายจะยื่นไปห้ามชั่ววูบ แต่สุดท้ายก็ชะงักและนั่งนิ่งอยู่กับที่ คุณหนูค่อยๆ ดื่มยาจนหมดถ้วย
นับแต่วันนั้น ร่างกายของคุณหนูผอมบางลงเรื่อยๆ อ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้ นางทำเพียงส่งยิ้มเศร้า แบกรับความทุกข์ระทมไว้ จนกระทั่งถึงคืนสุดท้ายของชีวิต
กลางดึกคืนนั้น ฝนกระหน่ำหนัก พายุซัดสาดหลังคาเรือนนอนระรัว คุณหนูลืมตาขึ้นในความมืด ลมหายใจแ่เบา ร่างกายเย็นเฉียบไร้ความรู้สึกไปกว่าครึ่งเตือนว่านางคงไม่พ้นราตรีนี้ หญิงสาวเค้นแรงกายทั้งหมดสั่นกระดิ่งข้างเตียง ฟู่เฉิงซึ่งเฝ้าอยู่ด้านนอกผลักประตูเข้ามาด้วยความตระหนก
“คุณหนู เกิดสิ่งใดขึ้นขอรับ” ฟู่เฉิงทรุดเข่าลงข้างฟูก ยามแสงตะเกียงจับใบหน้าหญิงสาว เขาถึงกับใจหายวาบ ใบหน้านางขาวซีดไร้สีเื ดวงตาหรี่แสงคล้ายเปลวเทียนจวนดับ
“พี่ฟู่...” น้ำเสียงนางเบาหวิว “ข้า... มีเวลาไม่มากแล้ว ฟังข้าให้ดี”
“คุณหนู อย่าเพิ่งเอ่ยคำเลย ข้าจะไปตามหมอ...”
“ไม่ทันการ” นางแตะแขนเสื้อเขา “ไม่มีหมอคนใดรักษาข้าได้... เพราะยาของเทียนซื่อที่ข้าดื่ม”
ดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจฟู่เฉิง เขาเบิกตากว้าง ตัวสั่นเทิ้ม “คุณชายหลิน... วางยาคุณหนูหรือ เหตุใดจึงทำเช่นนั้น”
“เพราะข้าไม่ยอมมอบตำราให้เขา... ไม่ยอมรับสถานะที่เขาวางไว้ให้... และพี่ฟู่ คนที่สังหารท่านพ่อ... ก็คือเขา”
“ท่านว่าอะไร!”
“ข้าไม่แน่ใจ… ทว่าเทียนซื่อฝึกกระบี่อ่อน าแท่านพ่อ…” คุณหนูเค้นเสียง น้ำตาไหลพราก “อย่าไป... พี่ฟู่” นางรั้งแขนเสื้อเขาไว้เมื่อเห็นเขาขยับกาย “คนในสำนักยามนี้หูหนวกตาบอดเพราะความสำเร็จของเขาหมดแล้ว ท่านไปก็มีแต่ตายเปล่า... ข้าไม่ห่วงชีวิตตนเอง ข้าห่วง... ลูกชายของข้า”
นางเบือนสายตามองทารกที่หลับสนิท ก่อนพยายามเอื้อมมือไปช่องลับข้างเตียง ดึงม้วนผ้าไหมสีหม่นที่ซุกซ่อนไว้ออกมายัดใส่มือฟู่เฉิง พร้อมอุ้มทารกน้อยส่งให้
“พาลูกข้าหนีไป... พี่ฟู่” หญิงสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา “พาเขาไปให้ไกล เลี้ยงดูเขาให้เติบโตเป็คนสัตย์ซื่อ อย่าให้ต้องจับอาวุธเข่นฆ่า และ... อย่าให้เขาเติบโตมามีความทะยานอยากจนไร้หัวใจ... เหมือนบิดาของเขา… ”
สิ้นคำสั่งเสีย ดวงตาคู่งามปิดลง ลมหายใจสุดท้ายหลุดลอยพร้อมหยาดน้ำตา ร่างบางแน่นิ่งตลอดกาล…
.......
ลมยามเย็นระลอกหนึ่งพัดปะทะฝาไม้ของกระท่อมจนส่งเสียงลั่น แสงสลัวสีส้มหม่นที่พาดผ่านชายคาเริ่มทอดเงายาวขึ้น ดึงโสตประสาทของทุกคนกลับคืนสู่ความจริงบนลานดิน
อาซิ่งลุกพรวดขึ้น ร่างกายสั่นสะท้าน “นางรู้... แต่ก็ยังดื่มอย่างนั้นหรือ เหตุใดมารดาถึงยอมตายง่ายดายเช่นนั้น แล้วท่าน! เหตุใดท่านไม่ห้ามนาง!”
“ตอนนั้นข้ายังไม่รู้… อาซิ่ง ข้าโทษตัวเองมาจนวันนี้” ฟู่เฉิงก้มหน้า “ตอนนั้นข้ารับตัวเ้าและคัมภีร์มา... ยังไม่ทันได้ร่ำไห้ เสียงฝีเท้าของ หลินเทียนซื่อก็ดังขึ้นหน้าเรือน เขามาเร็วกว่าที่คิด ข้าหลบออกทางหน้าต่าง ยามเขาเปิดประตูเข้ามาเห็นร่างคุณหนู ก็สั่งคนไล่ตามข้าทันที”
หลินเทียนซื่อที่นั่งเงียบงันมานานถอนหายใจยาว สีหน้าหม่นลงชั่วขณะก่อนกลับคืนสู่ความราบเรียบ “นางเป็สตรีเด็ดเดี่ยว... เด็ดเดี่ยวจนข้ายังหวั่นเกรง นางใช้ความตายของนาง... ตอกย้ำความผิดในใจข้าไปตลอดชีวิต คืนนั้นข้าสั่งคนจับตาดูอยู่แล้ว หวังว่านางจะหลับใหลไปอย่างสงบ ไม่คิดว่านางจะรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายแก้ลำข้าเช่นนี้”
“ท่านยังมีหัวใจอยู่หรือ!” อาซิ่งสะท้อนในอก “ในค่ำคืนนั้น ท่านสั่งคนทั้งสำนักตามล่าทารกในเบาะและคนไร้ทางสู้คนหนึ่งอย่างนั้นหรือ”
หลินเทียนซื่อสบสายตาบุตรชาย แววตาว่างเปล่าไร้ร่องรอยความรู้สึก
“ข้าไม่ได้้าชีวิตเ้า อาซิ่ง... เ้าคือสายเืเพียงคนเดียวของข้า ทว่าคัมภีร์ดาบเล่มนั้นและฟู่เฉิง… ไม่ควรมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้”