ตอนที่ 19 หมดสติ
กัวเทียนยื่นถาดให้มู่เจ๋ออวี่ อีกฝ่ายเสียบปลากับเหล็กเสียบแล้ววางบนตะแกรงพลางเอ่ย “ถ้ามีมะเขือม่วงกับข้าวโพดด้วยละก็ จะยิ่งเพอร์เฟกต์เลยละ”
“เข้าใจคิดดีนี่” กัวเทียนยืนมองอยู่ด้านข้าง
“เทียบกับคุณแล้ว ของผมคงไม่เท่าไรหรอก”
ทั้งที่บ้านจนถึงขั้นไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าสักชิ้น กลับมีของที่เอาไว้ผ่อนคลายอยู่ข้างบ่อปลาแบบนี้
แม้จะเป็แค่ของเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้มู่เจ๋ออวี่มองออกว่ากัวเทียนไม่ใช่แค่เกษตรกรธรรมดา ไม่แน่ว่าภูมิหลังครอบครัวอาจจะดีเลยก็ได้
หากเป็ชาวไร่ชาวนาจริง น้อยนักที่จะมีอารมณ์สุนทรีย์แบบนี้
คนชนบทวิถีชีวิตเรียบง่าย แต่ละวันมีงานต้องทำมากมาย พอทำงานมาทั้งวัน กลับมาถึงอาบน้ำกินข้าวเสร็จก็คงขึ้นเตียงนอนหลับกันแล้ว
บางคนอาจดูโทรทัศน์ แต่ส่วนใหญ่ดูได้ครึ่งทางก็คงหลับคอพับไปก่อน เพราะเหนื่อยมากจริงๆ
“ผมจะไปดูที่โรงเรือน” หลังเอ่ยจบ กัวเทียนก็เดินออกไป
มู่เจ๋ออวี่ยืนถือเหล็กเสียบปลาตั้งใจปิ้งอยู่หน้าเตา ใต้แสงไฟคือเงาของมู่เจ๋ออวี่ที่ทอดยาวออกไป ท้องฟ้ามืดสนิท บ่งบอกว่ากลางคืนมาเยือนแล้ว
ในที่ดินของกัวเทียนมีทั้งข้าวโพดและมะเขือม่วง กัวเทียนมาที่แปลงมะเขือม่วงก่อน เขาเข้าไปในโรงเรือนแล้วเลือกมะเขือม่วงมาสองลูกใหญ่ พลางตรวจดูผลมะเขือม่วงไปด้วย
“อีกไม่กี่วันมะเขือม่วงพวกนี้ก็เก็บไปขายได้แล้ว ผักชนิดอื่นๆ ก็เอาไปขายพร้อมกันได้ด้วย”
คิดได้ดังนั้น กัวเทียนก็ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะเข้าเมืองไปหาพ่อค้าขายส่งมารับมะเขือม่วงสักหน่อย
หลังจากได้มะเขือม่วงมาสองลูก กัวเทียนก็เดินไปที่แปลงข้าวโพดต่อ
ทว่าเพิ่งเดินมาถึงแปลงข้าวโพด บริเวณหน้าท้องก็เกิดปวดขึ้นมาอีกครั้ง
นี่เป็ครั้งที่สองของวันนี้แล้ว จากนั้นก็เริ่มหน้ามืดตาลาย ไม่นานก็ล้มลงกับพื้น
กัวเทียนที่ล้มพับลงกับพื้นจู่ๆ ก็รู้สึกว่าความเ็ปหายไป เขารู้สึกเหมือนร่างกายผ่อนคลายมากกว่าที่เคย ทั้งยังเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งไหลวนอยู่ทั่วร่าง จากนั้นร่างกายก็ค่อยๆ ถูกเติมเต็มพลัง กล้ามเนื้อที่ปวดบวมก็เหมือนถูกฟื้นฟู ไม่เ็ปอีกต่อไป
แปลกจัง...
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทำไมร่างกายเขาถึงมีปฏิกิริยาประหลาดแบบนี้
ขณะที่คิดเขาก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างไหลวนอยู่บนท้อง แม้อยากจะยกมือขึ้นไปลูบ แต่มือทั้งสองข้างของเขามันไม่ขยับเลย
เขาพยายามรับรู้ถึงสิ่งสิ่งนั้น มันเหมือนกับก้อนหยกกลมลูกหนึ่ง กลิ้งไปมาอยู่บนท้องของเขา ราวกับกำลังนวดอยู่อย่างไรอย่างนั้น รู้สึกสบายสุดๆ
แม้จะพยายามเปิดเปลือกตาขึ้น แต่ก็ไม่เป็อย่างที่หวัง เพียงััได้ว่าตรงหน้ามีแสงสีฟ้าอ่อนๆ สว่างวาบขึ้น วิ่งวนอยู่บนท้องของเขารอบหนึ่ง
‘นั่นมันอะไร’
กัวเทียนไม่รู้เลย สุดท้ายเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง รับเอาความรู้สึกแสนสบายในตอนนี้เอาไว้
ผ่านไปราวหนึ่งนาที กัวเทียนจึงค่อยลืมตาแล้วลุกขึ้นยืน
เขาพบว่าจู่ๆ ประสาทััทั้งห้าแจ่มชัดกว่าปกติ หูเหมือนได้ยินเสียงชาวบ้านในหมู่บ้านกำลังพูดคุยกัน
ทว่านั่นไม่ใช่จุดสำคัญ สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือเขาเหมือนได้ยินความรู้สึกของพืชที่อยู่รอบๆ ด้วย
นี่มันแปลกๆ แล้ว...
หลังจากค่อยๆ หมุนตัวมองไปยังโรงเรือนตรงหน้า เขาก็ััได้ถึงบรรยากาศน่าอึดอัดที่แผ่ออกมาจากโรงเรือน
ราวกับว่าผักเ่าั้กำลังไม่สบาย ทั้งยังอ่อนแรงมาก แม้ปกติเขาจะรู้สึกว่าผักพวกนี้เติบโตเป็อย่างดี แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าผักเ่าั้กำลังบอกกับเขาว่าอยากออกมาสูดอากาศอย่างแรงกล้า
ตอนนี้ไม่ว่าที่ไหนก็ปลูกผักในโรงเรือนทั้งนั้น ซึ่งผักไม่ได้ถูกปลูกตามฤดูกาล และสามารถหากินได้ตลอดเวลา
อย่างแตงโม เดิมทีเป็ผลไม้ที่เอาไว้ดับร้อนในฤดูร้อน แต่ตอนนี้แม้จะเป็ฤดูหนาวก็มีแตงโมให้กิน ผักบางชนิดเดิมทีไม่ควรได้กินในฤดูนั้นๆ ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ในเมืองใหญ่ๆ อยากกินอะไรก็ได้กินหมด หลายคนคงเคยชินกันแล้ว และคงไม่คิดว่ามันแปลกอะไร
ทว่ากลับกลายเป็การมองข้ามความรู้สึกที่แท้จริงของพืชผลเหล่านี้ไป
พอััได้ถึงความรู้สึกของพืชเหล่านี้ กัวเทียนรู้สึกว่ามันช่างมหัศจรรย์เสียจริง
เขารู้สึกว่าตัวเองมีบางจุดที่เปลี่ยนไป และมันต้องเกี่ยวข้องกับลมดำบนท้องเขาแน่ หรือจะบอกว่าเกี่ยวข้องกับผลไม้ป่าสีแดงที่เขากินเข้าไปก็ได้
เขาเดินเข้าไปใกล้แปลงหัวไชเท้าที่อยู่ใกล้ๆ เสียงต่างๆ พลันลอยเข้าหูเขา เหล่าหัวไชเท้าเหมือนกำลังบอกว่า
“รีบปล่อยพวกเราออกไปได้แล้ว ในนี้มันอึดอัด พวกเราอยากสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง”
ทุกคนต่างรู้ดีว่าพืชผักที่ปลูกในโรงเรือนจะดูสวยและสดกว่าผักที่ปลูกทั่วไป ทั้งยังฉีดยาฆ่าแมลงและใช้ในปริมาณค่อนข้างมาก ซึ่งยาฆ่าแมลงที่ใช้เยอะกว่าที่ปลูกทั่วไปมากทีเดียว รวมถึงปุ๋ยเคมีต่างๆ ของพวกนี้จะตกค้างอยู่บนเปลือกของหัวไชเท้า ส่วนหัวไชเท้านี่คนที่กินมันเข้าไปก็ต้องได้รับอันตรายแน่นอน
แต่ตอนนี้เขากลับััได้ถึงอาการต่อต้านของผักเหล่านี้ซึ่งดูเหมือนจะไม่พอใจกับสภาพแวดล้อมที่ต้องเจริญเติบโตเป็อย่างมาก
และในตอนที่กัวเทียนกำลังจะลองรับความรู้สึกจากผักอื่นๆ หัวสมองก็เริ่มมึนงงอีกครั้ง แล้วเขาก็ล้มลงกับพื้น โดยครั้งนี้ก็ไม่ได้ตื่นได้ไวเหมือนก่อนหน้านี้
...
มู่เจ๋ออวี่ย่างปลาไปพลาง มองไปยังทิศทางที่กัวเทียนเดินไปพลาง ในใจเริ่มบ่นว่าทำไมหมอนั่นถึงได้ไปนานไม่กลับมาสักที
ด้านหน้าปลาย่างสุกแล้ว กลิ่นหอมฉุยลอยเข้าจมูกเขา ทำเอาแทบอดใจไม่ไหวอยากจะกินสักคำ แต่สุดท้ายก็ทนเอาไว้
พอลองคำนวณเวลาจึงเห็นว่ากัวเทียนไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังไม่กลับมา
มู่เจ๋ออวี่นำปลาใส่ถาด ยกเข้าไปในบ้านไม้แล้ววางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกมา
เขายืนอยู่หน้าประตูพลางมองไปยังทางที่พวกเขาเดินมา แต่เป็เพราะมืดเกินไปจึงไม่สามารถเห็นกัวเทียนได้
หลังจากนึกย้อนว่าระหว่างทางเดินผ่านอะไรมาบ้าง มู่เจ๋ออวี่คำนวณคร่าวๆ ได้ว่าระยะห่างระหว่างบ่อปลากับโรงเรือนก็ไม่ได้ไกลกันเท่าไร แล้วทำไมกัวเทียนถึงได้ไปนานขนาดนี้นะ