ทวีปเฉียนฉินคือโลก โลกคือทวีปเฉียนฉินมนุษย์และสัตว์อสูรอยู่ด้วยกันในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ด้วยกันแต่มิอาจอยู่ร่วมกัน หากพบพานกันครั้งใดสองเผ่าพันธุ์ต้องเข้าห้ำหั่นจนเสียเืเนื้อความเป็ปรปักษ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูรมีมาั้แ่สมัยโบราณนานนมจนไม่รู้ว่าเริ่มต้นมาั้แ่เมื่อใดและก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าอะไรคือสาเหตุความขัดแย้งของเผ่าพันธุ์ทั้งสองอาจเป็เพราะลักษณะที่ผิดแปลกกันออกไป หรือไม่อาจเป็เพราะต้นกำเนิดที่แตกต่าง...
สัตว์อสูรถือกำเนิดจากธาตุดิน ส่วนมนุษย์ถือกำเนิดจากธาตุน้ำผู้ที่รู้เื่ดังกล่าวมีเพียงแค่ผู้ที่ยืนอยู่เหนือจุดสูงสุดของสัตว์อสูรและผู้ที่บัญชาชะตาชีวิตของมนุษย์สองผู้ยิ่งใหญ่รู้ความเป็มาของเผ่าพันธุ์ตลอดถึงเชื้อสายของตนทว่าพวกเขามิได้เอ่ยถึงเื่ดังกล่าวมานานนับล้านปีคล้ายกับว่าพวกเขาอยากลืมเื่นี้ไปให้สิ้น สุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไรจะมีผู้ล่วงรู้ความลับที่ทั้งคู่พยายามซ่อนเร้นไว้
.
.
.
ที่เมืองฮวางฉูเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในเขตที่สิบสามของแคว้นหานผู้คนกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ที่จัตุรัสกลางเมือง แม้จะเป็เมืองเล็กแต่ใจกลางเมืองซึ่งเป็บริเวณย่านการค้าก็มีผู้คนเดินเลือกซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก
ร้านรวงตั้งอยู่เรียงราย ผู้คนเดินกันขวักไขว่ เมื่อใช้จ่ายจนหมดกระเป๋าพวกเขาก็มักจะนำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ไปแลกเปลี่ยนที่ร้านร้านหนึ่งร้านนี้มีชื่อว่าหยี่ฉีซึ่งเป็ร้านรับซื้อสิ่งของทุกอย่าง
ในตอนนี้ผู้คนที่อยู่ด้านหน้าร้านหยี่ฉีพากันพูดคุยซุบซิบคนราวสิบห้าคนกำลังลังเลใจกับอะไรบางอย่าง พวกเขาจึงยังไม่เข้าไปแลกเปลี่ยนข้าวของที่ตนมีกับทางร้าน
หากเงี่ยหูฟังให้ดีก็จะได้ยินว่า หัวข้อที่พวกเขากำลังสนทนากันนั้นมีอยู่เพียงเื่เดียวพวกเขากำลังสงสัยว่าใครทำหน้าที่เป็ผู้ประเมินราคาในวันนี้
คนในเมืองฮวางฉูต่างรู้กันดีว่าร้านหยี่ฉีมีผู้ประเมินอยู่คนหนึ่งที่มีสายตาเฉียบคมสิ่งของที่ผ่านสายตาคนคนนี้มีโอกาสที่จะโดนกดราคาสูงรอยตำหนิเล็กๆน้อยๆบนสินค้าที่ไม่มีใครเห็น คนผู้นี้กลับเห็นได้ในเวลาไม่กี่อึดใจด้วยเหตุนี้ชาวบ้านต่างหลีกเลี่ยงที่จะเดินเข้าร้านหยี่ฉีในวันที่คนผู้นี้ทำงาน
ขณะนั้นเองมีหญิงสาวคนหนึ่งที่เพิ่งขายกำไลหยกให้กับทางร้านเดินออกมาจากทางประตูด้วยสีหน้าของนางดูหม่นหมอง พอเห็นสีหน้าของหญิงผู้นี้ คนอื่นๆก็มองนางด้วยสายตาเป็เชิงไต่ถามหญิงสาวพยักหน้าให้กับพวกเขา จากนั้นนางก็เอ่ยเบาๆว่า
“จิวฟง”
ผู้คนพากันหน้าเสีย ในขณะที่พวกเขากำลังจะแยกย้ายกันไปนั่นเองเสียงแหลมๆของเด็กผู้ชายก็ดังลอดออกมาจากประตูร้านเสียงนั้นทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านนอกถึงกับหยุดฝีเท้า
“ข้าจะทำหน้าที่ผู้ประเมินไปอีกสองอาทิตย์หากไม่รีบใช้เงินก็ไม่เป็ไร!”
เด็กชายตัวน้อยรอผู้คนที่ร้อนเงินซึ่งจะเข้ามาเสนอขายสินค้าอย่างใจเย็นแล้วเขาก็ทำหน้าที่ผู้ประเมินอย่างสนุกสนานด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเขาไม่รู้ตัวเลยว่าอีกไม่กี่สัปดาห์เขาจะไม่ได้อยู่ที่ร้านหยี่ฉีอีกต่อไปหลังจากนี้เส้นทางชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เด็กชายตัวจ้อยคนนี้แหละที่จะมาเขย่าโลกใบนี้...