หลังจากที่อี้เฟยแทบจะหมดสติไปกับการทำความรู้จัก ‘โทรศัพท์’ ตอนนี้เขาก็ได้สติกลับมาเป็ผู้เป็คนอีกครั้งแล้ว เขาเรียนรู้และคุ้นชินกับโทรศัพท์ได้อย่างรวดเร็วมาก ทุกออฟชั่นทุกฟังก์ชันทุกแอปฯที่มีอยู่ภายในตัวเครื่องโทรศัพท์เขาล้วนเปิดดูอย่างละเอียดทั้งหมดเพื่อศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์และการใช้งานของมันให้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องแคล่ว จนตอนนี้เขาสามารถจับถือเล่นมันจนคล่องมือมากเลยทีเดียว
ซึ่งส่วนหนึ่งอี้เฟยคิดว่าที่ทำให้เขาสามารถปรับตัวและทำความเข้าใจเกี่ยวกับทุกอย่างในยุคปัจจุบันนี้ได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ อาจเป็เพราะก่อนหน้านี้ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับยุคปัจจุบันมาแล้ว ที่ปวดศีรษะตอนนั้นที่สวนสาธารณะจุดเริ่มต้นแห่งนั้น
“ไม่คิดไม่ฝันเลยจริงๆ” ยิ่งคิดก็ยิ่งเหลือเชื่อ ยิ่งใช้ยิ่งศึกษาก็ยิ่งทำให้ต้องอึ้งและอดทึ่งไม่ได้กับเ้าเครื่องโทรศัพท์นี่จนไม่รู้จะอธิบายยังไงเลย... มันสุดยอด มันยอดเยี่ยม มันเจ๋งมาก เจ๋งสุดๆไปเลยล่ะ!
อี้เฟยคิดว่า เขาชอบโทรศัพท์มาก! มันน่าเสียดายจริงๆที่เขาไม่มีคนรู้จัก เลยไม่รู้จะลองโทรหาใครดี แต่คนแรกที่เขาคิดถึงก็คือ... เสด็จพี่ฮ่องเต้ เขาอยากโทรเสด็จพี่ฮ่องเต้เป็คนแรก ไม่มีทางเป็ไปได้เลย ณ จุดนี้น่าเศร้าชะมัด
“หว่า ข้าอยากโทรหาเสด็จพี่สุดๆไปเลย”
เศร้ากว่าการที่รู้ว่าเราต้องอยู่ห่างไกลกัน ก็คือ การที่รู้ว่าเราไม่อาจหวนไปเจอกันได้อีกแล้วนี่แหละ... เจอไม่ได้ พบไม่ได้ คุยไม่ได้ ไม่ใช่การปฏิบัติภารกิจลับหรือการจับทัพนำศึกที่ต้องจากกันไกลห่างหายไม่พบเจอกันหลายเดือนหรือหลายปี แต่มันคือการที่เราอยู่กันคนละที่คนละภพคนละส่วนที่ไม่อาจและไม่มีทางหวนคืนกลับได้ตลอดกาลต่างหาก น่าเศร้าจริงๆ
เสด็จพี่ฮ่องเต้คือคนที่เขาห่วงใยมากที่สุด เขาจึงไม่อาจตัดลงปลงปล่อยวางได้จริงๆ และยังมีเ้าพวกนั้นอีก ส่วนหนึ่งอี้เฟยก็รู้สึกดีที่ไม่ได้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพราะเขาไม่อยากลืม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าไม่ได้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งนี่แหละมันจึงทำให้เขามีความรู้สึกห่วงใยห่วงหาอาทรแก่บุคคลเก่าก่อนเ่าั้
“เอาเถอะ แต่อย่างไรตอนนี้ก็ดีแล้วล่ะ”
ติ๊งต๊องๆ ติ๊งต๊องๆ ติ๊งต๊องๆ
“เสียงดัง!”
เด็กหนุ่มที่กำลังนอนหลับสบายพริ้มตวาดลั่นอย่างขัดใจทั้งที่ยังหลับตา ใบหน้าเกลี้ยงเกลาขึ้นสีชมพูระเรื่อนั้นฉายแววความขุ่นเคืองชัดเจนที่มีสิ่งอื่นมากวนใจในยามที่เขากำลังนอนสบายเช่นนี้ ร่างสูงโปร่งนอนเหยียดยาวขยับตัวพลิกคว่ำหน้าไปกับหมอนใบโตนุ่มนิ่ม เอ่ยครางเสียงฮึมฮัมในลำคองัวเงียอย่างไม่้าจะตื่น
“อืออ... อื้มมม ฮื่มมม”
ติ๊งต๊องๆ ติ๊งต๊องๆ ติ๊งต๊องๆ
“ฮื่มมมม... เฉียนินำสิ่งที่รบกวนนั้นออกไปที” เขาเอ่ยคำสั่งต่อขันทีข้างกายออกไปอย่างลืมตัว พลางขยับตัวพลิกไปมาเกียจคร้าน หงุดหงิดและขุ่นเคือง เวลานอนกลางวันสบายๆของอ๋องอย่างเขาไม่ได้มีบ่อยๆหรอกนะ เพราะฉะนั้นอย่ามารบกวนได้ไหม!
ติ๊งต๊องๆๆ ติ๊งต๊องๆๆ ติ๊งต๊องๆ
แต่ดูเหมือนว่าเสียงตวาดนั้นของเขาจะไม่เป็ผลอะไรเลย เสียงที่ดังรบกวนการนอนของเขายังคงดังอย่างต่อเนื่องไม่มีท่าทีว่าจะหยุด เพราะไม่มีปฏิกิริยาตอบรับอีกฝ่ายตรงข้ามจึงยิ่งแต่รัวๆเสียงดังนั้นก็เข้ามาเต็มที่!
“เฉียนิ... เฉียนกงกง! บัดซบ! โบยฆาต แบบนี้มันต้องโบยฆาต!”
อี้เฟยกล่าวอย่างกรุ่นโกรธ ลืมตาตื่นลุกขึ้นพรวดพราดพร้อมสะบัดผ้าห่มสีขาวออกอย่างแรงจนเกือบตกไปอย่างิ่เหม่อยู่ข้างเตียง เขายกมือปัดเส้นผมยาวสลวยไม่ให้เกะกะปิดใบหน้า พลางก้าวเดินฉับๆไปที่ประตูหน้าบ้าน
“ไม่มีเฉียนิ... ลืมไปเลย” เมื่อเปิดประตูห้องนอนออกมาแล้วตอนนี้เองที่เขาเพิ่งจะได้สติตื่น และคิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ไม่มีเฉียนิขันทีคนสนิท ไม่มีสิ่งเดิมของอี้อ๋องอีกต่อไปแล้ว
“.....” อี้เฟยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆตั้งสติ โคลงศีรษะเบาๆสะบัดน้อยๆให้เส้นผมเงางามดุจเส้นไหมยาวสลวยนั้นเข้าทรงพลางสอดนิ้วเรียวเข้าไปสางผมและจัดผมยาวที่ยุ่งเหยิงให้เรียบ ก่อนจะเบนสายตาหันไปมองจุดที่นาฬิกาตั้งอยู่พบว่าตอนนี้เป็เวลา 13.55 น. แล้ว
ก่อนหน้านี้เขาทำความรู้จักกับโทรศัพท์อย่างละเอียดในทุกอย่าง จากนั้นก็ดูรายการโทรทัศน์จบไปอีกหลายรายการแล้วง่วงก็เข้าไปนอนกลางวันเสียหน่อย ไม่คิดว่าตื่นมาอีกก็เกือบบ่ายสองโมงเลย
“ชักจะหิวขึ้นมาแล้วสิ” เขาเดินไปพึมพำไปหยุดอยู่หน้าประตูบ้านของตัวเอง อี้เฟยก็พอรู้ว่าเสียงที่ดังนี้มันจากสิ่งที่เรียกว่า ‘กริ่ง’ เมื่อมีคนมาหาและ้าที่จะส่งสัญญาณบอกเ้าบ้านว่ามาหาก็จะกดกริ่งนี้ แล้วกริ่งก็จะส่งเสียงดัง เ้าบ้านก็รู้ด้วยว่ามีคนมาหา เป็การส่งสัญญาณบอกกันและกัน
อืม ส่วนเื่นั้นช่างมันก่อนเถอะ เพราะมีเื่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ... แล้วใครมาหาเขา?
อี้เฟยยืนกะพริบตาปริบๆอยู่หน้าประตูสักพักก่อนที่จะตัดสินใจเปิดประตูรับแขกผู้มาเยือนบ้านใหม่และชีวิตใหม่นี่ของเขาเป็คนแรก
แต่ว่าประตูยังไม่ทันจะเปิดอ้าเพียงแค่แง้มๆจะเปิดเท่านั้นแต่แขกผู้มาใหม่ก็กล่าวขึ้นแล้วด้วยน้ำเสียงอย่างหงุดหงิดขุ่นเคือง “นี่นายทำไมเปิดช้าแบบนี้เนี่ย!”
.....
…..
เกิดเป็ความเงียบไปชั่วขณะอึดใจหนึ่งสำหรับเขา... และรวมถึงแขกผู้มาเยือนด้วย อี้เฟยมองคนตรงหน้าด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวด ดวงตาคมกริบตวัดกวาดสายตามองอีกฝ่ายอย่างละเอียดด้วยความขุ่นเคืองกลับเช่นกัน ริมฝีปากบางเม้มแน่นไม่พอใจ... อ๋องอย่างเขามีสักครั้งที่ไหนที่ใครจะกล้ามาทำหน้าและเอ่ยน้ำเสียงหงุดหงิดขุ่นเคืองใส่เช่นนี้ หึ มันน่าตายนัก!
แต่ตอนนี้เขาไม่ได้เป็อ๋องแล้ว... อี้เฟยมองชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าที่อายุน่าจะราวๆยี่สิบถึงยี่สิบสามปี ส่วนสูงมากกว่าเขาราวๆครึ่งศีรษะ มีใบหน้าคมคร้ามหล่อเข้ม แต่ดวงตาฉายแววความทะเล้นเล่ห์หน่อยๆ ผิวกายขาวออกเหลืองน้ำผึ้งดูอบอุ่น ทั้งรูปร่างเครื่องหน้ารวมกันนับได้ว่าเป็คนหน้าตาดีภาษีเลิศอยู่มากสมควร เป็คนหล่อเหลามาก... แต่หล่อเหลาไม่เท่าเขาหรอก!
“สวัสดี... ครับ” เมื่อต่างฝ่ายต่างเงียบอย่างมองสำรวจกัน อี้เฟยจึงได้เอ่ยทักทายอีกฝ่ายก่อนเผื่อว่าเราจะรู้จักกันหรือเปล่า (?) เขากล่าวทักทายสวัสดีสุภาพแต่ไม่ได้ค้อมศีรษะให้อย่างเคารพอะไร เพียงแค่ทักทายเท่านั้นละ แต่การทักทายกลับของอีกฝ่ายมันช่าง... น่าฆ่าให้ตายนักเชียว!
“Shit… ภ-ริ-ยา”
ชายหนุ่มร่างสูงมิได้สบถด่าแต่อย่างใด แต่เป็การหลุดอาการเอ่ยสบถพึมพำเบาหวิวออกมาอย่างไม่รู้ตัวเลยต่างหาก เขามองเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งสมส่วนตรงหน้า ใบหน้าเป็อันเอกลักษณ์นั้นหล่อเหลาสง่างามมาก ทุกส่วนบนใบหน้าไม่มีจุดใดไม่งดงามไม่มีจุดใดที่เป็ความด่างพร้อย นี่คือความหล่อเหลาสง่างามที่แท้จริง
ใบหน้าเนียนเกลี้ยงเกลาของเด็กหนุ่มที่แสดงออกถึงความขุ่นเคืองน้อยๆนั้นไม่ได้น่าโกรธโมโหตอบกลับเลยสักนิด แต่ดูมีเสน่ห์อย่างไม่รู้ตัวเลยต่างหาก ขนตายาวงอนกำลังกะพริบถี่ ดวงตาคมกริบนั้นกำลังตวัดสายตามองเขาอย่างดุๆ ริมฝีปากกลีบบางสีชมพูเม้มแน่นคล้ายไม่พอใจ ดูแล้วช่างก่อกวนให้คันยุบยิบภายในหัวใจเหลือเกิน
เครื่องหน้างดงาม รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน ผิวกายเนียนละเอียดลออสีไข่มุก กับเส้นผมไหมดำสนิทธรรมชาติยาวสลวย... อยู่ๆหัวใจของเขาก็เต้นแรงมากโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ!
“คุณครับ” อี้เฟยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อปรับอารมณ์ขุ่นเคืองลง พลางเอ่ยเรียกสติของชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าที่เหมือนจะกำลังตกอยู่ในภวังค์นี้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน ส่วนภายในใจของท่านอ๋องนั้น... จะรู้จักก็ไม่บอกว่ารู้จัก จะไม่รู้จักก็ไม่ยอมบอกว่าไม่รู้จักเสียที มัวแต่มองอยู่นั่นแหละแบบนี้ใช้ได้ที่ได้ไหนกัน!
อี้อ๋องตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่ถูกชะตากับหมอนี่!
“อ้อ ขอโทษนะ ดูเหมือนว่าฉันเสียมารยาทซะแล้ว”
น้ำเสียงหวานไพเราะก้องกังวานที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นหวานแทบจับใจ หัวใจของชายหนุ่มร่างสูงยิ่งเต้นระรัวแรงกว่าเดิม เขาหลุดออกจากภวังค์นั้นกลับมาได้สติ และรู้ตัวด้วยว่าตนได้เสียมารยาทต่อเด็กหนุ่มตรงหน้านี้เสียแล้ว จึงได้เอ่ยขอโทษอย่างไม่เย่อหยิ่งหรือเคอะเขินใดๆ ยินดีที่จะกล่าวขอโทษมากๆ ช่างขัดกับนิสัยส่วนตัวของเขาก่อนหน้านี้นักที่ยากจะเอ่ยกล่าวขอโทษใคร
อี้เฟยสลัดความขุ่นเคืองใจออกไปแล้วยิ้มสุภาพพยักหน้ารับคำขอโทษของอีกฝ่าย... เขาก็เข้าใจอะนะว่าใบหน้าของเขานั้นช่างทำให้ผู้อื่นเหมือนหลุดเข้ามาในภวังค์มนตร์เพียงใด ด้วยเหตุนี้เขาจะให้อภัยนายผู้นี้ก็แล้วกัน
“ครับ เอ่อ แล้วคุณกับผมรู้จักกันเหรอครับ”
“ยังไม่รู้จักแต่เดี๋ยวจะรู้จักกันแน่นอน...” ชายหนุ่มร่างสูงตอบอี้เฟยพร้อมส่งรอยยิ้มหล่อๆมาด้วย ก่อนครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งแล้วเขาจึงค่อยเอ่ยถามเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับต่อมา
“นายคืออี้เฟยใช่ไหม ถ้าใช่เราคงต้องรู้จักกันแล้วละ”
“ฮื้ม” อี้เฟยครางฮื้มในลำคอพลางเอียงศีรษะมองชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าอย่างงงๆ เพราะเขาไม่รู้จักใครในยุคปัจจุบันนี้เลยสักคนต่างหาก!
แต่ว่าด้วยเพราะที่อีกฝ่ายรู้จักชื่อของเขาอย่างถูกต้องเลยทำให้เขาไม่ได้แสดงกิริยาอาการกระโตกกระตากอะไร กลับมาเป็ท่านอ๋องที่รักษากิริยาสำรวมนุ่มนวลอย่างได้รับการเลี้ยงดูมาจากชาววังในวังหลวงเป็อย่างดี เขาพยักหน้าตอบรับไปเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเก้อเขิน
“เข้าไปข้างในก่อนไหม จะคุยกันข้างนอกเหรอ” ชายหนุ่มร่างสูงพูดพลางมองกิริยาท่าทางของเด็กหนุ่มแล้วยิ้มออกมาอย่างจริงใจ ตามที่คุณลุงของเขาบอกมาเด็กตรงหน้าเขานี้ก็น่าจะอายุสิบแปดปีกระมัง แม้ว่าจะเป็เด็กกำพร้าแต่ก็ได้รับการเลี้ยงดูมาเป็อย่างดีสินะ
ทั้งหล่อและสง่างาม คงพูดได้ว่าเครื่องหน้าหล่อเหลาสง่างามทั้งกิริยาท่าทางของเด็กหนุ่มตรงหน้านี้มันช่าง... ทำให้เขาอยากเอ็นดูจริงๆ!
“อ่าครับ เชิญ” อี้เฟยเปิดประตูเชิญชายหนุ่มร่างสูงเข้ามาภายในบ้าน และคิดว่าเขาในตอนนี้ไม่พร้อมที่จะรับแขกเอาเสียเลย!
อี้เฟยเดินนำแขกผู้มาเยือนเข้ามาภายในห้องนั่งเล่นที่สะอาดสะอ้านเป็ระเบียบมากเพราะเขาก็เพิ่งมาอยู่ แล้วอดไม่ได้ที่จะแอบเหล่ชำเลืองมองแขกผู้มาเยือนน้อยๆ ชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้มาหาเขาแต่เพียงมือเปล่าเท่านั้นนะ ยังมีขนมและผลไม้ติดไม้ติดมือมาด้วยประหนึ่งเรารู้จักกันพอสมควร
อืม ตัวเขาก็เพิ่งมาอยู่ในยุคปัจจุบันได้เพียงแค่สองวันเอง ยิ่งทำให้เขาอดรู้สึกสงสัยในตัวอีกฝ่ายไม่ได้ว่า... เรารู้จักกันเหรอ?
เอาเถอะ อย่าคิดมากเลย มาถึงขนาดนี้แล้วในเมื่อไม่รู้จักก็ควรรู้จักเสียสิ
“ผมอี้เฟยนะครับ”
เมื่อเขาทั้งคู่นั่งลงแล้ว อี้เฟยจึงได้เอ่ยแนะนำตัวอย่างเป็ทางการก่อน เพื่อให้แขกได้แนะนำตัวเองต่อไป ระหว่างที่รออีกฝ่ายแนะนำตัวเขาก็หยิบกาน้ำชาที่รักษาความร้อนอยู่เทน้ำชาที่ยังคงอุ่นๆลงถ้วยแล้วค่อยผลักยื่นเบาๆไปทางอีกฝ่ายด้วยกิริยาที่สำรวมนุ่มนวลและงามสง่า สมบูรณ์เพอร์เฟกต์!
ไม่รู้สิ เพราะเขาอี้อ๋องนิยมดื่มชามากกว่าดื่มน้ำเปล่ากระมังก็เลยไว้สำหรับรับแขกอื่นด้วย
“อื้ม...” ชายหนุ่มร่างสูงเขาพยักหน้าตอบด้วยใบหน้านิ่งๆ แต่ที่จริงแล้วภายในใจของเขากำลังหกคะเมนตีลังกาหลายตลบอย่างเสียอาการมากทีเดียว เขาครุ่นคิดอยู่ว่าตนควรจะแนะนำตัวอย่างไรดีให้น่าจดจำมากที่สุด!
“อื้มๆ ฉัน ‘จงิ’ นะ อายุ 22 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย K คณะบริหารศาสตร์ ปี 4 ใกล้จะจบปริญญาตรีแล้วล่ะ ตอนนี้กำลังอยู่ใน่ศึกษาดูงานกิจการของที่บ้านด้วย อ้อ ถึงฉันจะเรียนบริหารแต่ว่ามีความสนใจเกี่ยวกับงานศิลปกรรมเป็พิเศษนะ ฉันชอบงานศิลปะมากๆเลย ถ้ามีโอกาสไว้เราค่อยไปดูงานแกลเลอรีด้วยกันนะ อืมมม ฉันยังไม่มีแฟน... นายเรียกฉันว่า ‘พี่ิ’ แล้วกัน ฉันเป็หลานของลุงเพ่ยเพื่อนสนิทของพ่อบุญธรรมนายน่ะ”
-------------------------------
Talk
มาช่วยกันสรุปใจความสำคัญของประโยคพี่จงิที?!
ตกลงเอาจริงๆแล้วพี่เขากำลัง้าจะบอกอะไรกับท่านอ๋องและสังคมค่ะ [55555]
ตอนนี้พบคนตกบ่วงท่านอ๋อง 1 อัตรา [55555] ตอนหน้ามาร่วมกันเป็กำลังใจให้ท่านอ๋องด้วยกันอีกเถอะ!
อ่านแล้วเป็เช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)