บทที่ 89
ทั้งสองได้พูดคุยกันต่อสักพักหนึ่งก่อนจะกดวางสายกันไป โอ๊ตที่ไม่เคยมีโมเมนต์อะไรแบบนี้ก็รู้สึกแปลกๆที่หัวใจ มันเหมือนกับมีบางอย่างได้เติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป หลังจากการพูดคุยที่แสนจะยาวนานที่สุดในชีวิต (ราวๆ 30 นาที) มันก็ทำให้เขารับรู้อะไรหลายเรื่อง หนึ่งคือเขาไม่ทันโลก ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของเทคโนโลยีที่มันพัฒนาไปไกลแล้ว“ไอ้เราก็เพิ่งจะรู้ว่าเติมเงินโทรศัพท์มันเติมผ่านแอปธนาคารได้..เฮ้ออ นอนดีกว่า” และเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เขายังไม่เคยรับรู้มาก่อน เขาตั้งความหวังกับตัวเองว่าในวันพรุ่งนี้ เขาจะรู้อะไรขึ้นมาบ้างจากการสอนของปิงปิง โอ๊ตเลื่อนผ้าห่มขึ้นมาปกตัวก่อนจะนอนหลับไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม.. จนเวลาผ่านไปถึงเช้าวันรุ่งขึ้น โอ๊ตตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดใส มันเป็นอีกวันที่เขาตื่นสาย (07.30) และแล้วเขาก็ต้องยิ้มออกมา เพราะว่าระบบสุ่มอาชีพได้ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า มันเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยากจริงๆว่าเงื่อนไขของมันคืออะไร แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่ต้องคิดถึงมัน..“..ไปอีกนิด.. นั่นแหละ หยุด!..” โอ๊ตกล่าวกำลังลุ้นให้ระบบสุ่มนั้นตกตามที่ตัวเองต้องการ และมันกำลังจะตกที่สีดำซึ่งเขาไม่เคยได้รับมันมาก่อน แต่ทว่าเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะมันดันเลยเกินไปนิดหน่อยตามที่เขาได้กล่าวพอดี แน่นอนว่าโอ๊ตก็แอบเซ็งเล็กน้อย ก่อนเขาจะหันมาสนใจข้อความแสดงความยินดี.. ‘ยินดีด้วย.. คุณได้รับอาชีพ ‘ช่างถักไหมพรม’ ระดับสีฟ้า..’ ระบบแจ้งเตือน “ถักไหมพรม.. โอ้! ช่างเป็นทักษะอาชีพที่ดีเยี่ยม ถุยเถอะ! แล้วตรูจะใช้มันทำอะไรได้ล่ะเนี่ยยย” โอ๊ตกล่าวประชดประชันกับระบบเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเลิกสนใจทักษะที่ได้รับ และหันมาวิเคราะห์ถึงเงื่อนไขในการได้รับการสุ่ม มันจะต้องมีเหตุผลที่พอดีรองรับแน่นอน เขานึกย้อนกลับไปถึงเมื่อวานที่ได้รับทักษะอาชีพทอดไข่ดาวของเขามา ประกอบกับการได้ใช้ทักษะอาชีพครบทุกอันในวันเดียว มันอาจจะเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขก็เป็นได้ที่ต้องใช้ทักษะที่มีให้ครบในวันเดียว เขาถึงจะได้รับการสุ่ม แต่ความคิดนี้ก็ต้องจบลงไป เพราะวันที่เขารักษาให้ชุนตง ในวันนั้นเขาก็ใช้ทักษะอาชีพทั้งหมดที่เขามี แต่มันก็ไม่เป็นผล..“ช่างมันก่อนเถอะ ค่อยๆคิดไป สักวันเราคงจะได้รู้ความลับนี้..” โอ๊ตกล่าวก่อนจะเด้งตัวออกจากเตียงคุณภาพดีที่แสนจะนุ่มนวล เขาหลับสบายตลอดทั้งคืน และมันทำให้เขารู้อีกเรื่องหนึ่ง คือของที่มีราคาแพงก็มักจะให้ผลที่ดีเยี่ยมกว่าของราคาถูก ที่ผ่านมาเขาคิดว่าอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้ต้องเริ่มหันมาใส่ใจบ้างแล้ว ก๊อก!ก๊อก!ก๊อก! เสียงเคาะประตูเรียกร้องความสนใจของเขาให้หันมามองในขณะที่โอ๊ตกำลังแปรงฟัน ทำธุระส่วนตัวอยู่ ในทีแรกเขาค่อนข้างมึนงงว่าจู่ๆห้องของเขามีแปรงฟัน ยาสีฟัน ผ้าขนหนู และของใช้อื่นๆได้ยังไง แต่เขาก็เลิกสนใจ เมื่อมันมีให้ใช้ก็แค่ใช้มันไปก็เท่านั้นเอง เสียงเคาะประตูเรียก มันเหมือนภาพจำที่เขาจะต้องระแวง ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขานั้นมีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกันอยู่ก็ตาม แต่ร่างกายที่เคยได้รับความเจ็บปวดมันกลับชะงักไปเองอัตโนมัติ..“เรียนคุณชาย..” บอดี้การ์ดกล่าวขึ้นในทันทีเมื่อเห็นว่าประตูห้องเปิดออกมา แต่ทว่าเขานั้นยังไม่ทันได้กล่าวจบ เสียงแหลมของไอนะก็เด้งลอยเข้ามา พร้อมกับผู้จัดการส่วนตัวของเธอที่กำลังทำหน้าเจื่อนๆอยู่“พี่ชายยยย.. ไอนะมาแล้ว” ไอนะกล่าว ก่อนที่โอ๊ตจะย่อตัวนั่งยองๆ และลูบหัวของเธออย่างเอ็นดู“ว่าไงไอนะ มาตั้งแต่เช้าเลย.. อย่าบอกว่าจะมากินไอศกรีมน่ะ” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม“อื้มๆ ใช่แล้ว.. ไอนะเอาไอติมรสสตรอว์เบอร์รี่มาด้วย เรามากินด้วยกันนะ” ไอนะกล่าวพร้อมกับพยักหน้าอย่างน่ารัก นอกจากนี้เธอยังยกไอศกรีมของเธอขึ้นมาอวดโอ๊ตไปอีก โอ๊ตที่เห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ และคิดในใจประมาณว่า ‘เธอจะคลั่งไอศกรีมเกินไปหรือเปล่า’“เข้ามาก่อนสิไอนะ.. เดี๋ยวไอนะไปนั่งรอที่โซฟานะ พี่ชายขอแต่งตัวก่อน..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับเรียกให้ไอนะเข้าห้อง แน่นอนว่าเธอก็วิ่งไปนั่งตามที่โอ๊ตบอกอย่างรวดเร็ว ผู้จัดการมีนที่เห็นอย่างนั้นก็โค้งตัวให้กับโอ๊ตอย่างกล้าๆกลัวๆ ก่อนจะพูดออกมาอย่างสั่นเทา“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะคุณชาย.. ดิฉันขอเข้าไปด้วยจะได้ไหมเจ้าคะ.. คือว่าดิฉันมีเรื่องที่จะพูด และกล่าวขอโทษกับคุณชายอย่างเป็นทางการที่เสียมารยาทในคราวก่อนด้วยน่ะค่ะ..” มีนกล่าว โอ๊ตที่ได้ยินก็งงๆกับเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรให้ผู้จัดการมีนเข้าห้องมาได้ โอ๊ตใช้เวลาแต่งตัวสักเล็กน้อยเขาใช้เสื้อผ้าที่ซื้อมาเมื่อวาน และแน่นอนว่ามันทำให้โอ๊ตดูเหมือนมีออร่าของคุณชายใหญ่เหมือนที่ควรจะเป็นมากขึ้น“ไอนะ.. เหมือนว่าไอนะจะลืมเอาช้อนกระต่ายมาด้วยหรือเปล่าน้า..” ผู้จัดการมีนกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่าโอ๊ตพร้อมแล้ว และกำลังเดินมาทางโซฟา แน่นอนว่าเรื่องที่เธออยากจะพูดคุยกับคุณชายเป็นการส่วนตัว ซึ่งโอ๊ตก็พอจะเข้าใจถึงเหตุผลที่เธอทำเช่นกัน“จริงด้วย!.. ต้องใช้ช้อนกระต่ายกับเต่า ไอติมถึงจะอร่อย.. พี่ชายไปด้วยกันนะ” ไอนะทำท่าทางคิด และกล่าวออกมาอย่างร่าเริง แน่นอนว่าเธอไม่ลืมที่จะชวนพี่ชายไอติมของเธอไปด้วยกัน ผู้จัดการมีนนั้นรู้จักนิสัยของไอนะดี เธอได้เตรียมแผนรองรับเอาไว้แล้ว“ไอนะ.. พี่ชายไอติมของไอนะ เขาต้องกลัวเจ้าหมีตัวใหญ่ของไอนะแน่ๆเลย ดังนั้นไอนะต้องไปหยิบเองโดยที่ไม่มีพี่ชายแล้วล่ะ..” มีนกล่าวให้เหตุผลอย่างนั้น ไอนะก็หน้าบึ้งใส่เล็กน้อย“พี่ชายกลัวพี่หมียักษ์อย่างนั้นเหรอเนี่ย.. เข้าใจล่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวไอนะมาน้า..”ไอนะกล่าวพร้อมกับพยักหน้า ก่อนจะวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว โอ๊ตไม่ลืมที่จะส่งซิกให้บอดี้การ์ดตามไปดูเธอด้วยเช่นกัน ผู้จัดการมีนที่เห็นว่าไอนะวิ่งออกไปแล้ว เธอก็เลื่อนมือที่ไขว้หลังเอาไว้ออกมา เธอวางช้อนกระต่ายกับเต่าของไอนะเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนโค้งตัวให้กับคุณชายทันที“ก่อนอื่นดิฉันจะต้องขออภัยที่เสียมารยาทกับคุณชายไปก่อนหน้านี้เจ้าค่ะ..” มีนกล่าว โอ๊ตที่ยืนอยู่บนหลังโซฟาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่เขาจะนั่งลงที่โซฟาเดี่ยวประจำตำแหน่ง“เรื่องนั้นผมไม่ถือสาหรอกครับ.. รีบเข้าเรื่องเถอะ ผมไม่อยากให้ไอนะรอนาน..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับจ้องไปที่ผู้จัดการมีน แน่นอนว่าเขารับรู้ดีว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่สำคัญ และอาจจะเป็นความลับของไอนะ เธอจึงวางแผนเอาไว้เพื่อที่จะได้กล่าวกับเขาเป็นการส่วนตัว“เรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ ดิฉันยังไม่ได้ขอคำปรึกษาจากทางต้นสังกัด หรือทางครอบครัวของไอนะคะ แต่เป็นการตัดสินใจของดิฉันเอง.. ดิฉันอยากจะร้องขอให้คุณชายช่วยปิดความลับนี้เอาไว้ก่อนจะได้ไหมเจ้าคะ..” ผู้จัดการมีนกล่าวออกมาในเชิงขอร้อง ซึ่งโอ๊ตก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย“ถ้ามันเป็นความลับแล้วมาบอกกับผม มันจะดีเหรอครับ.. อย่างน้อยๆก็น่าจะได้รับการอนุญาตจากครอบครัวของเธอก่อนจะดีกว่าไหมครับ..” โอ๊ตกล่าวถาม ผู้จัดการมีนที่ได้ยินก็ส่ายหน้าให้กับคุณชายก่อนจะเริ่มกล่าวอธิบายตามเหตุผลของเธอ“พักหลังมานี้ไอนะเริ่มที่จะตัวติดคุณชายมากขึ้น เธอกล่าวถึงคุณชาย อยากมาเล่น อยากมาหาคุณชายบ่อยขึ้น ดิฉันคิดว่าควรจะบอกความจริงของไอนะต่อคุณชาย และอยากขอร้องให้คุณช่วยดีกับเธอหลังจากที่ได้รับรู้ความจริงแล้ว..” ผู้จัดการมีนกล่าว“ถ้าคุณว่ามาถึงขนาดนั้นก็พูดมาเถอะ..” โอ๊ตกล่าว“..คือมันเริ่มจากเมื่อตอนที่ไอนะอายุได้ 12 ปีเจ้าค่ะ ในตอนนั้นเธอเข้ามาในวงการไอดอล หรือก็คือโรงเรียนที่ฝึกสอนไอดอลนั่นแหละคะ.. ตัวของไอนะนั้นค่อนข้างโดดเด่น และทำผลงานได้ดี ทั้งร้อง ทั้งเต้น และการแสดงบทบาทน่ารักๆของไอดอลได้อย่างเป็นธรรมชาติ..” ผู้จัดการมีนกล่าว ส่วนโอ๊ตก็ยิ่งขมวดคิ้วสงสัยมากขึ้น เท่าที่เขาฟังมันก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ด้วยดี แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนกัน“ตอนนี้คุณชายอาจจะกำลังสงสัยว่ามันมีปัญหาตรงไหนอย่างนั้นสินะเจ้าคะ.. ใช่แล้วค่ะ ปัญหามันเกิดขึ้นในตอนที่เธออายุ 16 ปี หรือก็ตอนที่เธออยู่ระดับชั้น ม.4 น่ะค่ะ.. ไอนะในวัยนั้นเทียบกับวัยตอนที่เข้าโรเรียนไอดอลมา มันไม่ต่างกันเลยคะ..” ผู้จัดการกล่าว“หือออ มันหมายความว่ายังไง คือที่บอกว่าไม่ต่างกันน่ะ..” โอ๊ตกล่าวถาม และเริ่มสงสัยขึ้นมา..“ที่บอกว่าไม่ต่างก็คือ ร่างกาย อวัยวะ พัฒนาการของร่างกาย รวมถึงความคิดความอ่าน การตัดสินใจจากสมอง.. มันไม่ต่างกันจากเด็กวัย 12 ขวบ ในทีแรกพวกเราไม่ได้สังเกตเลย แต่ทางครอบครัวก็เริ่มสงสัยขึ้นมา และไอนะก็ได้รับการตรวจจากแพทย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ผลสรุปก็คือไอนะนั้นเธอเป็นโรคโรคหนึ่งที่เรียกกันว่า ‘ภาวะร่างกายหยุดการเจริญเติบโต’ ค่ะ..” ผู้จัดการมีนกล่าว ซึ่งโอ๊ตก็ถึงกับเด้งตัวขึ้นมาคิดในทันที“ภาวะร่างกายหยุดเจริญเติบโต?... หมายถึงการหยุดเติบโตจากทุกๆอวัยวะทั้งภายใน และภายนอกอย่างนั้นสินะ.. แน่นอนว่ารวมถึงสมองของเธอด้วยเช่นกัน” โอ๊ตกล่าวออกมาอย่างลืมตัว เพราะตอนนี้เขาติดอยู่ในภวังค์ความคิดของแพทย์เทวะอยู่“ใช่แล้วค่ะคุณชาย.. คุณชายรู้จักโรคนี้ด้วยเหรอคะ” ผู้จัดการมีนกล่าวถามพร้อมกับทำหน้าตาสงสัย..“ก็นิดหน่อยครับ.. เข้าใจละ มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงยังมีความคิดความอ่านเหมือนกับเด็กๆอยู่ ก็เพราะว่าเธอยังเด็กอยู่นั่นเอง ทางการแพทย์ก็จะถือว่าเป็นอย่างนั้น.. แล้วเรื่องนี้มันมีอะไรสำคัญอย่างนั้นเหรอ ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้เป็นผลที่ร้ายแรงมากขนาดนั้นเลยนี่ครับ อีกอย่างไอนะก็จะได้ดูเด็ก และน่ารักอย่างนี้ไปตลอด ก็ดูจะเหมาะสมกับเธอดี..” โอ๊ตกล่าว“มันก็เป็นเรื่องดีอย่างที่คุณชายกล่าวมาน่ะค่ะ.. แต่ว่ามันมีปัญหาตรงที่ไอนะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาได้น่ะค่ะ.. การศึกษาเล่าเรียนเองก็เรียกได้ว่าตามเพื่อนๆในวัยเดียวกันไม่ทัน ยกตัวอย่างเช่นวิชาเรียนคณิตศาสตร์ เธอก็ไม่สามารถแก้ไขโจทย์ปัญหาได้มากกว่าชั้นเรียนประถม6.. ทั้งๆที่ตัวเองอยู่มัธยม 3 แล้วเป็นต้น.. และแน่นอนว่ามันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าบูลลี่ ล้อเลียนจากเพื่อนร่วมชั้นน่ะค่ะ..” ผู้จัดการมีนกล่าว“เพราะว่าสมองของเธอหยุดพัฒนาการ การเรียนรู้จึงมีข้อจำกัดอย่างนั้นสินะ.. ผมเข้าใจละ แต่ว่าคุณมาบอกเรื่องนี้กับผมทำไม?..”