หนังสือพิมพ์ ‘บางกอกไทมส์รายวัน’ เล่มที่สามสิบเจ็ด ตอนที่สาม ประจำเดือนสิงหาคม ร.ศ ๑๒๐ ตีพิมพ์คดีฆาตกรรมชายไพร่ฉบับพิเศษ ความว่า จากผลการชันสูตรและการสืบสวนเบื้องต้นของศพทั้งแปดศพ มีการเปิดเผยรายละเอียดของคดีออกมาจากทางกรมตำรวจพระนครบาล-โปลิศที่น่าสนใจ ผู้บัญชาการสูงสุดออกมากล่าวว่า
’ คดีนี้เป็คดีะเืขวัญ ทางกรมจึงได้จัดตั้งทีมสืบสวนพิเศษขึ้นมาสอบสวนโดยเฉพาะ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของศพทั้งแปดศพคือขาดอากาศหายใจเช่นเดียวกัน ทว่าไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือขัดขืนใดๆ ที่สังเกตเห็นได้จากภายนอก นอกเสียจากเนื้อหนังส่วนแขนข้างขวาที่ถูกเฉือนออกไปประมาณหนึ่งฝ่ามือ เป็ตำแหน่งเดียวกันกับที่ถูกสักระบุกองงานของผู้ตายไว้ โดยขณะนี้มีญาติและครอบครัวของผู้ตายเข้ามาติดต่อขอรับศพไปบำเพ็ญกุศล เสียแต่ทางกรมตำรวจยังต้องขออายัดศพที่แปดไว้ชั่วคราว เนื่องจากว่า้าสืบสวนหาข้อเท็จจริงให้มากกว่านี้...
ทางกรมตำรวจพระนครบาล-โปลิศให้รายชื่อและกรมกองที่สังกัดของผู้ตายโดยหวังว่าอาจจะมีเบาะแสอื่นๆ หรือคนใกล้ชิดที่สังเกตเห็นความผิดปกติก่อนผู้ตายเสียชีวิต เนื่องจากว่าผู้ตายทั้งหมดได้ขอลาหยุดจากกรมที่สังกัดเพื่อกลับบ้านตามภูมิลำเนาเดิมแล้วไม่กลับมาพระนครอีกเลย จุดรวมของศพทั้งแปดรายนอกจากเนื้อต้นแขนที่ถูกเฉือนออกไปแล้ว ยังพบว่าเหยื่อทั้งแปดรายมีภูมิลำเนาเดิมนอกพระนครทั้งหมดและจุดพบร่างคือถนนที่คนพลุกพล่าน...
ศพที่ ๑ นายปราบ ไม่มีข้อมูลสังกัดกองงาน พบศพในวันที่ ๒๓ เมษายน เมืองเวียงชัยนารายณ์
ศพที่ ๒ นายคำมูล สังกัดกรมโรงสลึง พบศพในวันที่ ๒๔ เมษายน เมืองหริภุญไชย
ศพรายที่ ๓ นายเตเลาะ สังกัดกรมช่างย้อม พบศพในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม เมืองทับเที่ยง
ศพรายที่ ๔ นายอับดุล สังกัดกรมช่างเขียน พบศพในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เมืองตานี
ศพรายที่ ๕ นายเกียง สังกัดกองคลัง พบศพในวันที่ ๒๐ มิถุนายน เมืองพระรก
ศพรายที่ ๖ นายสัน สังกัดกองโรงสี พบศพในวันที่ ๒๒ มิถุนายน เมืองพระรก
ศพรายที่ ๗ นายย้อย สังกัดกองช่างฝีมือ พบศพในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม เมืองพริบพรี
(ศพรายที่ ๗ เป็ศพรายแรกที่ทำให้ทางการเริ่มการสืบสวนคดีฆาตกรมชายไพร่ จากการแจ้งเบาะแสโดยไม่ประสงค์ออกนามของคนผู้หนึ่ง ทั้งยังเป็คนให้ข้อมูลอื่นๆ เนื่องจากศพทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นก่อน ข้างต้นได้ถูกฝั่งหรือบำเพ็ญกุศลไปหมดแล้ว ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้สืบสวนนอกจากบันทึกของทางราชการ)
ศพรายที่ ๘ (รายล่าสุด) นายบันลือ สังกัดกรมโรงสี พบศพในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม เมืองพริบพรี
ทางสำนักพิมพ์บางกอกไทมส์ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ล่วงลับและคาดหวังว่าทางตำรวจนครบาล-โปลิสจะสามารถตามจับตัวคนร้ายมาลงโทษได้ในเร็ววัน...
ยามสาม โรงเชือดสุกรของเฒ่าแก่สมบัติ
ใกล้ได้เวลาเชือดสุกรแล้ว เฒ่าแก่ตระเตรียมความพร้อมของบริเวณลานหลังบ้าน ทำความสะอาดพื้นแล้วปูด้วยใบตอง ทาสหญิงหลายนางกำลังสุมไฟต้มน้ำร้อนจากหม้อใบใหญ่เพื่อทำความสะอาดและกำจัดขนสุกร ทาสชายในเรือนสี่นายกำลังลับมีดกับหินอยู่อีกฟาก ไม่ไกลมากนักจากจุดที่ศรณ์ซุ่มสังเกตการณ์กับไอ้จ้อย เธอเห็นสุกรในเล้าที่เตรียมขึ้นเขียงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
เสียงไก่ขันดังขึ้นมาให้ได้ยินเป็่ๆ เกวียนคันใหญ่เทียมม้าของพ่อค้าแม่ขายที่มารอรับซากหมูที่ชำแหละเรียบร้อยเริ่มมาจอดรออยู่ด้านนอกรั้วแล้ว
ย่ำรุ่งฟ้ามืดสนิท ศรณ์ทำมือส่งสัญญาณให้ไอ้จ้อยเฝ้าจุดตรงนี้ ส่วนตัวเธอจะไปเดินดูรอบๆ โรงเลี้ยงสุกร ที่อยู่ห่างไปอีกหน่อย
เฒ่าแก่บอกแล้วว่าทันทีที่จัดการชำแหละซากเรียบร้อย จะมีเวลาสั้นๆ แค่ครู่หนึ่งพอที่หัวขโมยจะมาขโมยขาหมูได้ นั่นก็คือเวลาขนย้ายขึ้นเกวียน หรือไม่ก็ระหว่างทางที่ขนย้ายไปจำหน่ายที่เขียงหมูหน้าตลาดเช้า ดังนั้นคนลงมือต้องลงมือในตอนหลังจากนี้อย่างแน่นอน ทว่าตอนนี้ยังไม่มีสิ่งผิดปกติ ทุกอย่างที่เห็นเรียบร้อยและไม่มีวี่แววของบุคคลต้องสงสัย
ศรณ์เดินออกมาจากเล้าหมู ทว่าที่ตรงนั้นมืดจึงไม่ทันระวังชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนตัวถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะตั้งหลักดีๆ แล้วมองเห็นว่าที่ชนไปคือนางทาสชราที่กำลังเข็นสิ่งปฏิกูลไปทิ้ง
“แก้...รึ...”
“กระไรนะ?” เหมือนเธอจะได้ยินอะไรแว่วๆ แต่มันเบามากจนแทบจะไม่ได้ยินเป็ประโยค
“บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะนายท่าน” ทาสชรารีบคุกเข่าทั้งๆ ที่เปื้อนสิ่งปฏิกูลไปทั้งตัว พลางก้มหน้าก้มตาชิดพื้นดินราวกับเป็มุสิกตัวจ้อยร้อย
“ลุกเถอะ คนที่ผิดคือฉันเอง ฉันสิที่ต้องขอโทษยายด้วย” ศรณ์คิดจะช่วยเอารถเข็นที่ล้มขึ้นมาตั้ง แต่ก็ไม่ทันได้ทำเพราะไอ้จ้อยเรียกเธอเสียก่อน
“พี่ศรณ์ ใกล้จะเริ่มชำแหละซากแล้ว”
“รู้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้เลย” ศรณ์หยิบผ้าสะอาดที่เอาไว้เช็ดเหงื่อมามอบให้ “ขอโทษด้วยนะยาย ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“เ้าค่ะ แต่บ่าวขอบังอาจขอร้องนายท่านอย่าบอกเฒ่าแก่เื่นี้นะเ้าค่ะ ถ้าเฒ่าแก่รู้ว่าบ่าวทำให้นายท่านต้องลำบาก เกรงว่าจะถูกลงโทษ...” เธอรับไปมือสั่นๆ ไม่เงยหน้าขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว
“ได้” ศรณ์ไม่ได้คิดมากนัก แล้วรีบไปตามที่จ้อยเรียกทันที ทั้งๆ ที่รู้สึกสะดุดใจกับคำเรียกว่า ‘นายท่าน’ ของนาง แต่เมื่อหันหลังกลับไปอีกทีก็ไม่เห็นนางแล้ว
“หายไปไหนแล้ว?”
“พี่ศรณ์!”
“รู้แล้ว กำลังไป” เธอได้แต่ทิ้งความสงสัยไปก่อน แล้วรีบเดินไปหาจ้อย พลางเอื้อมมือไปกุมสร้อยเบี้ยแก้บนคออย่างไม่รู้ตัวเนื่องจากรู้สึกร้อนวูบหนึ่งเมื่อครู่...
กระบวนการชำแหละเนื้อหมูจะว่าเร็วก็ไม่เร็ว จะว่าช้าก็ไม่ช้า คนที่มีประสบการณ์โชกโชน ครู่เดียวก็สามารถจัดการซากสุกรออกเป็สัดส่วนชัดเจน เช่น หัวหมู เครื่องใน ขาทั้งสีรวมทั้งหาง เนื้อสันคอหมู เนื้อแดง เนื้อสามชั้น เนื้อสะโพก ซี่โครง ทั้งหมดที่ว่ามากองอยู่บนโต๊ะเป็กลุ่มๆ แล้วแต่ว่าพ่อค้าแม่ค้าคนใดจะมาซื้อส่วนไหนของหมูไป ซึ่งเนื้อสุกรแต่ละส่วนก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน มีวิธีการบริโภคและปรุงแตกต่างกัน
ศรณ์คิดเล่นๆ ว่าถ้าเธอจะขโมยขาหมู เธอจะเอาไปทำอะไร? ต้มขาหมูนะหรือ? ถ้าไม่ใช่เอาไปกินแล้ว ขาหมูยังสามารถเอาไปทำอะไรได้อีก?
อย่างเครื่องในมันหมู มีคุณสมบัติที่สามารถเอาไปทอดรีดเอาน้ำมันมาใช้ในครัวเรือนได้ แต่ถ้าถามว่าขาหมูสามารถนำไปทำอะไรได้อีกนอกจากกินแล้ว ตอนนี้ศรณ์ยังไร้คำตอบ
เธอเชื่อว่าถ้าสามารถหาคำตอบได้ว่าขาหมูยังนำไปใช้ทำอะไรได้อีก เธอก็น่าจะพบคำตอบของคดีนี้เร็วขึ้น
เสียงลงมีดเงียบไปแล้ว ดูเหมือนว่าขั้นตอนการชำแหละหมูจะสำเร็จเสร็จสิ้น เธอเฝ้ารอจับตาไม่กระพริบ เกวียนคันใหญ่ออกไปคันหนึ่ง อีกครู่ก็มีมาจอดอีกคัน สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเช่นนี้จนครบ แต่ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลย ศรณ์ติดตามเกวียนคันสุดท้ายที่ขนหัวหมู ขาทั้งสีข้างรวมทั้งเครื่องในไปด้วย เธอตามออกไปจากโรงเชือด มีจ้อยตามอยู่ข้างหลัง
“คนร้ายอาจจะจู่โจมได้ทุกเมื่อ ต้องคอยระวังให้ดีนะจ้อย”
“ได้เลยพี่ศรณ์”
ศรณ์ตามเกวียนไปติดๆ เธอวิ่งตามไปติดๆ จนถึงตลาดเช้า ทุกอย่างปกติดีมาก ตอนเอาของลงจากเกวียน เธอก็เห็นว่ามีขาหมูครบตามจำนวนที่ได้เชือดไป
ไม่มีขาหมูหายไป! ไม่มีคนมาขโมย!
ศรณ์อยากจะคิดว่าบางทีหัวขโมยอาจจะเปลี่ยนวันหรือเปลี่ยนเป้าหมายก็ได้ แต่ลางสังหรณ์บางประการบอกเธอว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง คนร้ายเป็คนมีวินัยและแบบแผน เขาขโมยขาหมูจากโรงเชือดของเฒ่าแก่มาร่วมหลายเดือน ไม่มีทางที่เขาจะไม่มาอีก ตอนนั้นเองที่ทาสคนหนึ่งของเฒ่าแก่สมบัติควบเกวียนมาหน้าตั้งพร้อมกับร้องเรียกชื่อเธอ
“นายศรณ์ๆๆ”
“เกิดกระไรขึ้น” เธอรับรู้ได้จากสีหน้าท่าทางและแววตาของเขาว่าเกิดเื่แล้ว
“แย่แล้วล่ะนายศรณ์ โจรคนนั้นมาขโมยขาหมูไปอีกแล้ว”
“เป็ไปได้อย่างไร ไหนว่าขาหมูทั้งหมดอยู่ในเกวียนแล้วอย่างไรเล่า” ตอนเธอออกมา เธอสำรวจแล้วว่าโรงเชือดไม่หลงเหลือขาหมูแล้ว
“ใช่แล้วนาย ขาหมูทั้งหมดขายให้พ่อค้าแล้ว แต่ว่านายอย่าลืมสิว่านายท่านยังมีหมูเป็ๆ อีกเป็เล้า”
“จะบอกว่าเขาเชือดหมูเพื่อเอาขาไป”
“ใช่แล้วนายศรณ์”
ศรณ์กับจ้อยย้อนกลับไปที่โรงเชือดของเฒ่าแก่ เห็นด้วยตาตัวเองว่ามีหมูถูกเชือดทั้งเล้า ส่วนของขาหายไปทั้งหมด!