
......เช้าวันรุ่งขึ้นทั้งคู่ก้าวย่างเดินออกจากประตูเมืองทางตะวันออก พอพ้นมาได้นิดเดียวเยว่หลิงก็หันหน้ามามองเลี่ยหยาง "กว่างโจวไปทางไหน?"
เลี่ยหยางเกาหัวแกร่กๆ "ก็ต้องลงใต้ ถ้าจะเดินทางบนบกจากตรงนี้ก็ต้องไปลั่วหยางก่อน แล้วผ่านลงไปเรื่อยๆถึงเมืองฉางซา เลยไปอีกก็ถึงกว่างโจวละ"
"แต่...ถ้าเ้าอยากไปทางน้ำเราอาจต้องอ้อมหน่อยไปทางตะวันออกเพื่อขึ้นเรือที่ท่าเรือหางโจวแล้วจึงลงใต้"
เยว่หลิงมองหน้าอย่างเฉยชา เลี่ยหยางคิดในใจ "ให้ตรูตัดสินใจแทนอีกแล้วชิมิ"
"ถ้าเ้าอยากกินซุปน้ำแกงและอาหารดอกโบตั๋น (ใช้ดอกไม้ในอาหาร) รวมถึงงานเลี้ยงรื่นเริงที่เสิร์ฟอาหารเยอะๆ 10-20 อย่าง ก็ลั่วหยาง"
"แต่...ถ้าเ้าอยากกินปลาัน้ำใสตุ๋น, เนื้อหมูตงพอ และชาหลงจิ่ง และเจอพวกนักกลอนกวีเยอะๆ ก็ต้องหางโจว"
เลี่ยอยางเอามือแตะที่ท้องบางๆของเยว่หลิง "ถามทาเถี่ย(สัตว์ในตำนานยุคโบราณ)ในท้องเ้าดูว่ามันอยากกินอะไร?"
เยว่หลิงมองหน้าอย่างเฉยชาเช่นเดิม เลี่ยหยางถอนหายใจแรง
"งั้นก็ไปลั่วหยาง! เฮฮาดี ข้าเกลียดพวกกวีตุ๊งติ้ง" ว่าแล้วเลี่ยหยางก็เดินนำเลย โดยมีเยว่หลิงเดินตามหลังต้อยๆ
.....เดินทางมาสักพักทั้งคู่ก็มาถึงที่ราบกว้างใหญ่ กำแพงเมืองฉางอันอันยิ่งใหญ่ด้านหลังไกลจนหายไปจากสายตา เหลือเพียง 2 ร่างที่ก้าวเท้าไปตามทางดินซึ่งทอดยาวสุดสายตา
ชายเสื้อขาวและผมสีดำยาวสลวยของไป๋เยว่หลิงพลิ้วไปตามแรงลม ภายในใจมีความโล่งโปร่งที่ไม่เคยได้ััในเมืองใหญ่
เลี่ยหยางเดินเคียงข้าง ร่างสูงสง่าแต่แฝงความระแวดระวัง เขาไม่คุ้นกับความเวิ้งว้างของทุ่งราบ ความเงียบกว้างใหญ่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงเพราะสำหรับนักฆ่าอย่างเขาแล้วมันไม่มีที่ซ่อน! เมื่อเหลือบมองเงาของเยว่หลิงที่ทอดยาวอยู่เคียงข้าง เขากลับรู้สึกแปลกประหลาด คล้ายเงานั้นคอยค้ำจุนไม่ให้เขาถูกกลืนหายไปกับความว่างเปล่า
"เรารีบเดินไปจากที่นี่เร็ว ๆ เถอะ" เลี่ยหยางพูด แต่เยว่หลิงก็ยังเดินอ้อยอิ่งเพื่อัับรรยากาศธณรมชาติอย่างสบายใจ ทำให้เลี่ยวหยางเอื้อมมือจับที่ดาบตนเองไว้ตลอดเวลา
....เดินทางมาอีกสักพักใหญ่ในที่สุดพวกเขาก็ได้ยินเสียงคลื่นกระแทกตลิ่งดังก้องราวคำรามของั นั่นคือ "แม่น้ำหวงเหอ(แม่น้ำเหลือง)" ที่ทอดยาวกว้างไกลสุดสายตา น้ำสีเหลืองขุ่นเชี่ยวกราก พัดพาสายลมชื้นเย็นมากระทบผิวกาย ผู้คนมากมายสัญจรพลุกพล่านตรงท่าเรือ ทั้งขบวนเกวียนที่รอข้ามเรือ ข้ามสะพานไม้ และพ่อค้าจำนวนมากที่เร่งเร้าคนงานแบกหาม
ไป๋เยว่หลิงก้าวยืนริมท่าน้ำ ชายเสื้อขาวสะบัดเบาๆ ตามแรงลม ดวงตาเขาจ้องมองสายน้ำเชี่ยวด้วยความสงบ ััความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
เลี่ยหยางมองน้ำเหลืองขุ่นไหลแรงแล้วหัวใจกลับร้อนวูบ คล้ายเห็นเงาความหลังที่ไม่อาจหวนคืน ดวงตาคมกริบของเขาเต็มไปด้วยระแวดระวัง เพราะรู้ดีว่าสถานที่พลุกพล่านเช่นนี้...ย่อมซ่อนอันตรายไว้ทุกเมื่อ
ไม่นานนัก เสียงโกลาหลก็ดังขึ้นจากขบวนพ่อค้าบนสะพานไม้ยาว
ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกระโจนออกจากพุ่มไม้ข้างตลิ่ง มีดดาบวาววับสะท้อนแสงอาทิตย์ เสียงะโดังก้อง
“พวกเ้าวางของมีค่าไว้ทั้งหมด แล้วข้าจะไว้ชีวิต!”
ผู้คนแตกตื่น พ่อค้าและคนงานบางส่วนล้มระเนระนาด เกวียนที่บรรทุกผ้าไหมและสมุนไพรแทบจะถูกแย่งไปในพริบตา
เยว่หลิงหยุดฝีเท้าชั่วครู่ ก่อนจะหันไปสบตาเลี่ยหยางทั้งคู่ไม่พูดแม้แต่คำเดียว แต่แค่สายตาก็เพียงพอแล้ว
ดาบในมือเลี่ยหยางถูกชักออกแวววาวราวสายฟ้า เขาพุ่งตัวเข้าสู่กลุ่มโจรอย่างไร้ลังเล กลางวงอาวุธศัตรูจนชุลมุน
เยว่หลิงยืนดูไม่ช่วยอะไรเลย บางทีเขาอาจมั่นใจว่าโจรกระจอกพวกนี้เลี่ยหยางจัดการได้สบายๆ
ซึ่งก็จริง หลังการต่อสู้สักพักโจรูเาร้องโอดครวญ บ้างล้ม บ้างหนี ฝีมือของเลี่ยหยางทำให้กลุ่มโจรที่เพิ่งกร่างเมื่อครู่กลับแตกพ่ายสิ้นในพริบตา
เมื่อความสงบกลับคืนมา หัวหน้าคาราวาน พ่อค้าร่างท้วมก้าวเข้ามาคารวะทั้งสอง มือสั่นระริกด้วยความซาบซึ้ง
“คุณชายทั้งสอง… หากไม่ใช่พวกท่าน เราคงสิ้นชีพไปแล้ว ขอบพระคุณจากใจจริง”
จากนั้นเขาจึงหยิบถุงเงินหนักมือยื่นให้เป็สินน้ำใจ “โปรดรับไว้เป็ค่าเดินทางเถิด”
เยว่หลิง ใบหน้าเ็า แต่รีบเข้าไปรับถุงเงินนั้นทันที มิได้ปฏิเสธ ส่วนเลี่ยหยางมองตาเหวอ ๆ "นี่ตรูสู้แทบตาย ไม่ช่วยไม่พอยังเอาตังค์ตรูไปซะงั้น"
เขาถอนหายใจ เหลือบตามองไปทางสายน้ำหวงเหอที่ยังเชี่ยวกราก เยว่หลิงเก็บถุงเงินเงียบๆ แววตาเ็าไม่เปลี่ยน
“ผู้คนมากมายถูกพัดพาในกระแสน้ำแห่งชะตา... บางที ข้ากับเ้าก็ไม่ต่างกัน” เยว่หลิงพูด
"จ้า ๆ พ่อถุงเงิน คุณชายผู้เลอค่างามสง่า" เลี่ยหยางยียวนใส่ แต่เยว่หลิงกำลังผินกันการดูกระแสน้ำ เขาเลยทำหน้านิ่งๆเหมือนเดิม
....เดินต่อมาอีกไม่ไกลเท่าไหร่พวกเขาก็ถึง 1 ใน 5 ของูเาศักดิ์สิทธิ์ "ฮั่วซาน" ที่ตั้งของสำนักโบราณเลื่องชื่อในยุทธภพมายาวนาน
ูเานี้มีหน้าผาชันสูงชะลูด มีเพียงเส้นทางแคบชันเส้นเดียวที่จะปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้
ผาหินสูงเสียดฟ้าเหมือนกำแพงเหล็ก ลมพัดแรงอยู่ตลอดเวลา ทิวทัศน์งดงามและน่าหวาดหวั่นในคราวเดียวกัน
เบื้องล่างคือหมู่บ้านเล็กๆ ผู้คนเลี้ยงสัตว์ ทำไร่
ป่าด้านล่างเต็มไปด้วยเสียงนก เสียงลำธารไหล ละอองหมอกคลอเคลียโขดหิน
แม้จะเป็เวลากลางวันแต่ก็ยังมีเมฆหมอกบางเบาลอยวนรอบยอดเขา ดั่งวิมาน์
เยว่หลิงและเลี่ยหยางพักแรมอยู่ที่ตีนเขา ยามราตรีแสงจันทร์ส่องต้องหน้าผา มองเห็นเงาูเาทอดลงราวดาบั์ที่ปักกลางแผ่นดิน
ในขณะที่ย่างเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ เลี่ยหยางก็ชวนเยว่หลิงคุย
"ข้าเคยได้ยินเื่เล่าขานว่าที่นี่เซียนและกระบี่วิเศษบนยอดเขา"
"เราขึ้นไปขโมยมันมาดีมั้ย? เป็กระบี่สำรองให้เข้าไง เ้าชอบทำกระบี่หักบ่อย" เลี่ยหยางยิ้มกวนๆถามแหย่แบบทีจริงทีเล่น
เยว่หลิงไม่ตอบและไม่มองด้วยซ้ำ เขากำลังโรยเกลือลงที่เนื้อย่างและหมุนกลับไปกลับมาอย่างตั้งใจ จนกลิ่นหอมโชยไปทั่ว
ทันใดนั้นก็มีจอมยุทธชายคนหนึ่งลอยลงมาจากยอดต้นไผ่ เมื่อเท้าเขาถึงดินเขาก็หันหน้ามาพูดกับทั้งสองคนทันที
"พวกเ้า! ท่านเ้าสำนักมีคำสั่งห้ามคนนอกอยู่บริเวณูเาโดยไม่แจ้ง พวกเ้าไม่รู้รึ?"
"แหะๆ นายท่าน พวกข้าเป็คนจร ผ่านมาเฉยๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ" เลี่ยหยางเดินไปเก็บถุงสัมภาระ และแตะตัวเยว่หลิงให้รีบไป แต่เยว่หลิงกลับนั่งนิ่ง
"ยังไม่สุก"
ศิษย์สำนักฮั่วซานชักกระบี่ออกมา "ออกไปเดี๋ยวนี้!" แต่เยว่หลิงก็ยังนั่งย่างเนื้อของเขาอย่างไม่สนใจ
“บุรุษหน้าตาดีเช่นเ้า และกระบี่นั่น เ้าคงไม่ใช่ชาวบ้านยากจนธรรมดาที่ไม่มีม้ากระมัง”
เมื่อเห็นเยว่หลิงยังทำไม่สนใจ ศิษย์สำนักฮั่วซานจึงก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเบา ดาบฟันเฉียงขึ้นฟ้า เหมือนตัดผ่านเมฆหมอก
ข้อมือหมุนเป็วงกลม ปลายกระบี่พุ่งไปด้านหน้าแบบไม่ให้ศัตรูตั้งตัว
เคร้ง!
ดาบในมือเลี่ยหยางถุกชักออกมารับท่ากระบี่นั้น เพลงกระบี่ฮั่วซานนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ มือข้าสั่นเลย สมแล้วที่เป็สำนักเลื่องชื่อ
“ผู้ใดไม่แจ้งการขึ้นเขา ย่อมมิอาจผ่านไปได้!”
"แหะๆ ท่านจอมยุทธ หยวนๆหน่อยเถอะ พวกข้าย่างเนื้อเสร็จแล้วก็จะรีบไป" เลี่ยหยางพยายามเจรจา
"ย่างเสร็จก็ต้องกิน กินอิ่มแล้วก็ต้องนอน" เอาแล้ว หลิงหลิงของข้า หาเหาให้อีกแล้ว เนี่ย!แทนที่จะออกมาช่วยกันสักหน่อย แต่ดูมัน นั่งชิวย่างเนื้อ เหอๆ ท่านพ่อครัว์ สนใจสถานการณ์รอบข้างบ้างเห้อออ
ศิษย์ฮั่วซานถอยออกมาตั้งเพลงกระบี่กระบวนท่าใหม่ ปลายกระบี่ชี้ไป้าอีกครั้ง พร้อมฝ่ามือซ้ายยันร่างตัวเองให้มั่น ท่ากระบี่นี้ทำให้ทั้งร่างและกระบี่ดูกลมกลืนกับูเาและสายลม เขาพุ่งโจมตีเลี่ยหยาง แต่เลี่ยหยางก้ป้องกันได้ฉิวเฉียด ถึงอย่างไรก็ตามเลี่ยหยางทำแค่ป้องกันเขาไม่ตอบโต้เลยสักครั้ง เพราะไม่อยากให้เป็เื่ราวใหญ่โต
ผ่านไป 10 กระบวนท่า ศิษย์ฮั่วซานก็ยังเอาเลี่ยหยางไม่ลง
"เ้า! ไม่ใช่จอมยุทธธรรมดาแล้ว" เขาหยิบนกหวีดขึ้นมาเป่าเรียกพรรคพวก สักพักะโลงมาอีก 9 คน!
เลี่ยหยางถอนหายใจ เอาแล้วไง แค่คนเดียวก็เต็มมือแล้ว คงป้องกันอย่างเดียวไม่ได้แล้วล่ะ งั้นตอบโต้ไปหน่อย เจ็บตัวเล็กน้อยคงไม่เป็อะไรมั้ง
ศิษย์ทั้ง 10 คนตั้งท่าค่ายกลกระบี่ เลี่ยหยางสูดลมหายใจเตรียมพร้อม
พวกเขายืนเรียงกันเป็ค่ายกลรูปครึ่งวงกลม ร่างแต่ละคนตั้งกระบี่ตรงหน้า ก้าวเท้าสลับกันเหมือนจังหวะลมพัด
3 คนด้านหน้า ยืนตรงสุด โอบกระบี่ไว้ราวกำแพงเหล็ก
2 คนด้านข้าง ก้าวช้า ๆ พลิ้วกระบี่เหมือนลมหมุน
5 คนด้านหลัง สลับย่อก้มและก้าวขึ้นลงตามระดับหน้าผา
กระบี่สิบเล่มพลิ้วฟาดพร้อมกัน ท่วงท่ากระบี่หมุนวนเป็วงกลม ส่งแรงลมกระแทกให้หินรอบตัวะเื
จังหวะฟันและปัด สลับกันเหมือนน้ำเชี่ยวกราก เลี่ยหยางถูกบังคับให้เคลื่อนไหวตามจังหวะ
เสียงเหล็กเสียดเหล็กผสมเสียงลมพัด ฟังแล้วดุจฟ้าผ่ากลางหุบเขา
“กระบี่ 10 เล่มที่เคลื่อนไหวเป็หนึ่งเดียว!” ศิษย์ทั้งหมดะโเสียงดัง
แม้ศิษย์ฮั่วซานแต่ละคนจะดูแยกกัน แต่ แรงลมและจังหวะการฟันกระบี่รวมกัน เป็ดั่งกำแพงคมที่ไม่อาจฝ่าผ่านง่าย ๆ
เลี่ยหยางลำบากใจพอสมควร เพราะถ้าเขาไม่เอาจริงเขาอาจต้องตายอยู่ที่นี่ แต่หากเอาจริง หากมีคนตาย ปัญหาคงตามมาไม่รู้จบ
ทันใดนั้นเยว่หลิงก้าวเบา ๆ มาด้านหลัง ปากเขาคาบเนื้อย่างชิ้นโต มือถือไม้เนื้อย่างอีกไม้ยื่นให้เลี่ยหยาง
"สุกแล้ว"
เลี่ยหยางชำเลืองมองเยว่หลิงถอนหายใจเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่อาจละสายตาจากศิษย์ฮั่วซานทั้ง 10 ที่ตั้งค่ายกลกระบี่ไปได้
เยว่หลิงหันไปมองคนทั้ง 10 นั้นพลางหยิบหินเล็กๆมา 3 ก้อน แล้วดีดสุดแรงไปทีละก้อน ๆ
“มีจุดอ่อน”
ร่างศิษย์ 3 คนโดนหินดีดใส่ที่ข้อมือจนกระบี่ร่วง อีกคนโดนดีดใส่หัวเข่าจนทรุดลงกับพื้น อีกคนโดนที่ลุกกระเดือดเจ็บจนต้องทิ้งดาบเอาสองมือกุมไว้ แล้วค่ายก็แตกอย่างง่ายดาย
เลี่ยหยางเห็นโอกาสดีพรวดเข้าไปจะเอาสันดาบฟันให้เจ็บสัก 2-3 ที แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงกังวานดังมาจาก้า
"โปรดหยุดก่อน!" แล้วเ้าของเสียงซึ่งเป็หญิงวัย 50 ก็ลงมาจากฟ้า
ศิษย์ฮั่วซานทุกคนโค้งศรีษะคำนับและพูดพร้อมกัน
"คาราวะท่านอาจารย์อา!"
.
.
.
.
(ท้ายตอน)
เยว่หลิงคิดในใจ "วันนี้เขาเดินทางเหนื่อย ข้าต้องตั้งใจทำเป็พิเศษให้อร่อยๆเขาจะได้กินเยอะๆ"