ทั้งช่วงอก และช่วงสะโพกทุกส่วนของเธอเปลือยเปล่างดงามเหมือนงานศิลปะที่มีชีวิตเขายืนนิ่งมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นแรงเกินเหตุ ไม่กล้าขยับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ
"มองอะไรขนาดนั้น…" เสียงมารตีในฝันพูดเบาๆแล้วก็ยิ้ม รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยเห็นในชีวิตจริง แต่มันอบอุ่นกว่าอ่อนหวานกว่า และชวนให้หัวใจละลายกว่า
ทันใดนั้น...ภาพทุกอย่างก็พลันสลายเมื่อเสียงเปิดประตูห้องดังขึ้นเบาๆ
"กำลังฝันถึงพี่อยู่ล่ะสิท่า?" น้ำเสียงใสๆ แต่แฝงการหยอกล้อของหญิงสาว ดึงเขากลับสู่โลกแห่งความจริง เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวลืมตาขึ้นมาเจอมารตียืนยิ้มมองอยู่ข้างโต๊ะทำงานของเขาดวงตาของเธอทอประกายบางอย่างที่อ่านยากแต่ไม่ใช่การล้อเลียน...มันคล้ายเอ็นดูปนขบขัน
"มะ...ไม่ครับ! เปล่า...คือ...คือไม่เห็นอะไรเลย...ผมแค่..."นัทพงษ์รีบตอบแบบตะกุกตะกัก หน้าแดงก่ำจนเกือบเท่าสีโต๊ะไม้โอ๊คที่เขานั่งอยู่
"อืมเหรอ...เห็นอะไร?" มารตียกคิ้วแล้วเดินเข้ามาใกล้ จนนัทพงษ์เผลอกลั้นหายใจ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากผิวกายของเธอลอยมาแตะจมูกเขาอีกแล้ว...กลิ่นเดียวกับในฝัน
"แล้วทำไมหน้าถึงแดงแบบนี้ล่ะคะ น้องนัทพงษ์...หรือว่า...คิดอะไรไม่ดีอยู่หรือป่าว?"เธอถามลากเสียงยาว แล้วเอานิ้วชี้จิ้มแก้มเขาอย่างหยอกล้อก่อนจะหัวเราะเบาๆ อย่างอดไม่ได้
"ก็...เอ่อ...พี่...พี่พูดแบบนี้ใครจะไม่เขินบ้างล่ะครับ" นัทพงษ์บ่นงึมงำรู้สึกว่าอุณหภูมิบนหน้าเพิ่มขึ้นทุกวินาที
"เอาน่า...แค่ฝันถึงพี่ก็ไม่ผิดหรอกค่ะ" มารตีพูดขำๆแล้วเดินจากไป ทิ้งไว้แค่กลิ่นหอม และหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของหนุ่มน้อยที่นั่งหน้าแดงอยู่เงียบๆเพียงลำพัง
นัทพงษ์นั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ พยายามหายใจเข้าออกช้าๆ ให้ใจเย็นลงแต่เปล่าเลย...ภาพร่างงามที่เกือบเปลือยในฝันกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆราวกับฝังแน่นอยู่ในหัวใจ และกลิ่นของเธอยังคงลอยวนอยู่รอบตัวเขา ไม่จางหายไปแม้แต่น้อย
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานอากาศเย็นสบายพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของร้านกาแฟเล็กๆ ริมถนน เสียงเพลงแจ๊สเบาๆคลอเคลียกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นและขนมอบใหม่ๆ สร้างบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง
มารตีโน้มตัวเลือกมุมโต๊ะริมหน้าต่าง นัทพงษ์ตามมานั่งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเขายังดูไม่ปกตินักจากบทสนทนาครั้งก่อน และภาพฝันในหัว
“วันนี้พี่ชวนมาคุยเรื่องอื่นน่ะ ไม่ใช่เรื่องงานหรอกจ้ะ” มารตีพูดเสียงนุ่มพลางสั่งลาเต้ร้อนคนละถ้วยและบลูเบอร์รีชีสเค้กสองชิ้นเด็กเสิร์ฟยกมาเสิร์ฟบนถาดไม้เรียบง่าย หยดไอเย็นจากชีสเค้กยังแข็งเป็นชิ้นสวย นัทพงษ์มองชีสเค้กด้วยความสนใจแต่ก็สั่นนิดๆ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของผู้จัดการสาว
“นี่นัทพงษ์การโตเป็นผู้ใหญ่…ไม่ใช่แค่ประสบการณ์เรื่องเซ็กส์นะแต่คือการรู้จักใจตัวเองมากกว่า” เธอลูบถ้วยกาแฟ ก่อนจะสบตาเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างจริงจัง
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “ผม…ก็เอ่อ...จะพยายามเรียนรู้ครับแต่บางครั้งไม่รู้ว่าเริ่มจากตรงไหน”
หญิงสาวส่งยิ้มยั่วแล้วยื่นช้อนให้เขาอันหนึ่ง “ลองชิมชีสเค้กชิ้นนี้ก่อนสิมันหวานนุ่ม…” ทันใดนั้นเธอตักชีสเค้กเข้าปากเต็มที่ริมฝีปากอิ่มถูกเคลือบด้วยครีมชีสสีขาวนวล แสงโคมไฟสาดลงบนมุมปากทำให้เห็นเนื้อครีมกระจายเล็กน้อย มารตีใช้ปลายลิ้นเลียมุมปากเบาๆ อย่างช้าๆท่าทีอ้อยอิ่งนั้นชวนให้ใจนัทพงษ์กระเจิดกระเจิง
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายฝืดคอ หน้ามันร้อนวูบวาบจนแทบลืมหายใจเสียงหัวใจเต้นดังในอกไม่สอดคล้องกับจังหวะภายนอก
“อ้า…ถ้ารอจนครีมละลายหมด ก็จะไม่อร่อยนะ” มารตีวางจานลงหันมายิ้มให้เขา “เธอลองชิมบ้างสิ”
นัทพงษ์ยื่นมือไปจับช้อน ตักชีสเค้กชิ้นเล็กขึ้นสู่ริมฝีปากรสหวานมันละมุน ทว่าจังหวะนี้ เขาแทบไม่รู้สึกถึงรสชาติ ขณะที่สายตาถูกตรึงอยู่กับการเคลื่อนไหวของปากเธอเมื่อเขาวางช้อน สาวสวยก็ยื่นทิชชู่มาให้ เขารับไว้ มือสั่นเล็กน้อย
“ขอบคุณครับ…” เสียงเขาเบามากจนแทบไม่ได้ยิน
“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกน่ะ” มารตีพูด แล้วลูบเบาบนหลังมือเขาพฤติกรรมอ่อนโยนของเธอซ้ำเติมให้เขารู้สึกอ่อนแอมากขึ้น
บรรยากาศในร้านชวนให้ลืมเวลาเสียงพูดคุยรอบข้างเลือนลางจนเหลือเพียงเสียงหายใจและเสียงหัวใจของนัทพงษ์ที่ยังไม่ยอมสงบ
มารตีหันไปเอ่ยต่อ พลางเทน้ำชาร้อน ลงในถ้วยกาแฟ “นัทพงษ์รู้มั้ยว่าการรักตัวเองก่อน มันสำคัญแค่ไหน”
เขาพยักหน้านิ่งๆ แต่เธอไม่ว่าอะไร กลับอธิบายต่อ
“บางคนเข้าใจว่าการมีความรักคือการรีบเปิดใจให้คนอื่น แต่จริงๆ แล้วต้องให้ใจตัวเองได้เติบโตก่อน จะได้ไม่หลงทาง”
นัทพงษ์ขมวดคิ้วคิดตาม พลางยกกาแฟขึ้นจิบเบาๆ เขาเริ่มเข้าใจ…แต่ก็ยังหวั่นๆ“แต่...ผมก็กลัว เพราะว่าพี่มีสามีแล้ว…” เสียงเขาสั่น
มารตีหยุดนิ่ง วางถ้วยกาแฟลง แล้วมองเขาด้วยดวงตานิ่งลึก “สามีพี่คือผู้ใหญ่คนนึงที่เข้าใจในทุกมุมของชีวิตพี่จึงไม่กลัวที่จะรักหลายรูปแบบ”
คำพูดนั้นเล่นงานเขาเต็มแรง ทำให้หัวใจยิ่งเต้นแรง “หมายความว่า...ผม...ยังมีโอกาสใช่ไหม?”
มารตียิ้ม เงียบไปสักครู่ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “ตอนนี้ พี่แค่อยากให้นัทพงษ์รู้ว่า…โลกใบนี้ยังมีพื้นที่ว่างให้เราได้รักได้เรียนรู้ ไม่ต้องรีบโต”
นัทพงษ์เงียบไป มองหน้าเธออย่างครุ่นคิด...
วันถัดมา
เสียงลมหายใจของเขาดูจะดังเกินไปเมื่ออยู่คนเดียวในห้องนั้น...นัทพงษ์ยืนอยู่หน้าห้องทำงานมารตีมือที่ถือแฟ้มเอกสารนั้นสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัวแต่เป็นความคาดหวังปนระทึกในอกที่ห้ามไม่ได้
ก่อนหน้านี้ไม่ถึงชั่วโมงมารตีเพิ่งหัวเราะกลั้วเสียงใสเมื่อเห็นเขาทำหน้าตาตื่น ตอนที่รูปของเธอรูปเซลฟี่กึ่งทางการที่เธอส่งมาในไลน์เมื่อเช้าดันไปโผล่เป็นวอลเปเปอร์บนโฟลเดอร์หน้าจอมือถือเขา
“ขนาดนี้เลยเหรอ?” เธอเอียงคอแซวตาวาวเหมือนรู้ทัน “แล้วพี่ล่ะ ได้ดูรูปเธอบ้างไหม?”
นัทพงษ์เกือบสำลักน้ำแร่ที่เพิ่งดื่ม เขาอึกอักหน้าแดงเถือกจนคอขึ้นสี เหงื่อซึมที่ขมับทั้งๆ ที่ในห้องนี้แอร์เย็นเฉียบ
และในช่วงบ่ายวันนั้น เขาไม่ทันสังเกตเลยว่ามารตีวางแผนอะไรไว้…
ในห้อง มารตีหมุนเก้าอี้พนักสูงของเธอหันหลังออกไปทางประตู นั่งเอนตัวพิงเก้าอี้หนังสีดำผ้าคลุมไหล่ลื่นตกไปกองบนที่วางแขน และเสื้อเชิ้ตบางเฉียบที่ดูเหมือนกระดุมลื่นหลุดไปสามเม็ดเผยผิวเนียนและร่องอกอวบขาวผ่องอย่างจงใจ
ผู้จัดการสาวนั่งหลับตา มือหนึ่งถือปากกา หล่นอยู่บนอกพอดีอีกข้างทาบไว้ตรงหน้าท้อง ผมยาวล้อมกรอบหน้า ผิวสว่างใต้แสงไฟสลัวดูราวกับภาพฝัน
นัทพงษ์เคาะประตูสองครั้ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบ จึงเปิดประตูเข้ามาช้าๆเดินย่องด้วยความเกรงใจ เมื่อไม่เห็นเธอขยับ เขาก็เดินอ้อมไปด้านหน้าเก้าอี้ที่เธอนั่งพิงอยู่แล้วเขาก็ชะงัก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า…ทำให้เขาแทบหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ร่างสวยนั่งพิงเก้าอี้หลับตา เสื้อที่แง้มเผยให้เห็นก้อนเนื้ออวบขาวล้นทะลักร่องเบียดชิดสวยงามชัดเจนจนเขากลืนน้ำลายแทบไม่ลงเสี้ยววินาทีนั้นเองที่ดวงตาเธอปิดอยู่แต่ริมฝีปากกลับขยับเล็กน้อย ยิ้มมุมปากนิดๆเหมือนเธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น รู้ว่าเขากำลัง “ดู” และไม่ได้พูดอะไร
หัวใจนัทพงษ์เต้นรัวจนเขาคิดว่าอีกฝ่ายต้องได้ยินแน่ เขาก้าวถอยหลังช้าๆเกือบทำแฟ้มหล่นก่อนจะหมุนตัวกลับไปเปิดประตูแล้วปิดมันอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทันทีที่ประตูปิดลงเขาก็วิ่งตรงเข้าห้องน้ำชายชั้นล่างสุดในทันที
ภาพที่เขาเห็นมันยังวนเวียนในหัว...อกอวบอิ่มที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตมาเกือบครึ่งค่อนรอยยิ้มนั่น...กลิ่นกายที่เขารู้สึกได้แม้จะไม่ได้แตะต้อง มือของเขาสั่นกำแน่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงเพื่อพยายามสงบอารมณ์ที่ปั่นป่วน แต่เขารู้ดีว่า…คืนนี้คงจะไม่มีทางหลุดพ้นจากเธอในจินตนาการของเขาได้
ในหัว นัทพงษ์มีแต่คำถามหนึ่งเดียว “นี่เธอเผลอ…หรือจงใจ?” และเขาก็ไม่แน่ใจเลยว่าคำตอบไหนจะทำให้ใจเขาเต้นแรงน้อยลง…