เล่ม 2 - ตอนที่ 5 หัวโน
รถของชีวานนท์แล่นเข้ามาจอดตรงบริเวณหน้าบ้านในช่วงเวลาก่อนเที่ยง เสียงเปิดปิดประตูรถดังขึ้นเรียกแม่ยาย อนงค์นาง น้ำอ้อย และปัณณวัตรที่อุ้มลูกน้อยให้ออกมามอง“พี่เขม...”สิริวรรณร้องเรียกพี่เขยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ดวงตาเปล่งประกายขบขันยามจ้องมองใบหน้าของปัณณวัตร ขณะที่ในอ้อมแขนของคุณแม่มือใหม่มีร่างของลูกน้อยที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่วันซุกอยู่ ชายหนุ่มถูกชีวานนท์มองเหมือนกัน อีกฝ่ายมีแววตาตื่นตะลึงวาบผ่านเนื่องจากคาดไม่ถึงว่าหน้าตาที่ไร้หนวดเคราของเขาจะดีถึงขนาดนี้“พี่เขมโกนหนวด”สิริวรรณหัวเราะทั้งที่เคยเห็นเขาโกนหนวดและตัดผมมาแล้วครั้งหนึ่ง หากแต่ตอนนั้นตอเคราขึ้นมากกว่านี้ ทำให้วันนี้คุณแม่มือใหม่ยังแสดงสีหน้าแปลกใจอยู่คนถูกมองไม่ได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรกับความตะลึงพรึงเพริดของอีกฝ่าย และเมื่อมองไปทางชีวานนท์ที่กำลังหิ้วข้าวของลงจากหลังรถอีกครั้ง ฝ่ายนั้นก็มีสีหน้าเศร้าด้วยยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะคนที่อนงค์นางแต่งงานด้วยไม่ใช่ผู้ชายที่ด้อยกว่าแม้แต่น้อยเมื่อก้าวเข้ามาในบ้านชีวานนท์ก็จัดการปูเบาะหนานุ่มบนพื้นเพื่อให้สิริวรรณวางร่างของลูกน้อยลงนอน เด็กตัวเล็กๆ ปากนิดจมูกหน่อยกำลังหลับอยู่“นี่จ้ะ ของขวัญรับขวัญหลานจากพี่และพี่เขม”แน่อยู่แล้วว่าอนงค์นางไม่ลืมที่จะเอ่ยชื่อของสามี และสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของเธอก็คือสร้อยข้อมือทำด้วยทองคำสีเหลืองสองเส้น หลังจากที่หญิงสาวใส่ของขวัญให้หลานแล้ว มารดาที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับเปิดถุงสีแดงเทสร้อยคอทองคำออกมา“นี่ของแม่”น้ำอ้อยสบโอกาสก็หยิบถุงใส่ของขวัญออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วมอบให้อย่างมีน้ำใจ ซึ่งก็เป็นกำไลข้อเท้าทำด้วยเงินติดกระพรวนคู่หนึ่ง“นี่ของพี่จ้ะ”สิริวรรณกล่าวคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม เวลานั้นอัญชันดิ้นที่จะลงไปอยู่กับแม่ เนื่องจากมารดาของหนูน้อยให้ความสนใจเด็กอื่น จึงสนใจด้วยเหมือนกันปัณณวัตรปล่อยลูกสาวออกจากอ้อมกอด อัญชันพลิกตัวนั่งหันหน้ามองไปทางเบาะ แล้วก็ยื่นมือออกไปหมายจะจับนิ้วแต่ก็ไม่จับ และหัวเราะออกมาราวกับกำลังเล่นสนุก“จริงสิ! ปู่ย่ามาเยี่ยมแล้วหรือยัง”ลูกเขยคนที่สองถูกแม่ยายถาม เพราะตั้งแต่มีเรื่องวิวาห์ล่มไปครั้งนั้น และถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันจนเรื่องถึงตำรวจ พาให้สองครอบครัวต่างมองหน้ากันไม่ติด แถมฝั่งพ่อแม่สามีก็ดูไม่ชอบสิริวรรณขึ้นมา และสิริวรรณก็เป็นผู้ตอบคำถามแทนชีวานนท์“ไม่มาเลยค่ะ”“อ้าว...ทำไมไม่มา นี่หลานแท้ๆ นะ หน้าตาเด็กก็ออกจะน่ารักน่าชังถึงขนาดนี้”“ยังไม่มาค่ะบรรยากาศในห้องนั่งเล่นพลันอึมครึม ชีวานนท์อึดอัดไปกับสถานการณ์แบบนี้เหมือนกัน เขาเองที่เป็นฝ่ายผิด ตอนทะเลาะกันพ่อแม่ย่อมเข้าข้างลูก พวกท่านเลยไม่เห็นด้วยที่เขาจะกลับมาคืนดีกับสิริวรรณ จึงทำให้พวกท่านโกรธถึงขั้นไม่อยากจะคุยด้วย“ส้มก็พาไปหาพวกท่านสิ” อนงค์นางแนะนำขึ้นมา ถ้าน้องสาวประสบปัญหาแบบนี้ก็มีอยู่ทางเดียวคือต้องโอนอ่อนเข้าหาผู้ใหญ่เหมือนที่เคยบอกให้ออดอ้อนมารดาในตอนนั้น“ก็คิดอยู่นะพี่” สิริวรรณมองลูกน้อยพลางถอนหายใจ จากนั้นก็มองไปทางชีวานนท์ เพราะนี่เป็นปัญหาคาราคาซังที่ทำให้กลัดกลุ้มใจกันมานาน“ส้มโตขึ้นมากแล้วนะ มีความคิดเป็นผู้ใหญ่แล้ว” อนงค์นางเอ่ยชมเสียงอ่อน“หือ...” สิริวรรณทำหน้างง“ก็ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินปัญหาเหมือนแต่ก่อน เมื่อกี้พี่ยังนึกเลยว่าส้มจะพูดออกมาว่าไม่ไป ช่างสิ! ไม่เห็นจะสนใจเลย หลานไม่ต้องรู้จักปู่กับย่าก็ได้”“แหม...ส้มไม่อยากให้พี่ไมค์อึดอัด”ชีวานนท์รู้สึกเหมือนกันว่านิสัยของสิริวรรณเปลี่ยนไป ตอนนี้มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และใจเย็นมากขึ้นอีกด้วย อีกทั้งยังมอบความรักความเอาใจใส่ให้เขาเหมือนเดิมไม่ขาด“พาหลานไปหาพวกท่านเถอะ กราบท่านสักนิด ง้องอนสักหน่อย พวกท่านไม่น่าจะใจแข็งหรอก หรือถ้าใจแข็งก็ทิ้งให้พวกท่านเลี้ยงหลานสักสองสามวัน ผู้ใหญ่ไม่มีทางไม่เอ็นดูเด็กหรอก ยิ่งเด็กคนนั้นเป็นหลานแท้ๆ แถมยังหน้าตาน่ารักน่าชังแบบนี้ด้วย” อนงค์นางคิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้นอยู่เสมอ และยังแฝงไปด้วยความคิดดีๆ“ให้ไปนอนบ้านโน้นเหรอ” สิริวรรณไม่เคยไปนอนบ้านโน้นมาก่อน“ใช่”“พี่ไมค์ว่ายังไง”คนถูกถามพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ถ้าเคลียร์ปัญหานี้ได้ เขาก็อยากจะเคลียร์เหมือนกัน เพราะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ทีไร พวกท่านมักจะพูดจาเหน็บแนมสิริวรรณให้ฟังทุกที เขาเบื่อที่จะฟังเรื่องเดิมๆ แบบนี้เต็มทนแล้วเหมือนกัน“พรุ่งนี้พี่เขมกับพี่นางจะกลับ?” สิริวรรณถามขึ้นมา“ใช่”“อยู่ไม่กี่วันเอง”“พี่กับพี่เขมต้องกลับไปดูมะเขือเปราะ ขืนปล่อยให้ลูกคาต้นอยู่หลายวันมันจะแก่ แม่ค้าไม่ชอบน่ะ”สิ้นคำนั้นอนงค์นางที่กลายสภาพเป็นชาวสวนเต็มตัวไปแล้วก็ร้องเสียงดังด้วยความตกใจ เมื่ออัญชันโถมเข้าไปหาเจ้าตัวเล็กหมายจะหอมแก้มสักหน่อย แต่หน้ากลับทิ่มลงไปที่พื้นแทน“น้องอัญ!”โป๊ก!“ตายแล้ว”หน้าผากของอัญชันโขกพื้นจนเกิดเสียงดัง เสียงร้องไห้จ้าพลันดังขึ้น หยาดน้ำตาไหลเปียกแก้มเป็นเม็ด แล้วก็มีเสียงร้องไห้ของหนูน้อยที่อยู่บนเบาะดังตามมา“แง...”ปัณณวัตรโผเข้าไปรับร่างของลูกสาวแล้วเอ่ยถามสีหน้าเป็นห่วง มือหนึ่งจับอยู่ที่หน้าผากพลางพยายามมองหารอยนูนที่น่าจะปูดขึ้นมา“เจ็บตรงไหนลูก”อัญชันยังแหกปากร้องไห้ทั้งบีบน้ำตาออกมาเป็นสาย หนูน้อยไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงไหน แค่ตกใจเสียงแหลมๆ ของมารดาเท่านั้น ด้านอนงค์นางก็ลุกขึ้นมาหาสองพ่อลูก ที่ที่เธอเคยนั่งอยู่จึงถูกแทนที่ด้วยชีวานนท์เพื่อมาปลอบโยนลูกน้อยที่ร้องไห้ตามเสียงสะอึกสะอื้นของอัญชัน“แม่ขอโทษ แม่น่าจะจับหนูดีๆ หน่อย”ได้ยินคำนั้นหนูน้อยที่ฉลาดเฉลียวเกินวัยก็กลั้นสะอื้น จากนั้นก็วางมือแหมะลงบนศีรษะ หาใช่ตรงหน้าผากที่แม้จะโขกลงไปก็จริงแต่ก็ชนกับเบาหนานุ่มก่อนจะถึงพื้น“ตรงนี้หรือจ๊ะ เพี้ยง...หายแล้ว”อัญชันเหมือนจะงอนมารดาที่จับตนไม่ดีจึงหันหน้าซุกเข้ากับอกของผู้เป็นพ่อ เวลานั้นปัณณวัตรยังหารอยนูนที่หน้าผากของลูกสาวด้วยความเป็นห่วงว่าเจ็บตรงไหน แล้วคนเป็นแม่ก็พูดตะล่อมลูกสาวให้อารมณ์ดีพร้อมรอยยิ้ม“นมไหมลูก”มีหรืออัญชันจะไม่เอาขวดนม ในวัยนี้มีอยู่ไม่กี่สิ่งหรอกที่ชอบทำ นั่นก็คือกิน นอน เล่น และถ่ายออกมาให้พ่อแม่เช็ดล้างให้สะอาดในที่สุดหนูน้อยเลิกร้องไห้ เช่นเดียวกับลูกชายของสิริวรรณกับชีวานนท์ที่ถูกกล่อมจนเงียบ แล้วน้องสาวก็เงยหน้ามองพี่สาวกับพี่เขย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงหลานสาวอยู่เหมือนกัน“หัวโนไหมพี่”“ไม่เห็นมีโนตรงไหน” อนงค์นางตอบหลังจากสำรวจไปทั่วหัวของลูกสาวเช่นกัน“ได้ยินเสียงดังโป๊ก” สิริวรรณหัวเราะเพราะขบขันกับเรื่องนี้“ใช่ พี่จับไม่ทัน”“ซนไหมพี่”“จะเหลือเหรอ”คนกำลังถูกนินทาใช้สองมือน้อยๆ จับขวดนมและปากน้อยๆ ดูดหัวนมอยู่ แพขนตาที่ล้อมกรอบดวงตาเปียกชื้น ดวงตาของหนูน้อยมองไปที่มารดา มือข้างหนึ่งยังจับอยู่ที่ศีรษะราวกับกำลังฟ้องว่าหัวโขกตรงนี้ หนูน้อยกำลังเรียกร้องความสนใจจากบุพการี แล้วก็แหงนหน้ามองผู้เป็นพ่อด้วย“น้องอัญฉลาดมาก” ยายชมแล้วหัวเราะ“ใช่ รู้จักบอกด้วยนะว่าเจ็บตรงไหน” น้ำอ้อยพูดเสริมยิ้มๆ“หัวโขกเสียงดังเชียว ไม่โนจริงๆ หรือ” ยายเป็นอีกคนที่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“ไม่เห็นปูดตรงไหนเลยนะคะ” อนงค์นางบอกแล้วหันไปหาร่องรอยอีกครั้ง เพราะถ้าเจ็บตัวจริง เธอจะได้หายามาทาให้ คงไม่มีพ่อแม่คนไหนสบายใจเมื่อเห็นลูกน้อยเจ็บตัวอัญชันยังเอนซบบ่าของพ่อพลางดูดนมจากขวดนมไปอย่างนิ่งๆ ไม่ร้องไห้ และไม่ได้บอกว่าเจ็บตรงไหนแล้ว เนื่องจากไม่ได้เจ็บตัวอะไร ก็แค่อยากออดอ้อนพ่อแม่เท่านั้น