เล่มที่2 บทที่54 รางวัล
“ไสหัวลงไป!” จั่วเฉินเตะเย่เชียนจ้านตกจากแท่นประลองก่อนจะนั่งขัดสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลัง
หลังจากที่โคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนี พลังปราณก็ไหลปราดไปทั่วร่างหกตราปราณโบราณสั่นไหวโดยพร้อมเพรียงกันและเริ่มสูบเอาพลังห้วงมิติรอบข้างเข้ามา
ศิษย์ทั่วไปอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ทว่าพวกบุคคลชั้นสูงที่เฝ้ามองจากด้านบนต่างก็เผยสีหน้าตกตะลึงออกมา
ด้วยแรงปณิธานอันแรงกล้าของพวกเขา สามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายพลังในตัวจั่วเฉินได้อย่างชัดเจนรวมถึงความเร็วที่เลือดลมไหลเวียนและการฟื้นตัวของพลังปราณด้วย ซึ่งเพียงแค่สองจุดนี้ท่ามกลางศิษย์นับหมื่นก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเหนือกว่าเขาได้
“จั่วเฉินผู้นี้เป็นเพียงผู้ติดตามไม่ใช่หรือแม้จะเกิดการตระหนักรู้ในพลังได้ก็ตาม ก็ไม่ควรจะแข็งแกร่งเช่นนี้สิ”ผู้อาวุโสผู้หนึ่งที่อยู่บนแท่นสูงหรี่ตาเพื่อสำรวจจั่วเฉิน
คนที่อยู่ด้านข้างพากันพยักหน้าเห็นด้วยพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือของตำหนักนภาปราณยุทธ ไม่ว่าจะเป็นสายตาหรือการรับรู้ล้วนสูงกว่าคนทั่วไปมาก ย่อมรับรู้ได้ว่ากลิ่นอายพลังในตัวของจั่วเฉินไม่ธรรมดาจนเรียกได้ว่าผิดปกติเสียด้วยซ้ำ
“ข้าเข้าใจแล้ว ด้วยความต่างของระดับพลังของพวกเขาทั้งคู่เดิมทีจั่วเฉินนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเย่เชียนจ้าน ถึงนั่นจะเป็นเคล็ดวิชาปราณโบราณวิชาเดียวกันแต่เพราะมันอยู่ในมือของจั่วเฉินจึงมีพลังกล้าแกร่งกว่าคนปกติ ยิ่งไปกว่านั้น จั่วเฉินที่มีร่างกายธรรมดากลับสามารถเอาชนะเย่เชียนจ้านได้ในระยะเวลาสั้นๆ เกรงว่านอกจากจะมีจิตวิญญาณในการต่อสู้ที่แรงกล้าและความสามารถในการควบคุมพลังแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคงจะเป็นความเร็วในการไหลเวียนเลือดลมกระมัง ซึ่งของจั่วเฉินนั้นเร็วกว่าคนปกติถึงสิบเท่า”ผู้อาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ทุกคนคงจะรู้ดี ว่าในระหว่างการต่อสู้ความเร็วในการไหลเวียนเลือดลมและพลังปราณนั้นนับว่าสำคัญมากหากสามารถไหลเวียนและโคจรพลังได้อย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกยุทธพลังปราณก็จะสามารถระเบิดพลังระดับสูงสุดออกมาได้ในพริบตาบางครั้งจึงดูคล้ายกับคนผู้นั้นมีร่างพิเศษ และเพราะเหตุนี้ จั่วเฉินจึงกล้าที่จะประลองกับเย่เชียนจ้าน”
ได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสและผู้คุมกฎอีกไม่น้อยก็พากันคิดตามก่อนจะเข้าใจหลักสำคัญของเรื่อง
“เช่นนั้น หากเย่เชียนจ้านยืดการต่อสู้ออกไปอีกสักระยะจั่วเฉินก็จะหมดแรงและพ่ายแพ้ไปอย่างนั้นหรือ”
“ถูกต้อง!”ผู้อาวุโสผู้นั้นตอบรับ
ขณะที่เหล่าบุคคลชั้นสูงของสำนักพากันถกเถียงเรื่องของจั่วเฉินอยู่บนแท่นสูงกลิ่นอายพลังของจั่วเฉินก็พุ่งพรวดสูงขึ้น พลังจิตก็คล้ายกับแตะระดับสูงสุดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็ส่งเสียงเลื่อนลั่นออกมา
พลังห้วงมิติรอบข้างกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของจั่วเฉินด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวก่อนจะถูกหลอมละลายหายไป
ชั่วขณะนั้น พลังห้วงมิติรอบแท่นประลองปั่นป่วนสุดขีดมันโหมกระหน่ำมาทางจั่วเฉินอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสุดท้ายก็ถูกจั่วเฉินสูบและหลอมละลายไปอย่างรวดเร็วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้คนที่ดูอยู่รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก
“เกรงว่าพวกเจ้าคงดูแคลนเจ้าหนูนี่แล้ว”เซี่ยโหวอู๋ที่อยู่ด้านหน้าสุดของแท่นสูงเอ่ยปากขึ้น เพียงคำพูดเดียวของเขา ก็ทำเอาหลายคนต้องเงียบปาก ทว่าก็ยังมีบางคนไม่เห็นด้วย
“ดูแคลนเขาอย่างนั้นหรือ”
แม้จั่วเฉินจะเอาชนะเย่เชียนจ้านมาได้ทว่าหลังจากที่วิเคราะห์ดูแล้ว พวกเขาก็พบว่านั่นเป็นเพียงการเล่นตุกติกเท่านั้น บุคคลชั้นสูงของตำหนักนภาปราณยุทธล้วนเคยเห็นศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นมามากมายทว่าสุดท้ายศิษย์เหล่านั้นก็ล้วนอับแสงไป
ในสายตาของพวกเขา สาเหตุที่จั่วเฉินสามารถเอาชนะเย่เชียนจ้านมาได้ก็เพราะเลือดลมและพลังปราณในร่างที่สามารถไหลเวียนได้รวดเร็วจนน่าสะพรึงกลัวเท่านั้นเขาจึงสามารถระเบิดพลังที่กล้าแกร่งออกมาได้ในชั่วพริบตา ศิษย์เช่นนี้พวกเขาเองก็เคยเห็นมาก่อนแล้วทว่าหลังจากที่ระดับพลังพัฒนาขึ้น คนเหล่านี้ก็ล้วนแต่กลายเป็นธรรมดาไป
“พวกเจ้าเห็นแค่ภายนอกเท่านั้น เคยรับรู้หรือไม่ว่าภายในเขาเป็นอย่างไร”เซี่ยโหวอู๋พูดพร้อมรอยยิ้ม
ทันใดนั้น แรงปณิธานที่กล้าแกร่งก็พุ่งทะลุฟ้าทะลุดินลงมาก่อนจะพุ่งตรงไปที่ร่างกายของจั่วเฉิน เพียงครู่เดียวก็มีบางคนอุทานขึ้น
“หกตราปราณโบราณอย่างนั้นหรือ!”
ดังคำที่ว่าห้าตราไร้เทียมทานกล้าแกร่งดุจพยัคฆ์ หกตราไร้พ่าย เลือดลมกล้าแกร่งดุจคชสาร
ผู้ที่มีหกตราปราณโบราณ แม้คนผู้นั้นจะมีร่างกายธรรมดาเช่นคนทั่วไปทว่าเมื่อระดับพลังพัฒนาขึ้น ก็จะสามารถมีร่างกายที่แข็งแกร่งดุจพญาคชสารได้และพญาคชสารนี้ ก็หมายถึงระดับพญาคชสารบรรพกาลเลยทีเดียว คนเช่นนี้ถือเป็นยอดอัจฉริยะระดับแนวหน้าของราชวงศ์
ตัวอย่างเช่นหลงซินเย่ ตอนที่นางปรากฏตัวก็เป็นที่ตกตะลึงและมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งราชวงศ์เซิ่งเทียนจนทำให้ตำหนักนภาปราณยุทธอยากรับมาเป็นศิษย์ ซึ่งทำให้นางได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสคนหนึ่งไปในที่สุด
เมื่อตราที่หกของจั่วเฉินเผยออกมา เขาก็ถือว่ามีพรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่าหลงซินเย่แล้วจึงทำให้บรรดาผู้อาวุโสและผู้คุมกฎที่มีสายตาสูงส่งทั้งหลายต่างก็ต้องตกตะลึง
หลังจากฟื้นฟูพลังได้ครู่หนึ่ง จั่วเฉินก็ลืมตาขึ้น เขารู้สึกพึงพอใจกับการต่อสู้เมื่อครู่ทีเดียวเพราะการต่อสู้ข้ามระดับพลังกับเย่เชียนจ้านนั้น ทำให้พลังที่พัฒนาขึ้นสองขั้นอย่างรวดเร็วของเขามั่นคงโดยสมบูรณ์และนั่นยังทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย
จั่วเฉินแหงนหน้ามองไปยังแท่นสูง เมื่อเห็นสีหน้าของบุคคลชั้นสูงของสำนักแล้วเขาก็รู้สึกพึงพอใจ ด้วยพลังในตอนนี้ แม้เขาจะสามารถเอาชนะเย่เชียนจ้านได้ แต่คงไม่สามารถท้าประลองกับคนที่ติดสิบอันดับแรกของตารางอันดิบวิญญาณได้แน่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การรั้นที่จะประลองตารางอันดับวิญญาณต่อก็คงจะไม่เกิดผลดี สิ่งที่จั่วเฉินต้องการจริงๆไม่ใช่อันดับหรือรางวัล แต่เป็นความตกตะลึงของคนพวกนี้ต่างหาก
ถูกต้อง จั่วเฉินคิดจะเปิดเผยพลังออกมาอย่างโดดเด่นเช่นนี้เพื่อให้ทางสำนักสนใจในตัวเขา ซึ่งนั่นจะทำให้เขาได้รับทรัพยากรสำหรับฝึกฝนอีกมากมายทำให้การฝึกฝนหลังจากนี้ราบรื่นขึ้นอีกมาก หากดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ถือว่าจั่วเฉินบรรลุเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว
จั่วเฉินก้าวลงจากแท่นประลอง เขาไม่คิดที่จะท้าประลองกับคนอื่นๆอีก แต่เลือกที่จะมาเฝ้ามองการต่อสู้ตารางอันดับทองของศิษย์สายตรงแทน
เทียบกับจำนวนศิษย์นับหมื่นของตำหนักนภาปราณยุทธศิษย์สายตรงกลับมีอยู่เพียงสามร้อยกว่าคนเท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ถือว่ามากมายเท่าไรนักทว่าเมื่อได้รับรู้ถึงกลิ่นอายพลังของคนเหล่านี้แล้ว ศิษย์ใหม่ไม่น้อยก็มีอันตกตะลึง
ศิษย์สายตรงพวกนี้มีพลังไม่ต่ำกว่าระดับเรียกวิญญาณส่วนมากก็มีพลังอยู่ที่ระดับเรียกวิญญาณขั้นเจ็ดถึงแปดแล้ว แถมบางคนยังแข็งแกร่งกว่านั้นจนศิษย์ทั่วไปไม่อาจรับรู้ถึงระดับพลังได้อย่างชัดเจน ได้แต่คาดว่าคนเหล่านั้นน่าจะมีระดับพลังรวมยุทธซึ่งเป็นขั้นสามของระดับพลังทั้งหมดแล้วแน่
เมื่อใดที่เข้าสู่ระดับรวมยุทธ ก็จะเปรียบได้ดั่งมัจฉาที่กลายเป็นมังกรหากออกจากตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้ไป คนพวกนี้จะเป็นดังผู้แข็งแกร่ง จนสำนักเล็กๆ ระดับสามถึงสี่ไม่อาจเทียบได้ไม่เว้นแม้แต่สำนักสลายดาราเล็กๆ ที่จั่วเฉินเคยอยู่ หากเป็นศิษย์สายตรงของตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้คงสามารถเอาชนะคนจากสำนักสลายดาราได้อย่างง่ายดาย
ที่น่าสนใจที่สุดคือศิษย์สายตรงเหล่านี้ยังมีอายุไม่มากส่วนมากแล้วก็มีอายุเพียงยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปีเท่านั้น กระทั่งคนที่มีอายุมากที่สุดก็เพิ่งจะสามสิบกว่าปีเทียบกับคนภายนอกที่ต้องใช้เวลานับร้อยปีจึงมีระดับรวมยุทธ ศิษย์สายตรงเหล่านี้ถือว่ามีความสามารถที่โดดเด่นมาก
ในที่สุดจั่วเฉินก็เข้าใจ แม้เขาจะร่วมประลองตารางอันดับวิญญาณจนดูน่าเกรงขามขึ้นมากก็ตามทว่าศิษย์สายตรงพวกนี้คงยังไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแน่ จั่วเฉินในตอนนี้รู้ดีว่าตัวเองไม่อาจเทียบคนพวกนี้ได้เลย
หากพูดถึงหลงซินเย่ แม้นางจะมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาและเป็นศิษย์สายตรงเหมือนกันแต่สาเหตุที่หลงซินเย่สามารถเข้าเป็นศิษย์สายตรงได้นั้น ก็เพียงเพราะนางได้กราบผู้อาวุโสในสำนักเป็นอาจารย์หากต้องวัดกันที่ระดับพลังที่แท้จริง เกรงว่านางคงจะเป็นอันดับท้ายๆ ในหมู่ศิษย์พวกนี้
การประลองตารางอันดับทองของศิษย์สายตรงนั้นง่ายกว่ามากเพราะเป็นเหมือนการประลองในอันดับเดิม
ผ่านไปเพียงหนึ่งวัน อันดับบนตารางอันดับทองก็นิ่งลงรายชื่อส่วนมากไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทว่าก็ยังมีศิษย์ม้ามืดบางส่วนที่แสดงพลังอันน่าตกตะลึงออกมาจนสามารถเลื่อนขึ้นไปได้หลายสิบหลายร้อยอันดับ
การประลองของศิษย์สายตรงเป็นไปอย่างดุเดือดมีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อันดับเปลี่ยนแปลงหลายขั้น ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้
“อันดับหนึ่งของตารางอันดับทองฟงหยินเทียน อันดับสองอู๋หลิงเซียว อันดับสามหลินอวี่”
จั่วเฉินเห็นสามรายชื่อที่อยู่บนสุดของตารางอันดับทองแล้วก็อดที่จะกำหมัดแน่นไม่ได้
การต่อสู้ของคนทั้งสามก่อนหน้านี้ทำให้จั่วเฉินตกตะลึง หากถามว่าในตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้มีศิษย์คนไหนที่จั่วเฉินเห็นอยู่ในสายตาบ้างล่ะก็จะต้องมีสามคนนี้อยู่แน่
ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมพลังหรือขุดคุ้ยความสามารถที่ซุกซ่อนในตัวคนทั้งสามล้วนทำได้ยอดเยี่ยม เทียบกันแล้ว เย่เชียนจ้านเองก็มีพรสววรค์ไม่ด้อยไปกว่าคนเหล่านี้เลยทว่าความแตกต่างระหว่างทั้งสองก็ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้เวลามาเติมเต็มได้ สำหรับจั่วเฉินมีเพียงสามคนนี้เท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะ
“น่าสนใจ ต้องเป็นพวกเจ้าถึงจะมีสิทธิเป็นคู่ต่อสู้ของข้า”จั่วเฉินพึมพำออกมาพร้อมเปลวไฟแห่งความฮึกเหิมที่กำลังลุกโชน
แม้ตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้จะเป็นแหล่งรวมอัจฉริยะแต่คงเป็นเพราะจั่วเฉินมาจากดินแดนศึกไร้พ่าย ทำให้เขามีสายตาสูงส่ง จึงไม่เคยไม่เห็นอัจฉริยะคนไหนของสำนักอยู่ในสายตาทว่าพอเห็นศิษย์สายตรงทั้งสามคนนั้นแล้ว จั่วเฉินก็เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา
หลังจากที่ศิษย์สายตรงคนสุดท้ายประลองเสร็จการประลองตารางอันดับทั้งสามก็เป็นอันจบลง
แม้ภายหลังจั่วเฉินจะร่วมประลองตารางอันดับวิญญาณด้วยก็ตามทว่าถึงอย่างไรเขาก็คว้าอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวมาได้จึงได้รับรางวัลที่ควรจะได้โดยไม่ขาดตกไปสักชิ้น
ผู้อาวุโสตัดสินมอบยาลูกกลอนชิงฟ้าเม็ดหนึ่งให้จั่วเฉินกับมือมันเปล่งประกายแสงสีเงินออกมา เมื่อจั่วเฉินรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพลังจากเม็ดยานั่นเขาก็ตาเป็นประกาย
“หากมียาลูกกลอนชิงฟ้านี้ คงจะข่มพิษในตัวอาเล็กได้อีกสักพัก”จั่วเฉินพึมพำ
หลังจากนั้น ผู้อาวุโสตัดสินก็ยื่นแผ่นป้ายแผ่นหนึ่งให้จั่วเฉินก่อนจะเอ่ยต่อ
“นอกจากยาลูกกลอนชิงฟ้าแล้วเจ้ายังจะได้รับเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตและเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินขั้นต่ำด้วยจงเอาแผ่นป้ายนี้ไปเลือกเองเถอะ”
“เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตและเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินขั้นต่ำหรือ!” จั่วเฉินได้ยินก็ตาเป็นประกาย รีบรับเอาแผ่นป้ายนั้นมา