หอพักตึกชนะใจ.. หนึ่งอาทิตย์ผ่าน..
เวลาหนึ่งอาทิตย์เดินผ่านไปไวจนไม่น่าเชื่อ.. ตะวันวาดเริ่มไปทำงานที่โรงแรมภูธเรศตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน เรื่องที่น่ายินดีที่สุดก็คือการที่ภูธเรศยอมกลับไปทำงานที่โรงแรมเช่นกัน ทว่าจิตใจและสติสัมปชัญญะของตะวันวาดนั้นแทบจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวจนภูจินดาสังเกตได้..
“ตะวันพรุ่งนี้หยุดพักผ่อน แล้วค่อยกลับมาทำงานอาทิตย์หน้าดีมั้ย? ” หญิงสาวที่เปรียบเสมือนพี่สาวของเธอเอ่ยขึ้นเย็นเมื่อวานนี้หลังจากที่ตะวันวาดส่งเอกสารให้อีกฝ่ายผิดเป็นรอบที่สาม
เธอขอโทษแล้วขอโทษอีก ภูจินดารู้สึกไม่ค่อยดีนักแต่ก็พยายามทำความเข้าใจ ตะวันวาดสัญญากับอีกฝ่ายว่าภายในอาทิตย์หน้าเธอจะกลับมาพร้อมสติที่พร้อมทำงานอย่างแน่นอน..
“เฮ้ออออ” หญิงสาวถอนหายใจยาวขณะที่กะพริบตามองเพดานและพัดลมที่หมุนไปเรื่อย
เวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านไปทำให้ตะวันวาดรู้สึกดีขึ้น แม้ว่าเธอจะยังคงคิดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเองกับอันธกานต์อยู่บ่อยครั้งระหว่างวัน.. ทุกคืนเธอใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะสามารถนอนหลับได้ หญิงสาวยังรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ตะวันวาดอยากปรึกษาสายธารหรือไม่ก็ภูจินดา แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น เธอรู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องเอ่ยถึงหรือแม้แต่นึกถึงเหตุการณ์นั้น นอกจากนี้เธอยังพบว่าตัวเองสะดุ้งทุกครั้งที่พบเห็นผู้ชายบางคนที่มีลักษณะท่าทางคล้ายกับอันธกานต์
ไหนจะเรื่องคอนโดอีก..
ตะวันวาดโทรศัพท์คุยกับสินธพสองสามครั้งเพื่อขอให้เขาช่วยพูดคุยกับอันธกานต์.. สินธพดูเข้าใจและอยากจะช่วยเธอ ทว่าการตัดสินใจเรื่องทรัพย์สินนั้นเป็นของอันธกานต์โดยสิ้นเชิง
“เฮ้อออ...” ตะวันวาดถอนหายใจยาวอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนของตัวเอง
มือบางยกขึ้นขย้ำเส้นผมหนาฟูบนศีรษะ.. เหตุการณ์ที่น่าลำบากใจที่สุดคือ พ่อแม่ของเธอต้องย้ายออกภายในอีกไม่กี่อาทิตย์
“คุณต้องการอะไร”
“เธอ”
ประโยคสนทนาระหว่างเขาและเธอแวบเข้ามาในสมอง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มวาววับยังค้างอยู่ในความทรงจำ ตะวันวาดส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ.. รู้สึกทั้งหงุดหงิดและโมโหตัวเอง
“ตะวัน.. ยัยโง่เอ๊ย..” เธอพึมพำ
เธอมองทุกคนในแง่ดีมาตลอด.. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เธอรู้ว่าเธอคิดผิด..
“ฉันไม่ยอมขายตัวแลกบ้านหรอกนะ.. ปัญญาอ่อนชิบเป๋ง” เสียงเล็กยังคงบ่นกับตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนอีกนอนอีกครั้ง
หรือจะยอมดี.. ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในสมองก่อนตะวันวาดจะยกมือดึงแก้มตัวเองจนต้องร้องออกมา
“โอ๊ยย”
“เป็นบ้าเหรอตะวันวาด? ”
เพี๊ยะ! เธอยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอีกครั้ง
“ศักดิ์ศรี สติ สมอง อย่าคิดอะไรบ้า ๆ ” เธอบอกตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยเสียงประหลาดที่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่ทำได้ ร่างบางดิ้นขลุกขลิกไปมาบนที่นอนจนผ้าปูเตียงยุ่งเหยิง หญิงสาวถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกเป็นรอบที่นับไม่ถ้วน
ครื่ดดด ครื่ดดด
โทรศัพท์มือถือของเธอสั่นขึ้นข้างเตียง
- สินธพ -
“ฮัลโหลค่ะลุง” ตะวันวาดรับสายด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ก็ยังคงความเป็นกันเอง
“เอ่อ.. ตะวัน” เสียงสินธพเรียกชื่อเธอ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของวาเลนไทน์
“พี่ซันนี่” เสียงเล็กใส่ที่ตะโกนใส่หูโทรศัพท์ทำให้ตะวันวาดยกโทรศัพท์ออกจากห่างหูเล็กน้อย นัยน์ตากลมมองรายชื่อที่โทรเข้ามาก่อนจะแนบโทรศัพท์เข้ากับหูอีกครั้ง
“วาเลนไทน์” เธอเอ่ยเรียกสาวน้อย
“เลิฟคิดถึง” คนตัวเล็กพูดเสียงดัง เสียงรบกวนสัญญาณดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“หนูตะวัน.. พอดีว่าวันนี้วาเลนไทน์แกจะกลับไปอยู่ที่คอนโดแล้ว แต่แกวิ่งพล่านดื้อไม่ยอมขึ้นรถกลับบ้าน บอกอยากเจอหนูตะวันท่าเดียวเลย” สินธพรีบเอ่ยบอกถึงสาเหตุที่เขาโทรมาหาเธออย่างรวดเร็ว
“เหรอคะลุง? ” ประโยคคำถามนั้นเหมือนเป็นประโยคตอบรับอีกฝ่ายเสียมากกว่า
“ลุงจะรบกวนให้หนูแวะมาที่บ้าน แล้วนั่งรถไปส่งวาเลนไทน์ด้วยกันได้หรือเปล่า? ”
ตะวันวาดแทบจะตอบตกลงในทันที ก่อนจะรั้งปากตัวเองเอาไว้ทัน
“เอ่อ.. ลุง.. ลุงเป็นคนพาไปส่งเหรอคะ? ” เธอถามอย่างอ้อม ๆ เพราะต้องการรู้ว่าอันธกานต์อยู่ที่นั่นด้วยหรือเปล่า
สินธพเงียบไปแวบหนึ่งก่อนจะตอบเธอรัวเร็ว
“ลุงเป็นคนขับไปเอง”
“อ๋อ.. ได้สิคะ รอหนูแป๊บหนึ่งนะคะ”
อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา ตะวันวาดก็ปรากฏตัวอยู่หน้าบ้านของสินธพ..
นัยน์ตากลมเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มที่เธอไม่คาดหวังว่าจะได้พบอยู่ในตัวบ้านเช่นกัน หญิงสาวยืนแข็งทื่อ พยายามปิดปังความตื่นตระหนกภายใน
อันธกานต์มองตะวันวาดนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปหาสินธพ ชายสูงวัยเดินไปเคาะห้องนอนของคนตัวเล็กที่ล็อกตัวเองเอาไว้ภายในห้องและไม่ยอมให้ใครเข้าไป
“วาเลนไทน์ พี่ตะวันมาแล้ว” สินธพเคาะห้อง พร้อมตะโกนเรียกเหลนสาวจอมป่วน
“พี่ซันนี่” วาเลนไทน์ร้องตะโกนเรียกชื่อตะวันวาดโดยที่ไม่ยอมออกมาจากห้อง เสียงเรียกของคนตัวเล็กเรียกสติของหญิงสาว เธอรีบจ้ำอ้าวเดินผ่านอันธกานต์ไปหาสินธพอย่างรวดเร็ว
“หนูเข้าใจว่าลุงอยู่คนเดียวซะอีกค่ะ” เธอกระซิบบอกสินธพ
“ทำไมล่ะ”
“ก็ลุงบอกว่าลุงเป็นคนขับรถไปเอง”
“ใช่ครับ.. ลุงเป็นคนขับ” สินธพตอบเธอหน้าตาย ไม่เข้าใจว่าสองเรื่องที่หญิงสาวกล่าวถึงนั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเช่นไร
ตะวันวาดยกมือเคาะศีรษะทำโทษความเลินเล่อตัวเอง
ทำไมฉันถึงเข้าใจว่าพี่ธันจะไม่อยู่ที่นี่ได้นะ…
“พี่ซันนี่” วาเลนไทน์ร้องตะโกนเรียกชื่อตะวันวาดอีกครั้ง เธอยังคงไม่ยอมออกมาจากห้องนั้น
“วาเลนไทน์” ตะวันวาดเรียกชื่อเด็กน้อยตอบกลับ แนบร่างกายชิดประตูเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินชื่อเธอ
คนตัวเล็กกระโดดไปมาดีใจ ก่อนจะค่อย ๆ เปิดประตูและโผล่ออกมาจากห้องนั้น
“เลือกห้องที่ลุงไม่มีกุญแจสำรองด้วย ไม่รู้ว่าแกตั้งใจหรือโชคดี” สินธพบ่นพึมพำ เขาอยู่ที่บ้านหลังนี้มานานเสียจนไม่คิดว่าต้องใช้กุญแจสำรองใด ๆ เพราะโดยปกติก็ไม่ได้ล็อกประตูบ้านภายในอยู่แล้ว
ตะวันวาดยิ้มบางให้อีกฝ่าย ขณะที่วาเลนไทน์เดินมาประชิดตัวเธอก่อนใช้สองมือเล็กรวบกอด
“พี่ซันนี่ ไปเที่ยว ๆ บ้านเลิฟ” คนตัวเล็กเอ่ย เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มแป้น ตะวันวาดยิ้มตอบเธออย่างเสียไม่ได้ ทว่าร่องรอยความกังวลนั้นปรากฏอยู่บนใบหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้
รอยยิ้มนั้นจางหายไปทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้นมาพบกับพ่อของสาวน้อยที่ยังเกาะเธออยู่
อันธกานต์มองหน้าตะวันวาดสลับกับลูกสาวตัวเล็กของเขา แม้ใบหน้าเรียบเฉยจะไม่สามารถตีความได้แต่ภายในใจนั้นกลับครุ่นคิดอย่างหนัก.. วาเลนไทน์เรียกแทนตัวเองว่า “เลิฟ” ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่เจ้าตัวจะใช้กับคนที่เธอรู้สึกสนิทเท่านั้น
“พี่ซันนี่มาแล้ว.. งั้นเราไปกันเลยไหม? ” สินธพเอ่ยถามคนตัวเล็กด้วยน้ำเสียงที่ทุกคนรู้ว่ากำลังล้อเลียนสาวน้อยอยู่ มีเพียงคนเดียวที่ไม่รู้ตัวนั่นก็คือเจ้าตัวเล็กนั้นเอง
“ไปเลยค่า~” เสียงเล็กแจ้วตอบรับอย่างร่าเริง แตกต่างกับท่าทางวุ่นวายอาละวาดเมื่อชั่วโมงก่อนโดยสิ้นเชิง
วาเลนไทน์จูงมือตะวันวาดพุ่งตัวออกเดินอย่างไม่สนใจใคร อัญญาที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่าง ๆ เดินเข้าไปประชิดข้างกายอันธกานต์ก่อนจะกระซิบเบา ๆ
“หนูตะวันมาช่วยเราโดยไม่อิดไม่ออดเลยสักนิด.. หลานจะไม่มีเหตุผล ไม่ยอมเปลี่ยนใจจริง ๆ เหรอ? เรื่องคอนโด”
อันธกานต์เหลือบสายตามองหญิงสูงวัยกว่าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าอัญญาจะรู้เรื่องคอนโด แต่เดาได้ว่าสินธพคงเล่าให้อีกฝ่ายฟัง ชายหนุ่มนิ่งไม่ตอบอะไร แต่สัญชาตญาณของอัญญาบอกได้ว่าคำพูดของหล่อนนั้นได้เข้าสู่การพิจารณาของหลานชายอย่างเรียบร้อยแล้ว
คนเป็นป้านึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา..
เมื่ออันธกานต์เดินทางมาถึงที่บ้านของหล่อนและตั้งใจจะขับรถพาวาเลนไทน์กลับไปที่คอนโด คนตัวเล็กนั่งนิ่ง ก่อนจะเริ่มบ่นถึงตะวันวาด ขณะที่หล่อนและสินธพยกข้าวของจัดวางเข้าไปในรถ สาวน้อยก็วิ่งหลุน ๆ เข้าไปขังตัวเองในห้อง ยื่นข้อแม้ว่าจะไม่ยอมกลับถ้าหากพี่ซันนี่ของเธอไม่ไปด้วยกัน
ตอนแรกหล่อนคิดว่าหลานชายจะดุลูกสาว แต่ที่ไหนได้อันธกานต์กลับขอให้สินธพโทรหาตะวันวาดด้วยสีหน้าเรียบเฉย อัญญาเฝ้ามองปฏิกิริยาของหลานชายอย่างประหลาดใจ..
“คิดไม่ถึงว่าหลานจะตามใจลูกขนาดนี้” หล่อนเปรยถามชายหนุ่ม
อันธกานต์เงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ผมกลัวว่าเลิฟจะยังกลัวการนั่งรถอยู่.. ถ้าอาละวาดไปมากกว่านี้อาจจะไม่ยอมกลับ” อัญญาพยักหน้ารับฟัง ทว่าก็ยังรู้สึกแปลกใจไม่มากก็น้อย..
อัญญามองหลานชายที่ตอนนี้เดินตามหลังลูกสาวตัวเล็กไปติด ๆ วาเลนไทน์กระโดดไปมาร่าเริงกุมมือตะวันวาดเอาไว้ คนตัวเล็กหันหลังกลับมามองแด๊ดดี๊ของเธอ ก่อนจะรีบคว้ามือเขามาจับเช่นกัน
“กลับบ้านด้วยกันค่า~” เสียงเล็กยังคงกังวานเจื้อยแจ้ว อัญญากึ่งยิ้มกึ่งขำไปกับความร่าเริงนั้น ก่อนจะเดินตามทั้งคู่ไป