ครั้นได้ยินวาจาของบิดาหยวนเหล่าต้ารีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วยืดตัวตรงแน่วให้ดูดีที่สุดเผื่อเข้าตาคหบดีจาง
คนงานคนอื่นเห็นเช่นนี้ก็มีท่าทีร้อนใจ ต่างพูดจาเย้ยหยันสองพ่อลูกสกุลหยวน“พวกเจ้าเห็นตำแหน่งผู้ช่วยเป็นดั่งผักในตลาดหรืออย่างไร ถึงจะยกให้ใครก็ได้!”
“การกระทำและความประพฤติของบุตรมักเหมือนบิดามารดาหยวนฟู่กุ้ยมีนิสัยเช่นนี้ แล้วบิดากับพี่ชายจะนิสัยดีไปกว่าเขาได้อย่างไร!”
“ใช่ อีกอย่างนายท่านของพวกเราไม่ใช่คนที่เห็นใครก็จะใช้ไปหมด จวนสกุลจางไม่เคยขาดแคลนคน!”
คหบดีจางพยักหน้า “จริง ถึงข้าไม่จ้างฟู่กุ้ย ข้าก็ไม่จ้างเขา!”
ผู้เฒ่าหยวนมีสีหน้าผิดหวังในทันใด
ด้านหยวนเหล่าต้าถึงกับอึ้งตะลึง เมื่อเอาตัวเองเข้าไปทำงานแทนไม่ได้หยวนเหล่าต้าจึงหันไปพูดกล่อมหยวนเหล่าเอ้อร์ “เจ้ารอง เจ้ารีบพูดกับนายท่านจางเร็วเข้าว่าได้ปรับปรุงตัวแล้ว และจะไม่ประพฤติตัวแบบเดิมอีก!” พูดพลางต่อว่าตัวเองในใจ ‘ตั้งใจมาตามคนเฉยๆ ก็ดีอยู่แล้วเหตุใดต้องพูดบอกว่าเจ้ารองขโมยไก่ขโมยสุนัขด้วยนะ ตนนี่ช่างเลอะเลือนเสียจริง’
หยวนฟู่กุ้ยแคะหูอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะดีดใส่หยวนเหล่าต้าพร้อมกับค่อยๆก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายรู้สึกหวาดกลัวจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว“ข้าปรับปรุงตัวอะไร มีอะไรให้ต้องปรับปรุง ยามอยู่ที่บ้าน พวกเจ้าก็แอบกินเนื้อลับหลังอยู่เสมอข้าผิดหรือ พวกเจ้ากินข้าวโดยไม่เก็บเอาไว้ให้ข้ากับครอบครัวแม้แต่น้อย ครั้นพวกเราออกไปทำงานกลับมาก็เจอเพียงห้องครัวที่เย็นเยียบแม้แต่น้ำร้อนหรือก็ไม่มีต้มไว้ให้ ครอบครัวของพวกข้าต้องฝืนหลับทั้งที่ยังหิว เรื่องนี้ข้าก็ผิดหรือแล้วตอนที่กู้อวี้ขาหัก พวกเจ้าต้องการให้เจินเจินสลับการแต่งงานกับเจ้าใหญ่พวกเราก็ยอม เรื่องนี้ข้าก็ผิดด้วยเหมือนกันหรือ อ๋อใช่ยามนี้ขาของกู้อวี้หายดีแล้ว ทั้งยังสอบได้หลิ่นเซิงอีกต่างหากตอนนี้พวกท่านก็เลยมารู้สึกเสียใจภายหลัง มาแสดงละครบิดาผู้สำนึกผิดเช่นวันนี้ใช่หรือไม่”
“เจ้ารองเจ้าพูดอะไรของเจ้า เหตุใดข้าต้องไล่เจ้าออกจากบ้านก็ย่อมรู้ดีแก่ใจไม่ใช่เพราะเจ้าทำตัวไม่เอาไหนหรือ” ผู้เฒ่าหยวนเห็นสายตาทุกคนมองมาที่ตัวเองก็เริ่มเถียง
“สมัยนี้ผู้ใดบ้างไม่ลำบากผู้ใดบ้างได้กินอิ่ม เมื่อเจ้ากับครอบครัวกลับมาแล้วไม่มีข้าวให้กินนั่นก็แปลว่าพวกเราก็ไม่ได้กินเช่นกัน!” ผู้เฒ่าหยวนเถียงกลับด้วยความโมโห
‘เจ้าลูกคนนี้นี่เอาตัวรอดได้เสมอเลย!’
จบประโยคนี้ของผู้เฒ่าหยวน ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย ใช่ยุคนี้นอกจากคนที่มีฐานะร่ำรวยแล้วมีผู้ใดบ้างได้กินอิ่ม
หยวนฟู่กุ้ยชี้ไปที่เสื้อผ้าบนตัวผู้เฒ่าหยวนกับหยวนเหล่าต้า”ทุกคนลองดูเสื้อผ้าที่ท่านอากับพี่ชายผู้นี้สวมอยู่ เป็นผ้าชั้นดี ทั้งยังใหม่เอี่ยมไม่มีรอยขาดเลยแม้แต่แห่งเดียว ช่างน่าหัวเราะนักถ้าไม่มีข้าวกินเหตุใดถึงมีเสื้อผ้าใหม่ๆ สวม”
ทุกคน “…”
จริงด้วย!
“นั่นเพราะพวกเราจะมาหาเจ้าเลยสวมเสื้อผ้าใหม่ที่จะใส่เฉพาะตอนเยี่ยมญาติมาต่างหาก”หยวนเหล่าต้าอ้างเหตุผลออกไป
หยวนฟู่กุ้ยฟังแล้วชี้ไปที่หยวนเหล่าซื่อ“ทุกคนดูเสื้อผ้าที่บุตรขาพิการของสกุลหยวนผู้นี้สวมใส่ ดูรูปร่างของเขาเหมือนคนที่กินข้าวอิ่มหรือไม่ในเมื่อพวกเจ้าบอกว่าสวมเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมที่จะใส่เฉพาะตอนเยี่ยมญาติมาที่นี่ แล้วเหตุใดเจ้าสี่ถึงไม่สวมมาด้วยเล่าแล้วทุกคนดูมือของอดีตพี่ใหญ่ข้า ช่างขาวสะอาดสะอ้านดูอย่างไรก็ไม่เหมือนมือของคนทำงาน แล้วดูมือของน้องชายที่ขาพิการ หยาบกระด้างยิ่งกว่าอะไรข้าขอถามเจ้าอย่างหนึ่ง นี่เจ้าเป็นบุตรชายหรือเป็นคนรับใช้ของเขากันแน่”
พอถูกถามเช่นนี้ ใบหน้าหยวนเหล่าซื่อขึ้นสีแดงจางๆ อย่างอับอาย พร้อมกับหันไปมองหน้าบิดากับพี่ชายคนโตในแววตาเต็มไปด้วยความสงสัยระคนไม่พอใจ
“เจ้ารอง หยุดได้แล้ว ถึงกับพูดจายุยงให้พี่น้องแตกคอกันเชียวหรือเจ้านี่มัน…”
“ท่านสิหยุดได้แล้วท่านเป็นคนบอกเองว่าข้าขโมยไก่ขโมยสุนัข มีหลักฐานเอาผิดหรือไม่ข้าไปขโมยของบ้านใด หากแน่จริงก็เอาเจ้าทุกข์มายืนยันกล่าวโทษ เช่นนั้นแล้วข้าจะยอมรับผิดเพราะไม่อย่างนั้นจะถือว่าข้าถูกใส่ร้าย พวกท่านบอกว่าข้าไม่เอาไหนเอาแต่กินดื่มของสกุลหยวนอย่างเดียว ข้าเคยทำเช่นนั้นที่ใดกันแล้วก็ไม่ต้องมาพูดว่าข้าไม่ทำงานทำการ ข้ายอมรับว่าไม่ค่อยได้ทำงานอะไรจริงอย่างที่ว่าแต่นั่นก็เป็นเพราะภรรยาของข้าเป็นคนทำทั้งหมดแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกท่านก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดจาเยี่ยงนี้!“
ผู้เฒ่าหยวนได้ยินคำของหยวนฟู่กุ้ยก็ยิ่งโมโห ไม่คิดจะเล่นละครอีกต่อไป เขาชี้หน้าด่าทออีกฝ่ายในทันที“แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็เป็นบิดาเจ้า ขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่า ถึงเจ้าไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับหาไม่แล้วข้าจะไปฟ้องร้องต่อที่ว่าการอำเภอว่าเจ้าไม่กตัญญูต่อบิดามารดา!”
หยวนฟู่กุ้ยฟังแล้วก็ยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ท่านไปฟ้องเลยสิ ข้าจะรออยู่ที่นี่ไม่ไปไหนแน่นอน แต่ข้าลืมบอกท่านไปอย่างหนึ่งยามนี้ข้าไม่ใช่คนของสกุลหยวนอีกต่อไป แต่เป็นคนของสกุลจ้าว เป็นเพราะพวกท่านไล่ข้าไม่ต้องการข้า แต่พ่อตากับแม่ยายยังคงต้องการอยู่เสมอข้าก็เลยไปทำเรื่องย้ายเข้าสกุลจ้าวเรียบร้อยแล้ว ยามนี้พ่อตาก็คือบิดา ส่วนแม่ยายก็คือมารดาพี่น้องของภรรยาก็นับเป็นพี่น้องของข้า ความจริงแล้วหากท่านมาเร็วกว่านี้อาจยังสามารถไปฟ้องข้าต่อทางการได้แต่ตอนนี้มันสายไปแล้ว!”
คนสกุลหยวน “…”
ทุกคน “…”
ให้ตายเถิด คนผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก!
กู้อวี้ที่ฟังอยู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย การกระทำนี้ของท่านอารองหยวนนับว่าเด็ดขาดอย่างยิ่ง!
“เจ้า เจ้าลูกไม่รักดี เจ้าลูกอกตัญญูนี่เจ้ากล้าย้ายเข้าไปอยู่ในสกุลอื่นอย่างนั้นหรือ” ผู้เฒ่าหยวนกล่าวอย่างเดือดดาลเลือดลมขึ้นจนแทบจะเป็นลม
หยวนเหล่าต้าไม่กล้าเชื่อหูตัวเองเช่นกัน ชี้หน้าน้องชายพร้อมกับถาม“นี่เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร!”
หยวนฟู่กุ้ยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างเชื่องช้า“เห็นหรือไม่ นี่คือหนังสือย้ายเข้าสกุลจ้าวซึ่งมีตราประทับของที่ว่าการอย่างถูกต้องแต่หากไม่เชื่อจะไปถามที่ว่าการดูก็ได้”
หยวนเหล่าต้าคิดจะยื่นมือมาถือดูใกล้ๆ หากหยวนฟู่กุ้ยกลับเอาหนังสือนั้นหลบไว้เสียก่อน
“บุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เปรียบเสมือนน้ำที่สาดออกไปบุตรชายที่แต่งออกไปแล้วก็เช่นกัน นับจากนี้ข้ากับสกุลหยวนไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกันอีก ได้ยินชัดแล้วใช่หรือไม่ท่านอา!” พูดจบก็ยิ้มอย่างถือดี
ยามนี้เขาคือลูกเขยที่แต่งเข้าสกุลจ้าว กฎหมายระบุไว้ว่านับตั้งแต่ลูกเขยแต่งเข้าสกุลก็ถือว่าเป็นคนของสกุลฝ่ายหญิงหากไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาฝ่ายหญิงก็ไม่มีสิทธิ์เอาทรัพย์สินส่วนตัวไปให้บิดามารดาของตนเอง
นอกจากนั้นกฎหมายยังระบุไว้อีกว่า นับตั้งแต่เป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงก็ไม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูบิดามารดาแท้ๆของตนเอง เพราะถือว่าเป็นคนของฝ่ายหญิงแล้ว จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับบ้านเดิมอีกต่อไป
ในขณะเดียวกันการที่ลูกเขยแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงนั้นทำให้ถูกมองไปในทางที่ไม่ดีนัก มักจะโดนผู้อื่นดูหมิ่นดูแคลน แต่ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกมีบุรุษคนใดอยากแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงนอกเสียจากว่าบุรุษผู้นั้นจะเป็นคนไม่ได้เรื่องหรือไม่ก็ทางบ้านมีฐานะยากจนเอามากๆ ถึงต้องทำเช่นนี้
หยวนฟู่กุ้ยช่างตัดสินใจทำไปได้ลงคอ
จะว่าไปนับตั้งแต่หยวนฟู่กุ้ยถูกขับออกจากบ้านและให้ออกจากสกุลหยวนครอบครัวพ่อตาก็ดีต่อเขาไม่น้อย การที่เขาตัดสินใจเลือกย้ายเข้าสกุลจ้าวก็ถือว่าเข้าใจได้
“ท่านอาแล้วก็พี่ชายน้องชายทั้งสองคน เชิญพวกท่านกลับไปเถอะ”หยวนฟู่กุ้ยยิ้มพร้อมกับไล่คน
ผู้เฒ่าหยวนโมโหจนพูดอะไรไม่ออก หยวนเหล่าต้าจึงต้องพยุงบิดาเดินออกจากตรงนี้ไปท่ามกลางสายตาดูถูกดูแคลนของทุกคนทั้งสามคนเดินจากไปไกลจนเห็นเป็นแค่เงาเล็กๆ สามสาย
ทันใดนั้นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดก็ดังขึ้นมาจากทิศทางที่คนทั้งสามเพิ่งเดินไปกู้อวี้มองเจินเจินที่แอบวิ่งกลับมาก่อนจะเอามือมาจับมือเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประหนึ่งว่าตัวเองยืนอยู่ตรงนี้ตลอดชายหนุ่มจึงได้แต่ยกยิ้มมุมปากและส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ