14 2-2
บทที่ 28 สถานการณ์ตอนนี้ของสองสามีภรรยาสกุลจาง (2)
“เอ่อ...เหมือนว่า....มีใครสักคนเคยพูดถึงเื่นี้ขึ้นมา หนูก็เลยจำได้ เอ...แต่ใครนะที่พูด...หนูลืมไปแล้วค่ะแม่!”
คำตอบที่เปล่งออกจากปากของหลินเสี่ยวอวี่ฟังดูตะกุกตะกัก ไร้ซึ่งความเป็ธรรมชาติอย่างที่สุด
[ซวยแล้ว! เกือบหลุดปากแล้วไงเรา!]
[โชคดีที่ฉันทั้งฉลาดทั้งไหวพริบดี ถึงโกหกแม่ได้แเีแบบนี้!]
[แต่จะว่าไปก็เหมือนฝันเลยแฮะ พอนึกถึงเื่คุณตาคุณยายขึ้นมา แม่ก็ดันพูดเื่นี้ขึ้นมาพอดี!]
หลินเสี่ยวอวี่ยิ้มกว้างจนตาหยีคล้ายพระจันทร์เสี้ยว สีหน้าท่าทางของเธอดูมีความสุขจนล้นออกมา ทางด้านพี่สาวทั้งสองอย่างหลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ ทันทีที่เห็นท่าทางเก้ๆกังๆชวนขบขันของน้องเล็ก ก็แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ทัน
“แม่คะ เดี๋ยวหนูกับน้องรองจะช่วยกันเย็บรองเท้าผ้าฝ้ายหนาๆสักสองคู่ จะได้ส่งไปเป็ของขวัญให้คุณตาคุณยายพร้อมกันทีเดียวเลย”
พูดจบ หลินเสี่ยวจือก็เอาหน้าซุกไซ้ออดอ้อนผู้เป็แม่เบาๆ ขณะที่หลินเสี่ยวเย่เห็นเช่นนั้นก็รีบทำตาม
“ดีมากจ้ะลูก! อย่างนั้นก็ทำเลย ทำเลยจ้ะ พวกเราจะส่งทุกอย่างเท่าที่ทำได้ไปให้คุณตาคุณยายทั้งหมดเลยนะจ๊ะ!”
จางอวิ๋นม่านยิ้มตอบทั้งน้ำตา
“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เรามาเขียนรายการของขวัญที่จะส่งไปให้คุณตาคุณยายกันเถอะ มีอะไรกันบ้างจ๊ะ?”
……..
ณ หมู่บ้านหลี่เจี่ย เขตเป่ยต้าหวง
หญิงชราร่างกายผ่ายผอมเหลือแต่กระดูก สวมชุดผ้าฝ้ายสีเขียวซีดมีแต่รอยปะชุนอยู่เต็มไปหมด เธอกำลังเดินออกมาจากโรงม้า แหงนหน้ามองท้องฟ้าอันไกลโพ้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่า
ต่อให้จางอวิ๋นม่านยืนอยู่ตรงนี้ เชื่อว่าแม้แต่เธอซึ่งเป็ลูกก็คงจำไม่ได้ว่า หญิงชราซูบผอมผมหงอกขาวหลังโก่งคนนี้ก็คือแม่เฒ่าเจิ้งซิ่ว แม่แท้ๆของเธอ
เมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งเดินตรงเข้ามาใกล้ แม่เฒ่าจางก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความโล่งอก
“ตาเฒ่า กลับมาแล้วเหรอ? มาเร็วๆเข้า กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
“ฉันอุตส่าห์พูดจนปากเปียกปากแฉะว่าอย่าไปๆ ไม่รู้จักดูตัวเองบ้างเลย อายุก็ปาเข้าไปปูนนี้แล้ว ยังจะทำตัวกระฉับกระเฉงเหมือนตอนเป็หนุ่มๆไปได้”
“แล้วดูสภาพเสื้อผ้า สกปรกหมดแล้ว มาๆ เดี๋ยวฉันจะเอาไปซักให้ก็แล้วกัน”
ผู้เฒ่าจางหรือจางจิ้งฝู่ วางไม้คานที่แบกอยู่ลงพื้น พลางมองหน้าภรรยาที่กำลังบ่นไม่หยุด ประดับพร้อมรอยยิ้มที่เปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า
“ไม่เป็ไรหรอกยายเฒ่า เดี๋ยวฉันซักของฉันเองได้”
“ก็เพราะเด็กๆพวกนี้น่ะสิ ชวนฉันไปจับไก่ป่าบนเขา”
เห็นว่าปากยังเถียงตอบโต้เธอได้เช่นนี้ แม่เฒ่าจางจึงค่อยเผยสีหน้าโล่งใจขึ้นบ้าง ถึงแม้จะถูกส่งตัวให้มาใช้แรงงานที่เป่ยต้าหวง แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่สองสามีภรรยาถูกส่งตัวมาในบริเวณนี้ ที่สภาพแวดล้อมยังมิได้เลวร้ายจนเกินไปนัก เื่การใช้ชีวิตแม้จะลำบากลำบนอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านหลี่เจี่ยก็ไม่ได้เข้มงวดหรือโหดร้ายกับทั้งสองนัก
ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ เพราะเด็กๆในหมู่บ้านทุรกันดารเช่นนี้แทบไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนหนังสือ ผู้เฒ่าจางที่มีความรู้ด้านการอ่านเขียน จึงมักจะใช้เวลาว่างไปกับการสอนหนังสือให้เด็กๆ บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายก็มักจะทำเป็หลับหูหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยผ่านเื่นี้ไปโดยไม่คิดที่จะทำอะไรเช่นกัน
และด้วยความช่วยเหลือในจุดนี้ของเขาเอง จึงมีหลายครั้งหลายคราที่บรรดาพ่อแม่ของเด็กๆเ่าั้ มักจะแอบนำอาหารมามอบให้ในยามค่ำคืนเพื่อแทนคำขอบคุณ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสองสามีแซ่จางถูกส่งตัวมาใช้แรงงานในฐานะฏ พวกเขาจึงจำต้องทำงานในส่วนที่หนักที่สุด มิหนำซ้ำยังได้รับคะแนนแรงงานน้อยที่สุดอีกด้วย อาหารที่ได้รับมาจึงแทบจะไม่พอกิน
โชคยังดีที่ชาวบ้านช่วยกันทำอาหารมาแบ่งให้ แม้จะไม่มากเท่าไหร่นัก แต่เมื่อรวมกับปริมาณอาหารที่ได้จากการทำงาน สองสามีภรรยาจึงยังพอสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้
แม่เฒ่าจางส่งมันเทศให้สามีหนึ่งหัว พร้อมกับวางชามข้าวต้มที่เหลวเป็น้ำไว้ตรงหน้า เธอถอนหายใจเบาๆและพูดขึ้นว่า
“ไม่รู้ตอนนี้เสี่ยวม่านจะเป็ยังไงบ้าง พวกหลานๆสบายดีกันรึเปล่านะ”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่เฒ่าจางมักจะชอบพูดถึงเื่นี้เป็ระยะๆ แต่เมื่อใดที่ถามถึงหรือเอ่ยถึงคนทางนั้น กลับเป็คนทางนี้เสียเองที่รู้สึกเศร้าสร้อยจนต้องน้ำตาคลอด้วยความอาลัยคิดถึง
“อย่าคิดมากไปเลย มีหลินเจียงอยู่ด้วยทั้งคน เ้านั่นคงไม่ใจร้ายกับลูกกับเมียตัวเองหรอก”
“สภาพเราเองก็เป็แบบนี้ อย่าไปสร้างภาระอะไรให้ลูกต้องคิดมากดีกว่า สักวันหนึ่ง ท้องฟ้าก็จะสว่างไสวเองนั่นล่ะ อดทนหน่อยนะยายเฒ่าเอ๊ย”
ผู้เฒ่าจางพูดปลอบใจผู้เป็ภรรยา พร้อมลูบไล้มืออีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนเป็การปลอบประโลม
“นี่ตาเฒ่า ได้ยินมาว่าทางเบื้องบนเริ่มผ่อนปรนนโยบายลงบ้างแล้วนี่ คิดว่าพวกเราเองก็คง…”
พูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของแม่เฒ่าจางก็เริ่มเบาลงสื่อถึงความไม่มั่นใจ
ผู้เฒ่าจางได้แต่ส่ายหัวไปมา
“ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ พวกเราอาจจะต้องอยู่แบบนี้ไปอีกหลายปีเลยล่ะ”
ดวงตาแก่ชราคู่นั้นของแม่เฒ่าจางฉายแววผิดหวังออกมาเกินกว่าจะปกปิดไว้ได้
ผู้เฒ่าจางเองก็ใช่ว่าจะไม่เป็ห่วงลูกสาว กลับกัน เขาเป็ห่วงเด็กผู้หญิงคนนี้เสียยิ่งกว่าใครๆ ภายในใจของเขายังคงมีเื่ค้างคาที่ไม่กล้าบอกใครมาแสนนานแล้ว เป็เื่เกี่ยวกับหลินเจียงสามีของลูกสาวตัวเอง นับั้แ่วันแรกที่ได้พบเจอกันมาจนถึงวันนี้ ตัวเขายังคงรู้สึกเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยนว่า ผู้ชายแบบนั้นไม่มีคุณสมบัติจะเป็สามีใครได้เลยจริงๆ
ในอดีต ด้วยฐานะปัญญาชนชั้นสูง ผู้เฒ่าจางคนนี้ยังคงเปี่ยมไปด้วยอำนาจและอิทธิพล มากพอ ที่จะสามารถกดความทะเยอทะยานซึ่งแฝงลึกอยู่ในใจของหลินเจียงเอาไว้ได้ ทว่าปัจจุบัน ตัวเขากลับเป็เพียงกบฎที่ถูกส่งตัวมาใช้แรงงานในถิ่นทุรกันดารห่างไกล เขากลัวเหลือเกินว่า หลินเจียงจะกลายมาเป็ม้าป่าพยศที่ได้รับอิสระอีกครั้ง และอิสระที่ว่าอาจมากเกินจนทำให้ลูกสาวของเขาได้รับอันตรายได้