ซีรีส์มหากาพย์แฟนตาซีจีน
ตำนานผู้ถือกรรม์
บุปผาคืนชะตา
เล่ม 2 : เหมันต์เหนือชายแดน ิญญาไร้สุสาน
ตอนที่ 1 : หิมะแรกแห่งการจากลา
เช้าวันฝังศพของหลินหว่านชิง ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงขาวโพลนราวกับมีผู้ใดนำผืนผ้าไหมสีซีดมาคลุมไว้ทั้งผืน
ไม่มีแสงอาทิตย์
ไม่มีเสียงนก
แม้แต่ลมยังพัดแ่เบา ราวกับเกรงว่าหากส่งเสียงดังเกินไป จะรบกวนผู้ที่กำลังหลับใหลอยู่ภายในโลงไม้เนื้อเข้ม
เสิ่นเยว่หลันยืนอยู่หน้าหลุมศพโดยไม่ขยับเขยื้อน
นางสวมอาภรณ์ไว้ทุกข์สีขาว ปลายแขนเสื้อยาวไหวตามแรงลม ดวงหน้าที่เคยอ่อนโยนบัดนี้นิ่งสงบจนยากคาดเดาว่าภายในหัวใจมีสิ่งใดซ่อนอยู่
เบื้องหน้านางคือป้ายิญญาที่เพิ่งสลักเสร็จใหม่
ตัวอักษรสีดำบนแผ่นไม้เรียบง่ายเ่าั้ กลับหนักอึ้งยิ่งกว่าศิลาทั้งูเา
หลินหว่านชิง
นามของมารดาผู้ให้กำเนิดนาง
นามของสตรีที่ใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งเพื่อปกป้องบุตรสาว และใช้อีกครึ่งหนึ่งซ่อนความลับบางอย่างไว้จนวันตาย
กลิ่นธูปควันขาวลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า
เยว่หลันมองมันอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ คุกเข่าลงบนพื้นดินเย็นจัด
หัวเข่ากระทบพื้นแข็ง แต่ใบหน้าของนางไม่เปลี่ยนสี
นางก้มศีรษะลงหนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
แต่ละการคำนับช้าและมั่นคง ราวกับ้าจดจำทุกลมหายใจของ่เวลานี้ไว้ให้ลึกที่สุด
“ท่านแม่”
เสียงของนางเบามาก
เบาจนแทบถูกลมกลืนหาย
“ลูกมาส่งท่านแล้ว”
ไม่มีเสียงตอบรับ
มีเพียงควันธูปที่แตกกระจายออกกลางอากาศ
เยว่หลันก้มมองมือของตนเอง นิ้วเรียวขาวกำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ จนเล็บจิกลงในฝ่ามือ
นางเคยคิดว่าตนเองเตรียมใจไว้แล้ว
ั้แ่วันที่เห็นเงาความตายเกาะอยู่รอบกายมารดา ั้แ่วันที่รู้ว่าชะตากรรมบางอย่างไม่อาจฝืนเปลี่ยนได้ ไม่ว่าจะใช้พลังของผู้ถือกรรม์มากเพียงใด
แต่มนุษย์ช่างหลอกตนเองเก่งนัก
ต่อให้รู้ว่าความตายกำลังมา เมื่อมันมาถึงจริง ๆ หัวใจก็ยังแตกสลายอยู่ดี
เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง
มิได้รีบร้อน
มิได้หนักหน่วง
แต่มั่นคงพอให้รู้ว่าผู้มาไม่ใช่คนรับใช้หรือทหารยามทั่วไป
ฉีหลิงอ๋อง หลี่เฟิงเหยียน เดินมาหยุดห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว
วันนี้เขามิได้สวมชุดราชสำนักหรืออาภรณ์หรูหราขององค์ชาย หากเป็เพียงชุดสีดำเรียบง่าย คลุมทับด้วยเสื้อขนสัตว์สีเข้ม บนเรือนผมมีเพียงปิ่นหยกดำชิ้นเดียว
เขามองหลุมศพเบื้องหน้า ก่อนค้อมศีรษะอย่างเงียบงัน
ไม่มีถ้อยคำปลอบโยน
ไม่มีคำพูดสวยหรู
เพราะคนที่สูญเสียมิได้้าคำพูดเสมอไป
บางครั้ง สิ่งที่้าที่สุดเป็เพียงใครสักคนที่ยืนอยู่ข้างกันโดยไม่จากไปไหน
เยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือเพคะ”
“เรียบร้อยแล้ว” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “รถม้าเตรียมพร้อมอยู่ด้านนอกเมือง กองกำลังล่วงหน้าออกเดินทางั้แ่เมื่อคืน”
นางพยักหน้า
แววตาเลื่อนไปยังป้ายิญญาอีกครั้ง
“เช่นนั้นเราควรไปได้แล้ว”
หลี่เฟิงเหยียนมิได้ตอบทันที
เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำ
“เ้า้าเวลาอีกหรือไม่”
เยว่หลันนิ่งไป
หากเป็เมื่อก่อน นางอาจปฏิเสธในทันที อาจยิ้มบาง ๆ แล้วบอกว่าตนไม่เป็ไร ราวกับการแสร้งเข้มแข็งจะช่วยให้ความเ็ปลดลง
แต่วันนี้นางไม่มีแรงหลอกใครอีกแล้ว
“้าเพคะ”
คำตอบนั้นทำให้หลี่เฟิงเหยียนเงียบลง
“แต่ต่อให้มีเวลาอีกหนึ่งวัน อีกหนึ่งเดือน หรืออีกหนึ่งปี ลูกก็คงยังไม่อยากจากท่านแม่อยู่ดี”
นางสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ
“ดังนั้นไปเสียวันนี้คงดีกว่า อย่างน้อยลูกจะได้ไม่เอาความคิดถึงมาผูกตนเองไว้กับสุสานแห่งนี้”
สายลมพัดผ่านอีกครั้ง
ชายผ้าขาวของนางปลิวไหวไปแตะหลังมือของชายหนุ่ม
หลี่เฟิงเหยียนลดสายตาลงมองเพียงชั่วครู่ ก่อนกล่าวว่า
“ข้าจะรออยู่ด้านล่าง”
เยว่หลันหันมามองเขา
“ขอบพระทัยเพคะ”
เขาไม่ตอบ เพียงเดินจากไปอย่างเงียบงัน ทิ้งให้นางอยู่ตามลำพังกับมารดาเป็ครั้งสุดท้าย
เยว่หลันยืนมองป้ายิญญาอยู่นาน
ในความเงียบ นางนึกถึงวันเก่า ๆ
นึกถึงมืออุ่นที่เคยหวีผมให้
นึกถึงเสียงดุเบา ๆ เมื่อครั้งนางปีนต้นเหมยแล้วตกลงมาจนเข่าถลอก
นึกถึงคืนที่มารดานั่งเย็บเสื้อให้ใต้แสงตะเกียง ทั้งที่ดวงตาเหนื่อยล้าจนแทบลืมไม่ขึ้น
ความทรงจำเ่าั้มิได้ยิ่งใหญ่
แต่มันคือชีวิตทั้งชีวิตของนาง
เยว่หลันยกมือขึ้นลูบป้ายไม้เบา ๆ
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วง”
ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย
“ลูกจะหาความจริงให้พบ”
“ไม่ว่าจะเป็เื่ของท่าน เื่ของผู้ถือกรรม์ หรือความลับที่พวกเขาพยายามฝังไว้”
ดวงตาของนางค่อย ๆ แข็งขึ้น
“ลูกจะไม่ปล่อยให้ท่านจากไปโดยไร้คำตอบ”
เมื่อนางหันหลังเดินลงจากเนินสุสาน หยดน้ำตาที่กลั้นไว้นานก็ไหลลงมาเพียงหยดเดียว
มันตกลงบนพื้นดินเย็นจัด
แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
ราวกับไม่เคยมีอยู่
⸻
รถม้าออกจากเมืองหลวงในยามสาย
ประตูเมืองสูงใหญ่ค่อย ๆ เล็กลงเื้ั ขณะที่ถนนทอดยาวไปทางทิศเหนือ
เยว่หลันนั่งอยู่ในรถม้าเพียงลำพัง
ม่านหน้าต่างถูกเปิดแง้มไว้เล็กน้อย เผยให้เห็นทุ่งหญ้าแห้งและูเาที่ไกลออกไป ภูมิประเทศเปลี่ยนไปทีละน้อยตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น
จากเรือนผู้คนหนาแน่น กลายเป็หมู่บ้านเล็ก
จากหมู่บ้าน กลายเป็ทุ่งร้าง
จากทุ่งร้าง กลายเป็ทางดินที่แทบไม่มีผู้สัญจร
กองกำลังคุ้มกันมีจำนวนไม่มากนัก
หลี่เฟิงเหยียนไม่้าให้การเดินทางครั้งนี้ดึงดูดสายตาเกินไป เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังตามหา มิใช่เพียงต้นตอของคำสาป หากยังเกี่ยวพันกับความลับของราชวงศ์และตัวตนของผู้ถือกรรม์
ความลับที่มีผู้คนมากมายพร้อมฆ่าเพื่อปกปิด
เสียงม้าวิ่งดังสม่ำเสมออยู่ด้านนอกรถ
เยว่หลันหลับตาลง แต่ไม่อาจหลับได้
ทุกครั้งที่เปลือกตาปิด ภาพสุดท้ายของมารดาจะปรากฏขึ้น
ใบหน้าซีดเซียว
รอยยิ้มอ่อนแรง
และคำพูดที่ยังไม่ทันกล่าวจบ
อย่าเชื่อผู้ที่ถือดาบใต้หิมะ…
นางยังไม่เข้าใจความหมาย
ผู้ที่ถือดาบใต้หิมะคือใคร
เป็คนจากชายแดนเหนือ
เป็ทหาร
เป็ราชวงศ์
หรือเป็เพียงคำเปรียบเปรยถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความสงบงดงาม
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านนอกรถ
“คุณหนูเสิ่น”
เป็เสียงของจ้าวเหวิน ทหารองครักษ์ผู้ติดตามหลี่เฟิงเหยียนมาหลายปี
เยว่หลันเปิดม่านขึ้นเล็กน้อย
“มีอะไรหรือ”
“เบื้องหน้ามีโรงน้ำชาร้างขอรับ ท่านอ๋องถามว่า้าหยุดพักหรือไม่”
นางเหลือบมองท้องฟ้า
เมฆเริ่มหนาขึ้น ลมเย็นกว่าเดิมมาก
“หยุดเถิด ม้าก็ควรได้พักเช่นกัน”
“ขอรับ”
ขบวนเดินทางหยุดลงหน้าโรงน้ำชาเก่า ๆ แห่งหนึ่ง
หลังคามุงฟางทรุดโทรม ป้ายไม้หน้าร้านเอียงค้างอยู่ด้วยเชือกเพียงเส้นเดียว ตัวอักษรบนป้ายเลือนจนแทบอ่านไม่ออก
ไม่มีเ้าของร้าน
ไม่มีโต๊ะที่สะอาดพอจะใช้งาน
มีเพียงเตาเก่าซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านจากหลายเดือนก่อน
หลี่เฟิงเหยียนยืนอยู่ใต้ชายคา มือหนึ่งถือแผนที่ อีกมือวางอยู่บนด้ามกระบี่
เยว่หลันเดินเข้าไปหา
“เราจะถึงเมืองหน้าด่านเมื่อใดเพคะ”
“หากไม่มีอุปสรรค อีกสองวัน”
เขาใช้ปลายนิ้วไล่ไปตามเส้นทางบนแผนที่
“แต่ก่อนถึงเมืองหน้าด่าน มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่ริมเชิงเขา เราอาจพักที่นั่นคืนนี้”
“ชื่อหมู่บ้านอะไร”
“หมู่บ้านชิงเหอ”
เยว่หลันนิ่งไปเล็กน้อย
“ชิงเหอ?”
“เ้ารู้จักหรือ”
นางส่ายหน้า
“ไม่เคยได้ยิน เพียงแต่ชื่อนี้ฟังไม่เหมือนสถานที่ทางเหนือ”
หลี่เฟิงเหยียนพับแผนที่เก็บ
“เดิมผู้คนที่นั่นอพยพมาจากตอนกลางเมื่อหลายสิบปีก่อน จึงยังใช้ชื่อเก่าของถิ่นฐานเดิม”
“มีคนอาศัยอยู่มากหรือไม่”
“จากรายงานเมื่อปีก่อน มีราวสองร้อยคน”
“เมื่อปีก่อน?”
นางจับคำได้ทันที
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง
“เส้นทางนี้ถูกตัดขาดจากเมืองหลวงใน่ฤดูหนาว ข่าวสารจึงล่าช้า รายงานล่าสุดที่มาถึงมีอายุเกือบสิบเดือน”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันขมวดคิ้ว
“สิบเดือนมากพอให้เกิดเื่ได้มากมาย”
“ข้ารู้”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง แต่แววตาไม่ผ่อนคลาย
จ้าวเหวินเดินเข้ามาพร้อมถุงน้ำ
“ท่านอ๋อง เมื่อครู่คนของเราพบรอยล้อเกวียนทางด้านหลังโรงน้ำชา แต่รอยขาดหายไปกลางทางขอรับ”
“เก่าหรือใหม่”
“ไม่น่าเกินสามวัน”
หลี่เฟิงเหยียนหันไปมองถนนเบื้องหน้า
“มีรอยเท้าคนหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ”
เยว่หลันมองหน้าจ้าวเหวิน
“ไม่มีแม้แต่รอยเท้าของคนลากเกวียน?”
“ไม่มีขอรับ”
บรรยากาศรอบตัวเงียบลง
ลมพัดป้ายไม้หน้าร้านให้กระทบผนังดังเอี๊ยดอ๊าด
เยว่หลันเดินไปยังด้านหลังโรงน้ำชา
รอยล้อเกวียนสองเส้นปรากฏชัดบนดินแห้ง มันทอดยาวจากถนนใหญ่เข้ามาทางพุ่มไม้ แต่เมื่อถึงระยะหนึ่งกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่มีรอยเลี้ยว
ไม่มีรอยย้อนกลับ
ราวกับเกวียนทั้งคันถูกยกขึ้นจากพื้นกลางทาง
นางย่อตัวลง ใช้นิ้วแตะร่องดินเบา ๆ
ความเย็นแล่นผ่านปลายนิ้วทันที
มิใช่ความเย็นตามธรรมชาติ
แต่เป็ความเย็นที่มักติดอยู่กับสถานที่ซึ่งมีพลังอาฆาตสะสม
เยว่หลันชักมือกลับ
บนปลายนิ้วของนางมีผงสีขาวติดอยู่เล็กน้อย
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาหยุดข้างกาย
“สิ่งใด”
นางยกนิ้วขึ้นดู
“ไม่ใช่ฝุ่น”
ผงสีขาวนั้นละเอียดมาก คล้ายเถ้าธูป แต่เย็นจัดราวกับเพิ่งถูกนำออกมาจากน้ำแข็ง
เยว่หลันหยิบผ้าเช็ดหน้ามาห่อเก็บไว้
“เราควรรีบเดินทางต่อ”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“จ้าวเหวิน ให้ทุกคนเตรียมตัว”
“ขอรับ”
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ขบวนก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ยิ่งมุ่งขึ้นเหนือ อากาศยิ่งเย็นลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูเหมันต์เต็มตัว แต่ยอดหญ้าสองข้างทางกลับถูกเคลือบด้วยน้ำค้างแข็งบาง ๆ
ม้าหายใจเป็ไอขาว
ท้องฟ้ากดต่ำลง
เมฆสีเทาเคลื่อนตัวช้า ๆ เหนือแนวเขา ราวกับกำลังไล่ตามขบวนของพวกเขา
เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสุดท้ายของวันก็ส่องให้เห็นหลังคาบ้านกระจัดกระจายอยู่เบื้องหน้า
จ้าวเหวินชี้ไปข้างหน้า
“ท่านอ๋อง หมู่บ้านชิงเหอขอรับ”
เยว่หลันเปิดม่านรถม้าออกกว้างขึ้น
หมู่บ้านตั้งอยู่ในหุบเขาเล็ก ๆ มีลำธารสายหนึ่งไหลผ่านกลางหมู่บ้าน บ้านเรือนราวห้าสิบหลังเรียงตัวอยู่สองฝั่งทาง
จากระยะไกล ทุกอย่างดูปกติ
มีควันจาง ๆ ลอยขึ้นจากปล่องไฟบางหลัง
มีผ้าตากอยู่หน้าบ้าน
มีรถเข็นวางค้างอยู่ริมทาง
แต่เมื่อขบวนเข้าใกล้ ความผิดปกติก็เริ่มปรากฏ
ไม่มีสุนัขเห่า
ไม่มีเด็กวิ่งเล่น
ไม่มีชาวบ้านออกมามองผู้มาเยือน
ทั้งหมู่บ้านเงียบสนิท
เงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงเกือกม้ากระทบพื้น
กึก
กึก
กึก
เสียงนั้นก้องไปตามถนนว่างเปล่า ราวกับมีสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังฟังอยู่ภายในบ้านทุกหลัง
หลี่เฟิงเหยียนยกมือขึ้น
ขบวนทั้งหมดหยุดทันที
“ทุกคนระวังตัว”
ทหารกระจายกำลังออกไปอย่างเงียบเชียบ
เยว่หลันลงจากรถม้า
ลมเย็นพัดเข้าหาใบหน้า พร้อมกลิ่นประหลาดบางอย่าง
มิใช่กลิ่นคาวเื
มิใช่กลิ่นศพ
แต่เป็กลิ่นไหม้จาง ๆ คล้ายกระดาษเงินกระดาษทองหลังพิธีศพ
นางเดินไปยังบ้านหลังแรก
ประตูเปิดค้างอยู่
บนโต๊ะกลางบ้านมีชามข้าวสามใบ อาหารในชามแห้งแข็งแล้ว แต่ตะเกียบยังวางอยู่ข้างกันอย่างเป็ระเบียบ
ราวกับคนในบ้านเพิ่งลุกออกไปชั่วครู่
เตาไฟด้านในยังมีถ่านแดงเรืองอยู่
เยว่หลันยื่นมือไปใกล้
ความร้อนยังหลงเหลือ
“เพิ่งมีคนอยู่ที่นี่ไม่นาน” นางกล่าว
หลี่เฟิงเหยียนมองไปรอบห้อง
“แต่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้”
“ไม่มีเื”
“ไม่มีสัมภาระถูกเก็บ”
“และไม่มีศพ”
จ้าวเหวินเดินเข้ามาจากด้านนอก สีหน้าเคร่งเครียด
“ท่านอ๋อง ตรวจบ้านไปแล้วสิบสองหลัง สภาพเหมือนกันทั้งหมดขอรับ ของใช้ยังอยู่ อาหารยังวาง แต่ไม่พบผู้ใด”
“ร่องรอยการหลบหนี?”
“ไม่มีขอรับ”
เยว่หลันเดินออกจากบ้าน
สายตากวาดมองถนนทั้งสาย
ร้านขายผ้าเปิดประตูค้าง
ถังน้ำตั้งอยู่ข้างบ่อ
รองเท้าเด็กคู่หนึ่งวางอยู่หน้าบ้าน
กระทั่งตุ๊กตาผ้ายังตกอยู่กลางทาง
ทุกสิ่งบอกว่าที่นี่เคยมีชีวิต
แต่ชีวิตทั้งหมดกลับหายไปในเวลาเดียวกัน
“สองร้อยคน” เยว่หลันพึมพำ
“หายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย”
หลี่เฟิงเหยียนหันไปสั่งการ
“แบ่งเป็สามกลุ่ม ค้นทุกหลัง ตรวจบ่อน้ำ ยุ้งฉาง และศาลบรรพชน ห้ามผู้ใดแยกออกไปตามลำพัง”
“ขอรับ!”
ทหารรีบแยกย้าย
เยว่หลันเดินต่อไปตามถนน
ยิ่งเข้าไปลึก ความเย็นยิ่งผิดปกติ
ปลายเท้าของนางหยุดลงหน้าร้านขายของชำเล็ก ๆ
บนพื้นมีรอยเล็ก ๆ หลายจุด
นางย่อตัวลงมอง
คล้ายรอยเท้าเด็ก
แต่แต่ละรอยตื้นมาก และเว้นระยะห่างกันอย่างไม่เป็ธรรมชาติ
ราวกับเด็กคนนั้นไม่ได้เดิน
หากลอยเหนือพื้น แล้วปลายเท้าแตะลงเป็ครั้งคราว
“มีสิ่งใดหรือ”
หลี่เฟิงเหยียนตามมา
เยว่หลันชี้ให้ดู
“รอยนี้เพิ่งเกิด”
เขามองตามแนวรอยเท้า
มันทอดไปยังปลายหมู่บ้าน ซึ่งมีศาลเ้าเก่าแก่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ประตูศาลปิดสนิท
เหนือหลังคามีผ้ายันต์สีเหลืองจำนวนมากติดอยู่ แต่ทุกแผ่นกลับดำคล้ำตรงกลาง ราวกับถูกไฟเผาจากด้านใน
ทันใดนั้น เสียงระฆังเบา ๆ ดังขึ้น
กริ๊ง…
ทุกคนหยุดนิ่ง
เสียงนั้นดังมาจากศาลเ้า
ทั้งที่ไม่มีลม
กริ๊ง…
ครั้งที่สองดังชัดกว่าเดิม
ม้าที่ผูกอยู่หน้าหมู่บ้านส่งเสียงร้องอย่างหวาดกลัว ทหารหลายคนรีบจับบังเหียนไว้
เยว่หลันจ้องศาลเ้าไม่วางตา
เงาบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังบานประตู
เล็ก
เตี้ย
คล้ายเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ด้านใน
“อย่าเพิ่งเข้าไป” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว
นางพยักหน้า
“ฟ้าใกล้มืดแล้ว เราไม่รู้ว่าศาลแห่งนั้นผนึกสิ่งใดไว้”
“คืนนี้ตั้งค่ายนอกหมู่บ้าน”
“เพคะ”
หลี่เฟิงเหยียนหันไปสั่งถอนกำลัง แต่ในขณะนั้นเอง มีบางอย่างตกลงบนหลังมือของเยว่หลัน
เย็นจัด
เบาราวขนนก
นางก้มมอง
เกล็ดสีขาวเล็ก ๆ ละลายช้ากว่าหิมะทั่วไป และทิ้งคราบสีเทาไว้บนผิว
อีกเกล็ดหนึ่งตกลงบนบ่า
จากนั้นอีกหลายสิบเกล็ดก็เริ่มโปรยลงมาจากท้องฟ้า
“หิมะหรือ” ทหารคนหนึ่งพึมพำ
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
ผงสีขาวจำนวนมากร่วงลงจากก้อนเมฆ ปกคลุมหลังคา ถนน และกิ่งไม้ทีละน้อย
มันงดงามในแวบแรก
งดงามราวหิมะแรกของฤดูหนาว
แต่กลิ่นไหม้จาง ๆ กลับรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
หลี่เฟิงเหยียนยื่นมือรับเกล็ดสีขาวหนึ่งชิ้น
เขาใช้นิ้วบดมันเบา ๆ
ผงละเอียดสีเทาร่วงลงจากฝ่ามือ
ดวงตาของเขาเย็นลงทันที
เยว่หลันมองคราบบนหลังมือ ก่อนเข้าใจสิ่งเดียวกัน
สิ่งที่กำลังตกลงมามิใช่หิมะ
นางยืนอยู่ท่ามกลางเถ้ากระดูกสีขาวที่โปรยลงมาราวหิมะแรกของฤดูหนาว
เถ้าเ่าั้เกาะบนเส้นผม บนบ่า และบนพื้นถนนของหมู่บ้านที่ไร้ผู้คน
เสียงระฆังจากศาลเ้าดังขึ้นอีกครั้ง
กริ๊ง…
ครั้งนี้ แฝงด้วยเสียงหัวเราะของเด็กที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
เยว่หลันหันไปมองประตูศาล
เงาเล็ก ๆ หลังบานประตูยังคงยืนอยู่ที่เดิม
หลี่เฟิงเหยียนกำเถ้าสีขาวในมือแน่น
“นี่ไม่ใช่หิมะ”
เสียงของเขาต่ำและเย็นเยียบ
“นี่คือเถ้ากระดูก”
เหนือหมู่บ้านชิงเหอ ท้องฟ้าสีเทายังคงโปรยความตายลงมาอย่างเงียบงัน
และในวินาทีนั้น เยว่หลันก็รู้ว่า—
การเดินทางสู่ชายแดนเหนือของพวกเขา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง
จบตอนที่ 1