ตอนที่ 16
ชินอ๋องหายตัวไป
ไม่รู้ว่าเพราะเฉินเวยหนิงไม่ได้ติดตามมาเข้าร่วมงานล่าสัตว์ในครั้งนี้ด้วยหรือไม่เื่ราววุ่นวายที่ไม่ได้เกิดจากนาง จึงถูกเคลื่อนย้ายไปไว้กับผู้อื่น
เหล่ากลุ่มคนที่เริ่มทยอยกลับมาจากงานล่าสัตว์พวกเขาก็เริ่มเห็นคนที่กำลังาเ็หนักอย่างหลินซาน กับเห็นสาวน้อยร่างหนึ่งที่กำลังรักษาคนนั้นโดดเด่นอย่างยิ่งยวด บวกกับยิ่งเห็นนางเงยหน้าเอ่ยสนทนากับชวี่ซื่อจื่ออย่างสนิทสนมช่วยไม่ได้ที่ทำให้ผู้คนเริ่มมีความอยากรู้อยากเห็น
“ท่านชวี่ฮุ่ยิข้าว่าควรเคลื่อนตัวคุณชายหลินออกจากบริเวณนี้ก่อนดีหรือไม่เ้าคะ เพราะอากาศเริ่มแออัดาแหนักเช่นนั้นเกรงว่าจะไม่สามารถระบายได้ดีทำให้อับชื้นและอาจมีอาการแทรกซ้อนตามมาเ้าค่ะ”
เฉินชิงเหลียนเอ่ยอย่างกังวลเมื่อเห็นกลุ่มคนเริ่มทยอยเดินมากลุ่มใหญ่
ความรู้สึกสนใจใคร่รู้แม้ตำแหน่งใหญ่โตสูงส่งเพียงใด หากจิตใจไม่หนักแน่นมากพอ ก็ยากที่จะบังคับร่างกายไม่ให้จดจ่อใส่ใจได้
ผู้ที่ร่วมงานล่าสัตว์ในวันนี้ให้กล่าวอีกครั้ง สกุลกวนเทียบเชิญแต่เพียงขุนนางและบัณฑิต ที่สนใจในการแข่งขันนับว่ามีแต่บุคคลที่ตำแหน่งฐานะอยู่ใน้าห่วงโซ่ภายในเมืองหลวง
กระนั้นถึงจะรับรู้แล้วว่าคนสกุลหวังาเ็หนักจากการล่าสัตว์แต่พวกเขาก็หาได้เข้ามายุ่มย่ามอันใดมากมาย แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ยากจะระงับเพราะบุคคลในบริเวณนี้ ยืนโดดเด่นให้พวกเขาจดจ้องกันอย่างน่าสนใจ
ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยบุคคลหายากที่ไม่สามารถพบเจอได้โดยง่ายไม่ว่าจะเป็ชวี่ซื่อจื่อ หรือจะเป็บุตรสาวคนโตแห่งตระกูลเฉิน รวมไปถึงบุคคลที่หายสาบสูญมานานอย่างเฉินชิงเหลียน
นี่มันการรวมตัวแบบใดไม่ใช่น่าสนใจมากหรอกหรือ
ดูนั่นสิบุตรสาวคนรองที่หายสาบสูญไปนานของตระกูลเฉินนั้นช่างงดงามถึงนางจะเติบใหญ่ในพื้นที่ห่างไกล ทว่ากิริยาท่าทาง แม้ไม่อาจเทียบได้กับสาวงามในเมืองหลวงดั้งเดิมกลับเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของเด็กสาว จะรอยยิ้มรึก็สดใสสบายตาไม่มีความบึ้งตึงรักษาท่าทางเช่นคุณหนูตระกูลใหญ่
เด็กสาวเช่นนี้จะอยู่ที่ใดก็ทำให้ผู้คนสนใจและรู้สึกเป็มิตร
พอคิดได้เช่นนี้ทุกคนก็ลอบมองคุณหนูคนโตตระกูลเฉินที่เมื่อครู่คล้ายกำลังสนทนาอยู่กับคุณชายหลินที่ได้รับาเ็
เฉินอวี้เยี่ยนนั้นงดงามแต่ถือตัวเกินไป นางไม่ค่อยแสดงรอยยิ้มให้ผู้ใดยลโฉม ไม่กล่าวกับผู้ให้เปลืองน้ำลายเมินเฉยต่อทุกคนที่นางไม่คิดสนทนาด้วย
แต่พูดก็พูดเถิดหากให้นางกล่าวสักวาจา น่ากลัวว่าหูของคนผู้นั้นคงจะได้ยินแต่อะไรที่แสลงหู คุณหนูคนโตตระกูลเฉินไม่เคยมีวาจาดีๆกล่าวให้ได้ยินอยู่แล้ว จากข่าวลือนานานับประการ นางช่างไม่น่าเข้าใกล้เอาเสียเลย
สิ่งเดียวที่น่าสนใจดูเหมือนจะเป็เพียงใบหน้างามเลิศล้ำดวงนั้นดวงเดียว ที่ไม่ว่าผู้คนจะไม่พอใจในตัว
เฉินอวี้เยี่ยนเพียงใด แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวว่านางนั้นไม่งดงาม
อวี้เยี่ยนเชิดหน้าไม่สนใจสายผู้คน หลังจากประโยคแปลกประหลาดจากชวี่ฮุ่ยิประโยคนั้นกล่าวแทรกขึ้นมาเขากับนางก็ไม่ได้มีคำพูดใดกล่าวเอ่ยกันต่อ
ตอนนี้น้องสาวผู้น่ารักของนางกำลังสนทนากับชวี่ฮุ่ยิอย่างสนิทสนม
ช่างเป็ความสามารถพิเศษที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้โดยง่ายในเมืองหลวง จะมีผู้ใดบ้างที่สามารถเอ่ยชื่อของซื่อจื่อจวนเสนาบดีและเอ่ยนามของชินอ๋องโดยตรงได้ ย่อมไม่มีไม่ใช่หรือ
ทันใดนั้นอวี้เยี่ยนก็สังเกตเห็นร่างกำยำค่อยๆเดินเข้ามา ท่าทางดูไม่ปกติ คิ้วคมกระบี่ขมวดมุ่นกังวลใจ อวี้เยี่ยนเดินเข้าไปหา สอบถามเสียงเบา“ท่านพี่ เกิดอันใดขึ้นหรือไม่ เหตุใดท่านจึงทำใบหน้าเคร่งเครียดปานนั้น”
เฉินโจวฉีมองใบหน้าน้องสาวที่เขาทะนุถนอมมาั้แ่เด็กเ้าเด็กเอาแต่ใจเริ่มแสดงท่าทางห่วงผู้อื่นบ้างแล้ว เฉินโจวฉีคล้ายตื้นตันใจไม่น้อย
คราแรกไม่คิดเอ่ยความกังวลในใจทว่าเมื่อเห็นดวงตาเรียวหงส์ที่มองมาอย่างห่วงใย เฉินโจวฉีจึงพ่นลมหายใจอย่างอึดอัดออกมา“ชินอ๋องหายตัวไประหว่างล่าสัตว์”
อวี้เยี่ยนกระพริบตาช้าๆในหัวกำลังล้วงลึกนึกไปถึงเื่ราวของตอนนี้ในกาลก่อน
มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่จริงๆหลังจากเฉินชิงเหลียนกลับเข้าสู่จวนแม่ทัพ กวนเฟยโหรวก็เทียบเชิญจดหมายประสงค์จัดงานและอยากให้ผู้คนเข้าร่วมงานล่าสัตว์ให้แก่สกุลต่างๆที่สนใจ
หรือไม่สนใจก็จำต้องสนใจ เพราะนั่นคือสกุลกวน
ชินอ๋องไม่ใช่ผู้ชื่นชอบการแข่งขันหรือความคึกคักโดยปกติแล้ว หากไม่ใช่เพราะภารกิจที่ได้มอบหมายจากฮ่องเต้ที่ต้องเดินออกนอกเมืองบ่อยๆเขาก็แทบจะไม่ปรากฏตตัวให้ใครเห็น
ไม่อาจทราบได้ว่าที่มาเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็เพราะกำลังเป็กังวลกับเฉินชิงเหลียนอยู่ หรือเพราะภารกิจอันใด
แต่เหตุการณ์ที่ชินอ๋องหายตัวไม่ได้เกิดขึ้นในการล่าสตว์ แต่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ที่พวกเขาเดินทางมุ่งสู่งานเลี้ยงนอกสถานที่ของฮ่องเต้ในวันนั้นจะเป็วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของฮองเฮา สถานที่จัดงานเลี้ยงนั้นฮ่องเต้คร้านในการอยู่ในราชวังให้จำเจ จึงคิดจัดอยู่บนเขา เป็สถานที่พักตากอากาศส่วนพระองค์ผู้ได้ร่วมงานย่อมจะต้องเป็เหล่าขุนนางชั้นสูงที่ถูกคัดเลือกแล้ว
ในครานั้นชินอ๋องจะาเ็จากการต่อสู้เกี่ยวพันบางอย่างก่อนชินอ๋องหายตัวจะหลบหนีเข้าไปในป่า โดยมีเฉินชิงเหลียนหนีและติดตามอยู่เคียงข้างยามเมื่อชินอ๋องาเ็ เฉินชิงเหลียนก็ตั้งใจรักษาาแให้
นั่นคงเป็อีกเหตุการณ์ที่ทำให้ดวงใจทั้งสองผูกเกี่ยวกันเป็ปมไม่ขาดไม่คลาย ยิ่งผูกผัน ก่อให้เกิดความรักยิ่งขึ้น
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเหตุการณ์ที่ชินอ๋องหายตัว จึงมาเกิดใน่เวลานี้ อีกทั้งเฉิงชิงเหลียนก็ยังอยู่ที่นี่นี่ไม่เท่ากับว่าเขาขาดหมอส่วนตัว หากมีการาเ็หนักขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นจนถึงแก่ชีวิตหรอกหรือ
ในส่วนของเฉินโจวฉีรับรู้เพียงชินอ๋องเข้าร่วมงานแต่ไม่ได้ติดตามอันใดมาก ความขี้ระแวงของฮ่องเต้ ทุกสกุลล้วนรู้อยู่แก่ใจ นับั้แ่อ๋องนอกคอกรวมพลก่อกำลังฏขึ้นพระองค์ก็คล้ายมีความกังวลพระทัยยิ่ง หากเหล่าสกุลใหญ่มีความเกี่ยวข้องกันมากเกินไปไม่แน่ว่าอาจไปทำให้ทรงพิโรธเข้า
อำนาจฮ่องเต้นั้นยิ่งใหญ่คับฟ้าความน่ากังวลใจไร้สาระของพระองค์ย่อมหมายถึงสกุลบางสกุลที่อาจล่มสลาย
“องครักษ์ติดตามของพระองค์เล่า?”อวี้เยี่ยนเอ่ยถามอย่างสงสัย ชินอ๋องหายตัวไป องครักษ์ย่อมติดตามอยู่แล้ว แต่เหตุใดพี่ชายของนางจึงยังดูกังวลไม่คลาย
“กำลังติดตามกันอยู่แต่ยังไม่พบเบาะแส” เฉินโจวฉีขมวดคิ้วเคร่งเครียดขึ้นไปอีกเอ่ยข้อสันนิษฐานของตนเองออกมาหนึ่งประโยค “หรือบางที...พระองค์อาจหลงเข้าไปในป่าเร้นลับ”
ป่าเร้นลับ?
นั่นคือป่าที่อวี้เยี่ยนและเฉินโจวฉีเคยชื่นชอบในการแอบเข้าไปเล่นบ่อยๆที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยหมอกทึบหนา สัตว์มีพิษ สารน้ำไหลเชี่ยวกราก นางและพี่ชายเคยเข้าไปสำรวจใน่ตอนที่ตัวป่ายังอุดมสมบูรณ์ไม่มีหมอก ไม่มีภยันตรายใดๆ ถือเป็ป่าที่งดงามแห่งหนึ่ง
แต่ในตอนนี้น่ะหรือ...ว่าด้วยการลอบสังหารหากหลอกล่อคนเข้าไปในนั้นได้ นับว่าชะตาชีวิตขาดไปแล้วครึ่งนึง
ถ้าชินอ๋องถูกหลอกล่อเข้าไปที่ป่าเร้นลับจริงๆโอกาสรอดชีวิตนับว่ายากแล้ว นางขมวดคิ้วตามพี่ชายไปอีกคน
กวนเฟยโหรว เ้าจะจัดงานที่ใดก็ไม่จัดหนอมาจัดในที่ใกล้ป่าเร้นลับนั่น แต่ก็ไม่สามารถว่ากล่าวได้อีก เนื่องจากในป่าแห่งนี้สัตว์ป่ามีอยู่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแล้ว
และป่านั่นหากไม่ใช่คนตาบอด อย่างไรก็ไม่มีผู้ใดยินดีเดินเข้าไป
หากคิดไปถึงชินอ๋องสิ้นพระชนม์จากการลอบสังหารไม่ต้องทาย ก็สามารถรับรู้ได้เลยว่าสกุลกวน และสกุลเฉินนั้นจบสิ้นแล้ว
สกุลกวนคือผู้คิดค้นจัดงานแต่เนื่องด้วยมีกวนเสียนเฟย โทษอาจเบาลง ในส่วนของสกุลชวี่ ผู้ร่วมงานมีเพียงชวี่ฮุ่ยิที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ไม่นับว่ามีส่วนผิดอันใด สกุลหวังคือสกุลบัณฑิต จะให้สกุลบัณฑิตไปวิ่งป้องกันต่อสู้กับมือสังหารก็ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดี
แล้วสกุลเฉินเล่าแน่นอนว่าเป็สกุลแม่ทัพ เมื่อเหตุเกิดแล้ว ย่อมมีคำว่า เ้าปล่อยให้เื่พวกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
จะมองมุมใดสกุลเฉินตอนนี้กำลังอยู่ในวิกฤตอย่างไม่คาดฝัน
อวี้เยี่ยนเหงื่อไหลซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัวแม้นางไม่ได้ไม่ยุ่งวุ่นวายกับผู้คนจนโดนสังหาร แต่กลับกลายเป็ว่าอาจโดนทารุณทั้งสกุลแทนงั้นหรือ?จะแบบใดนางก็ไม่ประสงค์ให้เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย
“ข้าต้องช่วยตามหาชินอ๋องข้าคิดว่าพระองค์ต้องอยู่ในป่าเร้นลับนั่นอย่างแน่นอน” เฉินโจวฉีย่อมมีความกังวลใจเื่เดียวกับอวี้เยี่ยน
อวี้เยี่ยนนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยออกมาหนึ่งประโยค “...เฉินอี้เหนา ท่านพี่ยังพกมันอยู่หรือไม่?”
เฉินโจวฉีได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว“ไม่ได้ ข้าจะไปตามหาพระองค์เอง เ้ารออยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”
“ท่านพี่นี่คือวิฤตของสกุลเฉินเช่นกัน และผู้ที่คุ้นเคยป่าเร้นลับ นอกจากข้าและท่านก็ไม่มีผู้อื่นแล้วไม่ใช่หรือ?”
“มันอันตรายเกินไป”
“เอาเฉินอี้เหนามาให้ข้าข้าพอปกป้องตัวเองได้ หากเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ ข้าว่าพวกเราย่อมไม่มีโอกาสได้มาเถียงกันอีกเป็ครั้งที่สองแน่ๆเ้าค่ะ”
สองพี่น้องสกุลเฉินเอ่ยเถียงแ่เบาด้วยความเคร่งเครียด
ท้ายที่สุดแล้วเฉินโจวฉีก็คล้ายยอมลงให้ก้าวหนึ่งเขากวักมือเรียกองครักษ์ ก่อนคนผู้นั้นจะยกกระบี่ฝักสีดำเล่มหนึ่งมาให้ เฉินโจวฉีรับมาก่อนจะค่อยๆ ยื่นมันให้กับอวี้เยี่ยน ริมฝีปากหนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อย่าชักออกพร่ำเพรื่อใช้ให้รอบคอบมากที่สุด และจงระวังตัว ห้ามห่างจากข้าแม้เพียงก้าวเดียวตอนนี้ร่างกายเ้าอ่อนแอไม่น้อย เกิดอันใดขึ้นต้องรีบหนีออกมา ไม่ต้องห่วงข้า ห้ามหันมามองด้านหลังเพียงวิ่งออกมาให้เร็วที่สุด ทำได้หรือไม่”
อวี้เยี่ยนรับกระบี่สีดำมา ความเย็นของมันค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่ฝ่ามือเรียวบางบนฝักกระบี่สลักเป็ลวดลายสีทองงดงามไว้ว่า ‘เฉินอี้เหนา’
นางไม่ชักออกมาดูแม้แต่น้อย เพียงถือมันไว้ข้างกายเช่นนั้น ดวงตาเรียวงามจดจ้องกลับไปยังพี่ชายตนเองกล่าวเสียงจริงจัง “ข้ารับปาก”
แต่จะทำตามไหม ย่อมเป็อีกเื่
“ซ่งหลิวหยางหายตัวไปหรือ?”ก่อนน้ำเสียงเล็กๆ จะดังขึ้นด้วยความกังวล
เฉินโจวฉีและอวี้เยี่ยนหันกลับมามองข้างกายอย่างรวดเร็วสองพี่น้องสนทนากันเคร่งเครียด จนไม่ได้ยินเสียงของผู้มาใหม่ ทำให้สองร่างที่ถึงมาถึงนั้นมองดูพวกเขาอย่างเคร่งเครียดเช่นเดียวกัน
เฉินชิงเหลียนแท้จริงแล้วกำลังหาทางออกจากวงล้อมของผู้คนร่วมด้วยเมื่อเห็นร่างของพี่ชายและพี่สาวต่างมารดากำลังสนทนากัน จึงสบโอกาสบอกกล่าวกับทุกคนที่เข้ามารุมล้อมในตอนแรกว่าจะมาพูดคุยกับพี่ชายและพี่สาวก่อนจะดึงชวี่ฮุ่ยิออกมาด้วย ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีแดงระเรื่อ อ่อนเยาว์น่ามองชวี่ฮุ่ยิเหลือบตามองเด็กสาวข้างกาย
เป็ความมีชีวิตชีวาที่ไม่เคยพบเจอจากเฉินอวี้เยี่ยน
ชวี่ฮุ่ยิที่ไม่ชื่นชอบใกล้ชิดผู้ใดปล่อยให้ตนเองถูกเฉินชิงเหลียนดึงตัวเดินตามออกมา ไม่มีท่าทีปัดป้องหรือปฏิเสธใดๆผู้คนที่พบเห็นเหตุการณ์ล้วนมองอย่างอ้าปากตาค้าง
หรือสกุลชวี่จะมีฮูหยินสะใภ้เพิ่มขึ้นในเร็วๆนี้?
ร่างสูงสีดำไม่ได้เอ่ยปากอันใดเขาเดินตามเฉินชิงเหลียนมา เพราะเห็นว่านางกำลังมุ่งไปยังบริเวณที่อวี้เยี่ยนและเฉินโจวฉียืนอยู่
ดวงตาคมปรายตามองสองพี่น้องที่ดำลังสนทนาพวกเขาชิดใกล้ บ่งบอกว่าเป็พี่น้องที่สนิทสนมกันเป็อย่างมาก คำพูดที่ได้ยินไม่ค่อยประติดประติดประเดี๋ยว ‘หายตัวไป’ ประเดี๋ยว ‘เ้าต้องรีบหนีออกมา’
ก่อนเฉินชิงเหลียนจะวิ่งพรวดเข้าไปและเอ่ยอย่างตื่นใว่าชินอ๋องหายตัวไปหรือ
เพราะนางเดินเข้าไปใกล้กว่าเขาดังนั้นจึงได้ยินบทสนทนาชัดเจนกว่า
ชินอ๋องหายตัวไปในงานเลี้ยงของสกุลกวนและมีคนสกุลเฉินที่เข้าร่วมอยู่ด้วย?
ความกังวลใจของสองพี่น้องชวี่ฮุ่ยิมองออกแล้วว่าพวกเขากังวลสิ่งใด
การล่าสัตว์จะไม่สามารถนำคนติดตามมาได้มากมายดังนั้นจึงติดตามกันมาเพียงตัวเ้านายและบ่าวรับใช้อีกสองสามคนยิ่งสถานที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงไม่น้อย การขอกำลังเสริมค้นหาคนอย่างไม่เอิกเกริกย่อมไม่รวดเร็ว และการดำเนินการนี้ ยิ่งต้องทำให้คนรับรู้น้อยมากที่สุด
เฉินโจวฉีส่งพิราบขอกำลังค้นตามคนเพิ่มแล้วทส่ากว่าจะมาถึง ไม่แน่ใจได้เลยว่าจะเกิดอันใดขึ้นกับชินอ๋องบ้าง
เฉินโจวฉีขมวดคิ้วมองสองร่างผู้มาใหม่ที่พรวดพราดเข้ามายังดีที่เฉินชิงเหลียนไม่ได้ะโออกมาดังลั่นนัก บวกกับเสียงสายลม และผู้คนที่อัดแน่นทำให้ผู้อื่นไม่ได้ยินเสียงะโในี้
ร่างสูงของรองแม่ทัพค่อยสูดหายใจลึกระงับความโมโหในตัว และเมื่อเห็นชวี่ฮุ่ยิ เขาก็จำต้องขมวดคิ้ว มีทั้งความยินดีและไม่ยินดี
จะอย่างไรก็นับว่าหากมีคนมาเพิ่มกำลังการค้นหาก็ถือเป็เื่ที่ดี แต่เขาก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสกุลชวี่มากเกินไปจริงๆ
ชวี่ฮุ่ยิกวาดมองร่างของสองพี่น้องที่อยู่ใกล้ชิดจนใบหน้าแทบจะติดกันปราดหนึ่งช่างเป็พี่น้องที่สนิทสนมกลมเกลียวกันดีจริงๆ...
เฉินอี้เหนา? ก่อนจะพบว่าเฉินอวี้เยี่ยนถือกระบี่สีดำที่ฝักดาบถูกสลักอย่างงดงามไว้ว่าเฉินอี้เหนาอยู่
ร่างงามของเด็กสาววัยแรกแย้มสง่างามและเต็มไปด้วยความเปล่งปลั่งของความยั่วยวนนางเพียงยืนอย่างสงบนิ่งอยู่หลังร่างกำยำของเฉินโจวฉีร่างเล็กบอบบางยามเมื่อหลบอยู่หลังปราการแข็งแกร่งของชายหนุ่มสกุลเฉิน นางจึงดูตัวเล็กไปถนัดตา
อาจเพราะในตอนนี้นางมีกระบี่มาถือโดดเด่นอยู่ข้างกายมองแล้วช่างให้ความรู้สึกของความเยือกเย็นสง่างาม
อวี้เยี่ยนมองชวี่ฮุ่ยิก่อนจะมองเฉินชิงเหลียน ใบหน้าของน้องสาวต่างมารดาเต็มไปด้วยความร้อนใจส่วนชายหนุ่มเพียงมองสำรวจพวกนางสองพี่น้อง
พบชวี่ฮุ่ยิทีไรหากไม่เอ่ยคำพูด เขาก็ชอบลอบมองด้วยสายตาครุ่นคิดแบบนี้ตลอดเวลาคนมากแผนการก็เป็เช่นนี้
“ข้าสามารถทำแผลและรักษาได้หากซ่งหลิวหยางเกิดอันใดขึ้น ข้าเติบใหญ่มาจากป่าเขา ท่านก็ทราบ ยิ่งเชี่ยวชาญการเดินป่าไม่น้อยไปกว่าใครไม่เป็ภาระให้พวกท่านอย่างแน่นอน ข้าขอติดตามพวกท่านไปด้วย!” เฉินชิงเหลียนเอ่ยอย่างร้อนรน
และแน่นอนว่านี่คือความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้นอกจากช่วยชีวิตชินอ๋องได้แล้ว นางก็อาจสามารถช่วยชีวิตคนอื่นได้หากมีคนรับาเ็เพิ่ม ทว่าหากไปเพียงพี่ชาย องครักษ์หนึ่งคน ตัวอวี้เยี่ยนเองและเฉินชิงเหลียน ก็เพียงพอแล้วใช่หรือไหม?
จะบอกกล่าวขอยืมองครักษ์ผู้อื่นก็ไม่ได้เนื่องจากนี่คือความลับที่หากมีผู้คนรับรู้ น่ากลัวว่าฮ่องเต้นอกจากจะส่งทัพกองใหญ่มาหาคนแล้วอาจคิดว่าพวกนางหรือสกุลกวนเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดไปอีกขั้น
อวี้เยี่ยนมองไปยังชวี่ฮุ่ยิเอ่ยกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “ชวี่ซื่อจื่อท่านอาจไม่ชื่นชอบความยุ่งยากที่เกิดขึ้นนี้ แต่นี่คือเื่เร่งด่วนมากจริงๆ เฉินชิงเหลียนก็เป็น้องสาวผู้มาใหม่ที่อาจไม่คุ้นชินหลายอย่างท่านช่วยติดตามมาคุ้มครองนางด้วยได้หรือไม่เ้าคะ?”
ที่นางไม่ใช้บุญคุณทักท้วงเพราะอวี้เยี่ยนมั่นใจยิ่ง…
ั์ตาคมมองสบเข้ากับั์ตาเรียวหงส์เขาเอ่ยปากพูดเสียงทุ้มไม่ติดขัด “ย่อมได้”
...ว่าเขาจะต้องตอบรับในการมาคุ้มกันเฉินชิงเหลียนอย่างแน่นอน
เฉินชิงเหลียนหันมามองชายข้างกายอย่างรวดเร็วนอกซ่งหลิวหยางแล้ว ก็คล้ายจะไม่มีใครให้ความคุ้มครองนางอย่างเต็มใจเช่นนี้อีกเลย เด็กสาวที่งดงามสดใสอยู่แล้วยิ่งพอมีกำลังใจ ก็ยิ่งงดงามตระการตาน่ามอง ฉากงดงามนี้ทำให้เหล่าชายหนุ่มชนชั้นสูงที่ได้มาล่าสัตว์จดจ้องมาที่เฉินชิงเหลียนอย่างยากจะละสายตา
---------------------------
เฉินอวี้เยี่ยน: เขียนตั้ง 3,000 คำ เขียนก็ช้าอยู่แล้ว จะเขียนตัวอักษรไปมากมายทำไมนี่ไม่ทำให้เขียนช้าลงกว่าเดิมหรอกหรือ!
บักซิน: พอดีข้อยตกภาษาไทย...ข้อยไม่สามารถย่อเื่ราว1 ตอนให้จบภายใน 1000-2000 คำ ได้เลยจริมๆ...
เฉินโจวฉี: ... //มองคนเขียนด้วยสายตาอนาถจิต