ท่ามกลางความเงียบสงัดที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออกเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะในโถงใหญ่นี้
"อะแฮ่ม!"
เสียงกระแอมไอแห้งๆดังมาจากด้านข้าง ทลายฟ้าที่กำลังเหม่อลอยจากเื่อันน่าเหลือเชื่อ(เื่ที่แผลของทุกคนหายดีด้วยเวทมนตร์) ก็ถูกดึงสติกลับสู่โลกความจริงเขาหันขวับไปมองทันที เห็นเ้าพ่อบ้านหนวดงาม 'เซบาสเตียน'เดินนำหน้าไปหยุดอยู่ตรงกลางห้อง กำลังค่อยๆ ทรุดตัวลงคุกเข่าแล้วโน้มตัวลงหมอบกราบจนหน้าผากแทบจะจูบพื้นพรม
“กระผมนำทางคุณชายมาแล้วครับ...”
พอกล่าวจบเซบาสเตียนก็เหลือบตาขึ้นมามองทลายฟ้า แล้ว ถลึงตา ใส่รัวๆส่งสัญญาณทางสายตาอย่างชัดเจนว่า... ‘หมอบลงสิครับคุณท่าน!รอให้เขาตัดหัวก่อนหรือไง!’
ทลายฟ้าเลิกคิ้วมองท่าทางนั้นแล้วหันกลับไปมองชายบนบัลลังก์สลับกับพื้นพรม
'เฮ้ยๆ... เอาจริงดิ?'
สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็วไอ้การหมอบกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์เนี่ย สำหรับชายไทยใจพุทธอย่างเขามันสงวนไว้ใช้กับพระสงฆ์องคเ้า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นแหละแล้วไอ้ลุงหน้าดุบนบัลลังก์นั่น... หัวก็ไม่โล้น จีวรเหลืองก็ไม่ได้ห่มดูยังไงก็ฆราวาสผู้ครองเรือนกิเลสหนาตัณหาเยอะชัดๆจะให้เขาลงไปนอนราบกับพื้นเหมือนจิ้งจกเปลี่ยนสีน่ะเหรอ...
'ฝันไปเถอะ... พ่อแก้วแม่แก้วยังไม่เคยให้กราบขนาดนี้เลย'
แต่ครั้นจะยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ก็ดูไม่งามเดี๋ยวจะหาว่าคนไทยไร้มารยาท... เอาแบบนี้ละกัน 'ท่าไม้ตาย'ประจำชาติ!
คิดได้ดังนั้นทลายฟ้าก็ยืดตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีโชว์ฟันขาวครบทุกซี่สองมือประนมขึ้นหว่างอกอย่างงดงามอ่อนช้อย นิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูกปลายนิ้วชี้จรดหว่างคิ้ว ราวกับกำลังประกวดมารยาทไทยระดับเขตก่อนจะเปล่งเสียงทักทายที่สดใสเริงร่า ขัดกับบรรยากาศมาคุในห้องอย่างสิ้นเชิง
"สวัสดีค้าบบบ~สบายดีไหมเอ่ย?"
สิ้นเสียงภาษาประหลาดที่ไม่มีใครในโลกนี้เข้าใจ...บรรยากาศในห้องก็เหมือนถูกแช่แข็ง
ความเงียบ(DeadAir) เข้าปกคลุมทั่วอาณาบริเวณเซบาสเตียนที่หมอบอยู่ถึงกับตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลงแทบถลนออกมานอกเบ้าเบลและพวกยามที่คุกเข่าอยู่ต่างพากันอ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ
ไม่มีใครเข้าใจความหมายของถ้อยคำนั้น...แต่จากน้ำเสียงระรื่น รอยยิ้มแป้นแล้น และท่าทางแปลกประหลาดนั่นทุกคนรับรู้ได้ทันทีว่า... "ไอ้เด็กนี่มันกวนตีน!!!"
ท่ามกลางความเงียบที่แช่แข็งทุกสรรพสิ่งผู้ที่กล้าขยับตัวทำลายความอึดอัดนี้เป็คนแรกคือสาวใช้ผู้ต่ำต้อย
"ข...ขอประทานอภัยเ้าค่ะ!"
เบลถลันตัวเข้ามาหมอบกราบแทบเท้าท่านผู้นำร่างกายสั่นเทาด้วยความสำนึกผิดและหวาดกลัว เธอกล่าวโทษตัวเองเสียงสั่น"เป็ความผิดของดิฉันเอง... ที่ไม่รีบแจ้งท่านดราคอนไคอัสเื่การฟื้นคืนสติของนายน้อยคีลเ้าค่ะ!"
ชายบนบัลลังก์ปรายตามองสาวใช้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึกยิ่งกว่ามีดโกน
"เ้าคิดว่าคนเป็พ่อ...ไม่ควรรับรู้ความเป็ตายร้ายดีของลูกชายตัวเองงั้นรึ?"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจเบลก้มหัวลงอีกครั้งจนหน้าผากแนบพื้นพรมกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียงแทบแหบแห้ง
หลังจากปล่อยให้ความเงียบกดดันสาวใช้จนพอใจไคอัสจึงลดรังสีอำมหิตลงเล็กน้อย
"ลุกขึ้น...แล้วรายงานข้ามาให้หมด ว่าเกิดอะไรขึ้น"
เบลรีบเงยหน้าขึ้นรายงานเสียงสั่นเครือ
โดยเธอเริ่มเล่าั้แ่เื่ทีว่าคีลฟื้นขึ้นมาเมื่อประมาณ2 สัปดาห์ก่อน แต่กลับพบว่านายน้อยสูญเสียความทรงจำ จำใครไม่ได้จำเื่ราวในอดีตไม่ได้... และที่สำคัญคือสูญเสียความสามารถในการพูดและเข้าใจภาษาเหลือเพียงสัญชาตญาณและการสื่อสารผ่านภาษากายเท่านั้น
ในระหว่างที่บทสนทนาดำเนินไปทลายฟ้าที่ยืนทำหน้านิ่งราวกับรูปปั้นที่ถูกเมินเฉยกลับกำลังใช้งานสมองอย่างหนักหน่วง เขาไม่ได้ยืนบื้อใบ้ แต่กำลัง"ถอดรหัส" ภาษาต่างถิ่นอย่างใจเย็น
เขาเองก็อยู่โลกนี้มาพอสมควรมีคำศัพท์หลายคำเลยที่เขาได้ยินจากเบลบ่อยๆตอนนี้ความรู้สึกเหมือนถูกโยนไปค่ายฝึกต่างประเทศโดยไม่รู้ภาษาแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เขาเริ่มจับจุดได้ เขาจ้องมองริมฝีปากของเบลสลับกับท่าทางประกอบที่เธอกำลังทำอย่างร้อนรน
เบลชี้มาที่ปากแล้วขยับมือทำท่าทางเหมือนคนกำลังพูดจ้อ แต่สีหน้าของเธอกลับแสดงความงุนงงส่ายหน้าไปมา แล้วยกมือป้องหูเหมือนฟังไม่ออก คำศัพท์บางคำเริ่มจับคู่กับท่าทางได้ชัดเจนขึ้น
'พูด... แปลก... ฟังไม่รู้เื่... ไม่เข้าใจ...'
จิ๊กซอว์ในหัวของทลายฟ้าเริ่มปะติดปะต่อกัน'อ๋อ... ยัยหนูนี่กำลังแก้ตัวให้นี่หว่า ว่าไอ้หมูนี่เพิ่งฟื้นความจำเสื่อม แถมสมองกลับพูดจาภาษาต่างดาว... แต่ตาลุงนั่นกลับทำหน้าเหมือนฟังเื่ที่ไม่น่าเชื่อซะงั้น'
ไคอัสขมวดคิ้วมุ่นเมื่อฟังรายงานจบ
"จะบอกว่ามันความจำเสื่อมจนพูดจาไม่รู้เื่งั้นรึ?"
"จ...เ้าค่ะ"เบลตอบเสียงอ้อมแอ้ม "นายน้อยพูดได้เ้าค่ะแต่มันเป็ถ้อยคำที่ไม่มีความหมาย..."
ดวงตาคมกริบของไคอัสหรี่ลงจ้องมองมาที่คีลเขม็งก่อนกล่าวด้วยเสียงที่เจือด้วยแรงกดดัน
"เ้าแน่ใจนะว่าไม่ใช่'ปีศาจสิงสู่'?"
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเย็นะเืขึ้นทันตาเห็นในโลกที่เวทมนตร์มีจริง การที่จู่ๆ คนคนหนึ่งเปลี่ยนนิสัยไปอย่างสิ้นเชิงหรือพูดภาษาประหลาดที่ไม่มีใครเข้าใจมักมีสาเหตุมาจากสิ่งเลวร้ายอย่างการถูกปีศาจยึดร่าง... และบทลงโทษของมันคือการ"กำจัดทิ้ง" สถานเดียว
เบลหน้าซีดเผือดรีบสวนกลับทันควันเพื่อปกป้องชีวิตนายน้อย
"ไม่มีทางเ้าค่ะ!ดิฉันให้ท่านคีลดื่ม 'น้ำสกัดเนวาอัค' ไปแล้วเ้าค่ะ!"
ไคอัสชะงักไปครู่หนึ่งเขารู้ดีว่าพืชเนวาอัคคือยาพิษร้ายแรงสำหรับเผ่าพันธุ์ปีศาจหากิญญาร้ายตนใดสิงอยู่ในร่างแล้วเผลอดื่มเข้าไปร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงจนถึงขั้นิญญาแตกสลายแต่เด็กตรงหน้านี้... ยังยืนยิ้มแป้นแล้นหน้าตาเฉยผิวพรรณดูดีมีเืฝาดกว่าตอนก่อนตายเสียอีก
"งั้นรึ...ถ้าดื่มเนวาอัคแล้วไม่เป็ไร ก็คงไม่ใช่ปีศาจ" ไคอัสพยักหน้าช้าๆยอมรับในตรรกะนี้อย่างง่ายดาย "ก็แค่สมองกระทบกระเทือนจนเพี้ยนไปสินะ"
ทลายฟ้าที่ยืนฟังอยู่แม้จะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่เขาสังเกตเห็นสีหน้าโล่งอกของเบลและท่าทีที่ผ่อนคลายลงของตาลุงนั่นเขาก็พอจะเดาได้ว่า... 'รอดไปอีกเปราะสินะตู'
เมื่อข้อหาเื่ลูกชายตกไปไคอัสก็เบนสายตาอำมหิตกลับไปยัง "จำเลย"อีกกลุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านซ้าย เหล่ายามทั้งสามที่เพิ่งได้รับการรักษาจนหายดีบัดนี้กลับมาตัวสั่นงันงกอีกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับสายตาของประมุขตระกูล
"ทีนี้...มาถึงเื่ของพวกเ้าบ้าง”