“เป็นไรหรือ?”
“รักษาไม่ได้” ไป๋เหวินโจวตอบ
เจียงเยี่ยนรู้สึกหัวใจตกวูบไปอยู่ที่เท้า ไป๋เหวินโจวอธิบายต่อ
“ตอนที่เจ้าฝึกวิชาทั้งวัน ข้าได้อ่านตำราซึ่งกล่าวถึงชีพจรเทพดับสูญ แต่ในตำราเอ่ยถึงเพียงน้อยนิดยิ่ง เพียงแค่บอกว่าผู้มีพลังชีพจรเทพดับสูญจะมีพลังลมปราณที่ไม่มีวันใช้ได้หมดสิ้น เมื่อใช้พลังได้ตามใจปรารถนา พลังของมันสามารถดับเทพ สยบภูต พิฆาตมาร หากแต่มิได้เอ่ยถึงว่าเมื่อใช้พลังลมปราณเทพดับสูญออกมาจะเกิดความเจ็บปวด คาดว่าผู้จดตำราก็เพียงแค่ได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับเส้นชีพจรนี้มาเท่านั้นมิได้พบเห็นด้วยตาตนเองจริงๆ”
“ไม่มีวิธีแก้เลยหรือ?” เจียงเยี่ยนรีบถามต่อ
ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
“อย่างน้อยเท่าที่ข้ารู้ก็ไม่มี ข้าเพียงรู้วิธีระบายความเจ็บปวดโดยการให้เจ้าถ่ายทอดลมปราณฟาดวัตถุ แต่หากจะแก้ถึงต้นเหตุ ข้ายังไม่แน่ใจ”
ไป๋เหวินโจวพึมพำว่า “หรืออาจจะยังมีอีกทาง”
เจียงเยี่ยนรีบถาม “วิธีใด?”
“ทำลายชีพจรเทพดับสูญ เมื่อทำเช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีลมปราณเทพดับสูญอีก”
เจียงเยี่ยนตอบโดยไม่ขบคิด
“หากทำลายแล้วข้าสามารถหายเจ็บปวดได้ ข้าก็ยินดี”
“เจ้าไม่เสียดายพลังหรือ?”
“พลังที่ใช้แล้วเจ็บปวดราวตกนรกก็ไม่ต่างจากใช้ไม่ได้” เจียงเยี่ยนตอบ
ไป๋เหวินโจวเอ่ยขึ้น
“คนเรามีสิบสองชีพจรหลัก หากชีพจรหลักถูกทำลายไปก็จะพิการส่วนหนึ่ง แต่เส้นชีพจรเทพดับสูญเป็นชีพจรเส้นที่สิบสาม ซึ่งไม่มีในมนุษย์ทุกคน ข้าไม่แน่ใจว่าทำลายแล้วจะเป็นอย่างไร เจ้ายินยอมพิการหรือไม่?”
เจียงเยี่ยนเงียบ หากต้องพิการเขาก็ไม่ต้องการเช่นกัน ไป๋เหวินโจวพลันตัดบท
“เจ้าเก็บจานไปล้าง ข้าจะเข้านอนก่อน”
จากนั้นเขาก็ลุกเดินเข้าห้องนอนไป
เช้าวันต่อมาไป๋เหวินโจวยังคงตื่นแต่เช้าตรู่ สอนเจียงเยี่ยนฝึกเพลงกระบี่พร้อมเคล็ดสำคัญหลายประการ เจียงเยี่ยนแม้จะรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายอยู่บ้าง แต่ไป๋เหวินโจวนำยาเม็ดสีฟ้าให้เขากิน ทำให้กล้ามเนื้อที่ปวดเมื่อยรู้สึกดีขึ้นอย่างชัดเจน
เจียงเยี่ยนฝึกเพลงกระบี่วันที่สองมีความคล่องแคล่วถนัดมือ เพลงกระบี่กรีดวาดดุจสายลม รวดเร็วดุจหงส์เหิน เป็นไปตามที่ไป๋เหวินโจวต้องการมากขึ้น
เมื่อถึงยามเที่ยง หลังพักทานข้าวไป๋เหวินโจวก็เรียกมันเข้าไปเรียนหนังสือ อ่านบทกวีท่องกลอนให้มันฟัง
“เราเป็นผู้ฝึกยุทธ เหตุใดต้องท่องบทกวีร่ายกลอน?” เจียงเยี่ยนถาม
“ข้าฉายาปราชญ์มารบริสุทธิ์ คำว่าปราชญ์มิใช่ผู้คนตั้งให้โดยไร้เหตุผล เจ้าเป็นศิษย์ข้า หากรู้จักแต่ใช้กำลังเหมือนกับอันธพาลร้านถิ่น ผู้คนทราบเข้าจะหัวเราะเยาะถึงข้าได้”
เจียงเยี่ยนจำต้องท่องกลอนตามสั่ง
‘สายธารหลั่งไหลมิเหือดแห้งขุนเขาคงอยู่คู่น้ำใสนภาอากาศแสนกว้างไกลแต่ไม่ยิ่งใหญ่เทียมเท่าจิตใจคน’
“กลอนบทนี้ผู้ใดแต่งขึ้น?” เจียงเยี่ยนถามไป๋เหวินโจวตอบว่า “ข้าเอง”เจียงเยี่ยนรีบกล่าวชมว่าไพเราะ แต่ไป๋เหวินโจวไม่มีสีหน้าตอบรับ
ไป๋เหวินโจวยังสอนความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ให้เจียงเยี่ยนอีกหลายแขนง ภูมิความรู้ของไป๋เหวินโจวดุจดั่งตำราที่ไม่มีวันเปิดอ่านได้หมดสิ้น หากแต่เวลามีจำกัด ไป๋เหวินโจวจึงสอนแต่ความรู้ที่สำคัญ เช่น การแพทย์ จุดชีพจรต่างๆ ในร่างกาย ตำราพิชัยสงครามของซุนจื่อ ขงเบ้ง ยอดเสนาธิการในอดีต
เจียงเยี่ยนปกติก็ขี้เกียจร่ำเรียนหนังสืออยู่แล้ว เมื่อต้องท่องตำรามากมายก็อดเผลองีบหลับมิได้ แต่หากไป๋เหวินโจวเห็นเข้า ก็จะสั่งให้เจียงเยี่ยนไปยืนท่านั่งม้าเป็นการลงโทษสักหลายชั่วยาม
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่ง ชั่วอึดใจก็ผ่านพ้นไปได้หนึ่งเดือน เจียงเยี่ยนตอนนี้เริ่มคุ้นชินกับสัตว์ต่างๆ เขาสามารถเล่นกับเหล่ากวาง กระต่าย โดยที่พวกมันไม่ตกใจเจียงเยี่ยนอีก เด็กหนุ่มกับสัตว์ป่ากลายเป็นสหายกันอย่างรวดเร็ว
ยามเช้าเจียงเยี่ยนฝึกวิชา ยามเที่ยงทานอาหาร ยามบ่ายฝึกท่านั่งม้าและหมัดมวย ส่วนไป๋เหวินโจววันๆ ขลุกอยู่แต่ในห้องมิทราบทำอันใด
วันนี้ขณะที่เจียงเยี่ยนร่ายรำกระบี่อยู่ ได้ยินเสียงพิณดังขึ้นจากในบ้าน ไป๋เหวินโจวดีดพิณด้วยท่วงทำนองเศร้าสร้อยชวนให้เจียงเยี่ยนรู้สึกหดหู่ใจมิได้ แต่ทันใดนั้นเสียงพิณแปรเปลี่ยนเป็นเริงร่า ชวนให้มวลวิหคเต้นรำ เหล่าแมกไม้ยินดี เจียงเยี่ยนยืนรับฟังจนเคลิบเคลิ้มขึ้นมา
เสียงพิณแปรเปลี่ยนท่วงทำนองไม่หยุดยั้ง บ้างไหลลื่นราวกับสายน้ำ ฟังแล้วรู้สึกเย็นสบาย บางจังหวะเร่งร้อนดุจเปลวไฟกระพือโหม ทุกครั้งที่เปลี่ยนท่วงทำนองล้วนร้อยเรียงกันได้อย่างไร้ที่ติ เจียงเยี่ยนนั่งลงวางกระบี่ไว้ข้างตัว ตั้งใจรับฟังเสียงพิณอย่างเต็มที่
ทันใดนั้นเสียงพิณพลันหยุดชะงัก
“เหตุใดเจ้าไม่ฝึกกระบี่ต่อ?”
“ข้า ข้า..” เจียงเยี่ยนไม่กล้าตอบ หากตอบไม่ดีไป๋เหวินโจวจะสั่งให้เขาฝึกท่านั่งม้าอีกหลายชั่วยาม
ไม่นานไป๋เหวินโจวก็เดินออกมา สีหน้าเย็นชา เจียงเยี่ยนอดถามมิได้
“อาจารย์ข้าไม่เคยเสียงพิณอันไพเราะถึงเพียงนี้”
ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
“เจ้าชมข้าเพื่อหลีกเลี่ยงจากโทษนั่งม้า?”
เจียงเยี่ยนอดแลบลิ้นมิได้
“สั่งให้ข้าทำอยางอื่นได้หรือไม? เช่น ตักน้ำที่ลำธารมาใส่บ่อ ทำอาหาร”
ไป๋เหวินโจวส่ายหน้า
“เจ้าต้องนั่งม้าอีกสามชั่วยาม” (หกชั่วโมง)
เจียงเยี่ยนรีบกล่าว
“ข้าไม่กล้าขี้เกียจแล้ว ข้าจะรีบไปฝึกเพลงกระบี่ต่อ”
ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
“ไว้พรุ่งนี้ข้าจะทดสอบเจ้า”
เจียงเยี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ไม่โดนสั่งให้ฝึกท่านั่งม้าอีก
เจียงเยี่ยนฝึกกระบี่ถึงยามเย็น เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง กระต่ายน้อยหลายตัวต่างวิ่งมาหาเขา คล้ายกับจะถามว่าเหน็ดเหนื่อยหรือไม่? เจียงเยี่ยนลูบหัวพวกมัน
“กระต่ายน้อย นึกไม่ถึงเจ้าจะห่วงใยข้ายิ่งกว่าอาจารย์เสียอีก”
ยามพลบค่ำ สองอาจารย์ศิษย์รับประทานอาหาร เจียงเยี่ยนถามขึ้น
“อาจารย์ ข้าอยากดีดพิณเป็น”
“ยังไม่ถึงเวลา” ไป๋เหวินโจวตอบเสียงราบเรียบ
“เพราะเหตุใด?”
“เจ้ามีเวลาแค่หกเดือนในการฝึกวิทยายุทธ ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว การร่ำเรียนดนตรีต้องใช้เวลามาก ภายหลังข้าประลองชนะหลี่กวนหยาง เจ้าค่อยร่ำเรียนยังไม่สาย”
“แต่ท่านยังสอนข้าท่องกลอน นั่นไม่เสียเวลาหรือ?”
“แล้วเจ้าจะเข้าใจเอง” ไป๋เหวินโจวตอบ
เจียงเยี่ยนได้แต่จำใจพยักหน้า วันๆ เขาต้องร่ำเรียนหนังสือ ฝึกวิทยายุทธจนปวดเมื่อยตัว เด็กหนุ่มรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
หลังล้างจานเสร็จ เจียงเยี่ยนเดินออกไปนอกบ้าน จากนั้นกระโดดลอยตัวเด็ดใบไม้มาใบหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ที่อยู่อยู่สกุลเจียง เจียงเยี่ยนชมชอบคาบใบไผ่เป็นพิเศษ และมักจะผิวปากกับใบไผ่เป็นจังหวะทำนองเพลงอย่างง่ายๆ วันนี้เขาได้ฟังไป๋เหวินโจวดีดพิณ ตนเองจึงอยากเล่นดนตรีบ้าง
เจียงเยี่ยนผิวปากกับใบไม้เป็นท่วงทำนองเพลงเริงร่า เด็กหนุ่มค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง วันๆ ไป๋เหวินโจวแทบไม่คุยกับเขาเลย ยังดีได้เหล่าสัตว์ป่าเป็นเพื่อนค่อยหายเหงาได้บ้าง
เหล่าสัตว์ต่างจ้องมองเจียงเยี่ยนอย่างสนใจ เจียงเยี่ยนยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากยังเป่าใบไม้ไม่หยุด
ทันใดนั้นได้ยินเสียงพิณดังมา เสียงเบาอย่างยิ่งแต่สอดคล้องกับจังหวะใบไม้ของเจียงเยี่ยน
เจียงเยี่ยนยังคงเป่าใบไม้อย่างต่อเนื่อง เสียงพิณก็ดีดเป็นทำนองเริงร่าตาม จากนั้นเสียงพิณเร่งจังหวะขึ้นลง ทำให้เจียงเยี่ยนอดรู้สึกเป่าไม้ตามจังหวะนั้นไม่ได้
เสียงพิณคล้ายมือที่มองไม่เห็นจูงเจียงเยี่ยนไปตามท่วงทำนอง หากเสียงพิณเศร้าสร้อย เจียงเยี่ยนก็เป่าใบไม้เป็นจังหวะช้า หากเสียงพิณเร่งเร้าเผ็ดร้อน เจียงเยี่ยนก็อดเป่าใบไม้เป็นทวงทำนองคึกคะนองไม่ได้
เจียงเยี่ยนยิ่งเป่าใบไม้ ยิ่งถูกดนตรีของไป๋เหวินโจวชักนำ เขาทราบแล้วว่าอาจารย์เขากำลังใช้หลักกำลังภายในชักจูงจิตเขาให้คล้อยตาม แต่ไม่ใช่เพื่อทำร้าย หากเป็นการกล่อมเกลาจิตใจเจียงเยี่ยนให้สงบ ได้สนุกสนานคลายความตึงเครียด
“พอได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าประลองกับข้าอีก”
เสียงไป๋เหวินโจวดังออกมาจากในบ้านกระทบโสตเจียงเยี่ยนชัดเจน เจียงเยี่ยนทราบว่าไป๋เหวินโจวแม้จะไม่ได้สอนวิชาพิณให้เขา แต่ก็ได้สอนหลักจังหวะดนตรีให้
เจียงเยี่ยนรีบเข้านอน วันนี้เขารู้สึกดีขึ้นจากความเครียดที่สะสมจากการร่ำเรียนวิทยายุทธอย่างหนัก แต่วันพรุ่งนี้ยิ่งตื่นเต้นกว่า ไป๋เหวินโจวจะประลองกับเขาเพื่อทดสอบวิทยายุทธ!
จบตอนที่ 22ตอนนี้เบาๆ สบายๆ นะคร้าบ ตอนหน้าจะเริ่มเดินเรื่องเข้าเรื่องที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ อีกแล้วนะคร้าบ