ตอนที่ 13 : ถึงเมือง
หลังจากการต่อสู้ในป่าจบลง บรรยากาศรอบ ๆ ค่อย ๆ กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
แต่สภาพพื้นที่กลับไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว
พื้นดินเต็มไปด้วยหลุมขนาดใหญ่ ต้นไม้จำนวนมากหักโค่นลงเหมือนผ่านพายุรุนแรงมา และเศษหินที่แตกกระจายอยู่ทั่วบริเวณยังคงบอกเล่าได้อย่างชัดเจนว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้รุนแรงแค่ไหน
นักผจญภัยหลายคนนั่งพักอยู่รอบ ๆ เกวียน
บางคนกำลังพันแผลให้กัน
บางคนกำลังหายใจหอบเพราะใช้พลังไปมาก
แม้พวกเขาจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้มาได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกคนต่างาเ็กันพอสมควร
ในขณะเดียวกัน เรนกำลังยืนเงียบ ๆ มองเข้าไปในป่าลึกเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
ลูคัสที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักหันมามองเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เรน…นายไม่ตามเ้าที่บงการเื่นี้ไปเหรอ”
คำถามนั้นทำให้เรนหันกลับมามอง
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“ตามไปแล้วจะได้อะไร”
น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม
“เื่นี้มันอยู่นอกงานของเรา”
เขามองไปที่ขบวนเกวียนด้านหลัง
“ภารกิจของเราคือคุ้มกันสินค้าให้ถึงเมือง”
ลูคัสยืนคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“ก็จริงของนาย”
หลังจากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย
วงเวทสีจาง ๆ ปรากฏขึ้นข้างตัวของเขา
มันคือ มิติย่อ
ลูคัสล้วงมือเข้าไปด้านใน ก่อนจะหยิบขวดแก้วใสหลายขวดออกมา
ภายในขวดมีของเหลวสีฟ้าอ่อนที่ส่องประกายจาง ๆ
เขาเดินไปหานักเวทย์หญิงของกลุ่ม
แล้วยื่นขวดหนึ่งให้เธอ
“นี่คือน้ำยาฟื้นฟู”
“พวกคุณเอาไปดื่ม แล้วใช้เวทย์รักษาช่วยทุกคนทีนะ”
นักเวทย์หญิงรับขวดนั้นมา ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อย
“ขอบคุณค่ะ”
ตอนที่เธอรับขวด เธอแอบเหลือบมองเรนเล็กน้อย
ใบหน้าของเธอแดงขึ้นนิด ๆ ด้วยความเขิน
ลูคัสเห็นแบบนั้นก็ยิ้มกว้างทันที
เขาหันไปแซวเรน
“แหม…เนื้อหอมไม่เบาเลยนะนายเนี่ย”
เรนมองเขานิ่ง ๆ
“นายว่างมากหรือไง”
ลูคัสหัวเราะออกมา
“ฮะ ๆ ๆ ก็ต้องหาอะไรสนุก ๆ บ้างสิ”
หลังจากนั้นนักเวทย์ก็เริ่มแจกจ่ายน้ำยาให้กับนักผจญภัยคนอื่น ๆ พร้อมใช้เวทย์รักษาช่วยสมานาแ
แม้จะไม่ได้หายสนิททั้งหมด
แต่ก็ทำให้ทุกคนพอจะลุกขึ้นเดินทางต่อได้
ไม่นานนัก แซมก็เดินออกมาจากข้างเกวียน
เขามองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดเสียงดัง
“ทุกคน!”
นักผจญภัยหลายคนหันมามอง
“เราจะออกเดินทางต่อ”
บางคนทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
แซมอธิบายทันที
“ถึงจะใช้เวทรักษาแล้ว แต่าแยังไม่หายร้อยเปอร์เซ็นต์”
“พวกเราต้องเข้าเมืองให้เร็วที่สุด”
“ที่นั่นมีนักบวชและหมอที่รักษาได้ดีกว่านี้”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่นานนัก ขบวนเกวียนก็เริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง
ล้อเกวียนหมุนช้า ๆ บนเส้นทางในป่า
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ
แสงสีส้มของยามเย็นส่องผ่านต้นไม้
การเดินทาง่นี้ค่อนข้างเงียบ
ไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนโผล่ออกมาอีก
ดูเหมือนว่าพลังที่เรนใช้ก่อนหน้านี้จะทำให้สิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้นหวาดกลัวไปหมด
เวลาผ่านไปประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง
อากาศเริ่มเย็นลงอย่างชัดเจน
ในที่สุดกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
กำแพงหินสูงตระหง่านถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแรง
แสงคบเพลิงบนกำแพงส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
นักผจญภัยหลายคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ในที่สุดก็ถึงสักที…”
เมื่อขบวนเกวียนมาถึงประตูเมือง แซมก็ลงจากเกวียน
เขาหยิบบัตรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า
แล้วยื่นให้กับยามเฝ้าประตู
ยามตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“ผ่านได้”
ประตูเมืองค่อย ๆ เปิดออก
ขบวนเกวียนเคลื่อนเข้าไปด้านใน
ภายในเมืองเต็มไปด้วยแสงไฟจากร้านค้าและโรงเตี๊ยม
บรรยากาศแตกต่างจากป่าอย่างสิ้นเชิง
หลายคนเริ่มยิ้มออกมา
หลังจากผ่านเหตุการณ์อันตรายมาได้
ในที่สุดพวกเขาก็กลับเข้าสู่ที่ปลอดภัย
เช้าวันต่อมา
แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาในลานพักเกวียน
เหล่านักผจญภัยเริ่มตื่นกันแล้ว
บางคนกำลังยืดเส้นยืดสาย
บางคนกำลังกินอาหารเช้า
ไม่นานนัก แซมก็เรียกทุกคนมารวมตัวกัน
เขาหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมา
ภายในกล่องมีขวดน้ำยาหลายขวด
“นี่คือน้ำยาฟื้นฟูระดับสูงจากโบสถ์”
เขาเริ่มแจกจ่ายให้กับนักผจญภัยทีละคน
ทุกคนรับมาด้วยความขอบคุณ
แต่เมื่อแซมยื่นให้เรนกับลูคัส
ทั้งสองกลับยกมือปฏิเสธ
“ไม่เป็ไรครับ” ลูคัสพูด
“เก็บไว้ให้คนที่ต้องใช้ดีกว่า”
เรนก็พยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากแจกเสร็จ แซมก็พูดต่อ
“ทุกคน เราจะพักที่นี่อีกหนึ่งวัน”
นักผจญภัยหลายคนตั้งใจฟัง
“คนงานของเมืองต้องนำสินค้าไปขึ้นรถขนส่งก่อน”
“พวกเราจะออกเดินทางอีกครั้งในวันมะรืน”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“การเดินทางอาจยืดเยื้อไปอีกหนึ่งหรือสองวัน”
“แต่ผมจะจ่ายค่าล่วงเวลาให้พวกคุณเอง”
หลายคนยิ้มทันที
แซมพยักหน้า
“หลังจากนี้เชิญทุกคนพักผ่อนตามสบาย”
เขาพูดจบก่อนจะเดินไปอีกมุมหนึ่งที่มีพ่อค้าหลายคนกำลังคุยกันเื่สินค้า
ส่วนเรและเพื่อนร่วมทีมของเขาก็นั่งพักกันอยู่
พวกเขาดื่มเครื่องดื่มเบา ๆ และพูดคุยกันอย่างสบายใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
ไม่มีใครเสียชีวิต
แม้จะมีาเ็กันบ้าง แต่ทุกคนก็ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้
ภายในกิลด์นักผจญภัย
่ค่ำของวันเดียวกัน
กิลด์นักผจญภัยของเมืองค่อนข้างคึกคัก
เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงแก้วกระทบกันดังไปทั่วห้องโถง
ที่โต๊ะมุมหนึ่ง
เรนกับลูคัสกำลังนั่งดื่มกันเงียบ ๆ
ลูคัสจิบเครื่องดื่มไปหนึ่งอึก ก่อนจะพูดขึ้น
“เรน…”
“ฉันว่าเ้าจักรพรรดิมารนั่น คงจะคืนชีพเ้าสิ่งนั้นขึ้นมาแน่ ๆ”
เรนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะตอบ
“เ้าอสูรกายนั้นงั้นเหรอ”
“ใช่”
ลูคัสพยักหน้า
เรนนั่งคิดอยู่พักหนึ่ง
“พวกจักรพรรดิมารคิดจะก่อาอีกครั้งงั้นเหรอ”
“ทั้งที่าเพิ่งจบไปไม่นาน”
ลูคัสถอนหายใจ
“ใครจะรู้ล่ะ”
เรนพิงเก้าอี้เล็กน้อย
ก่อนจะพูดขึ้น
“แต่ฉันว่ามันแปลก”
ลูคัสเลิกคิ้ว
“แปลกยังไง”
เรนตอบช้า ๆ
“เื่นี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับเผ่ามารทั้งหมด”
“อาจมีบางคนในหมู่พวกเขาที่คิดจะล้มผู้นำของตัวเอง”
ลูคัสนิ่งไป
“หมายถึงแย่งตำแหน่งจอมมาร?”
เรนพยักหน้า
“เป็ไปได้”
ลูคัสถอนหายใจเบา ๆ
เพราะเขารู้ดีว่า
เ้าอสูรตัวนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน
แม้แต่เขากับเรน
ก็ยังต้องจริงจังกับการต่อสู้
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นักผจญภัยระดับ S
ซึ่งมีจำนวนน้อยมากในโลก
แต่นักผจญภัยระดับ S ส่วนใหญ่
มักจะอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิ
ส่วนพวกเขาสองคนถือเป็ข้อยกเว้น
เพราะพวกเขา ปิดบังสถานะมาตลอด
และเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาทำแบบนั้นได้
ก็เพราะ เ้าเมืองของเมืองนี้ช่วยเหลือ
เขาเป็คนจัดการเอกสาร และปกปิดข้อมูลหลายอย่างให้
เพื่อไม่ให้จักรวรรดิรู้สถานะที่แท้จริงของพวกเขา
ลูคัสยกแก้วขึ้นอีกครั้ง
“ก็ยังดีที่พวกเราไม่ต้องไปยุ่งกับเื่พวกนั้นโดยตรง”
เรนพยักหน้าเล็กน้อย
“ใช่”
ลูคัสยิ้ม
“งั้นก็ถือโอกาสพักตอนที่ยังพักได้ก็แล้วกัน”
เขายกแก้วขึ้นชนกับเรนเบา ๆ
เสียงแก้วกระทบกันดังขึ้นเล็กน้อย
ทั้งสองนั่งดื่มเงียบ ๆ
ในขณะที่กิลด์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนา
แต่ลึกลงไปในความเงียบ
ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่า
ความสงบแบบนี้
อาจอยู่ได้อีกไม่นาน
และไม่ช้าก็เร็ว
พวกเขาอาจต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดอีกครั้ง
แต่สำหรับคืนนี้
อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถ
นั่งพักและดื่มได้อย่างสงบ
หลังจากผ่านการต่อสู้อันยาวนานมาได้...