บทที่ 7 ต่อสู้เพื่ออาหาร
“จิ่งหยาง เ้าทำอะไรผิดหรือไม่?” จางซื่อถามซูจิ่งหยางพลางทานข้าวไปด้วย ซูจิ่งหยางจึงทำสีหน้าลำบากใจ
“ข้ามิได้ทำอันใดเลยนะท่านแม่ ข้าก็มิรู้ว่ามันเกิดอันใดขึ้น ั้แ่เที่ยงวัน นางก็ไม่ยอมพูดกับข้าสักคำ...” ซูจิ่งหยางก็งุนงงเหมือนกัน หลี่เก๋อเฟยเป็อันใดไป จู่ ๆ จึงโกรธขึ้นมา
“จิ่งหยาง เ้าเผลอทำอะไรบางอย่างให้นางไม่พอใจแน่ ๆ เ้ารีบไปง้อนางเร็วเข้า สามีภรรยาทะเลาะกัน จะโกรธกันข้ามคืนมิได้ เ้าอ่อนข้อให้นางหน่อย ไปเถอะ” จางซื่อไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน ก็อดไม่ได้ที่จะคีบอาหารอย่างต่อเนื่อง เด็กน้อยทั้งสองก็กินจนแก้มป่อง เห็นแล้วท้องของซูจิ่งหยางก็ร้องโครกคราก
“นี่...” ซูจิ่งหยางมองอาหารบนโต๊ะที่ถูกท่านแม่และเด็กน้อยกินเกือบหมดก็กลืนน้ำลาย ดูเหมือนว่าภรรยาของเขาจะทำอาหารเก่งทีเดียว เมื่อรู้ว่าควรจะทำอะไร ซูจิ่งหยางจึงรีบเดินไปที่ห้องด้านใน
“ภรรยา?” ซูจิ่งหยางเปลี่ยนสีหน้าเรียบเฉย เป็ยิ้มแห้ง ๆ
หลี่เก๋อเฟยมองเขาอย่างเ็า ไม่สนใจใด ๆ ในหัวคิดแต่เื่ที่คลื่นสมองจะถูกทำลาย
แย่แล้ว แย่แล้ว ถ้าคลื่นสมองถูกทำลาย นางจะไม่กลายเป็คนไร้ประโยชน์หรอกหรือ ต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างไรดี
หลี่เก๋อเฟยครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม่สนใจซูจิ่งหยางที่แสร้งทำเป็ยิ้ม
หลี่เก๋อเฟยเห็นซูจิ่งหยางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เอามือเช็ดน้ำตาให้นาง
ตอนนี้หลี่เก๋อเฟยเพิ่งรู้สึกตัวว่าบนใบหน้ามีน้ำตาไหลอาบแก้มอยู่ ั้แ่เมื่อใดกัน? ที่ผ่านมานางเคยขาหักจนต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่นางก็ไม่เคยร้องไห้สักครั้ง นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าการข้ามภพจะทำให้นางอ่อนแอลง?
นางมองใบหน้าขาวเนียนของซูจิ่งหยาง เป็ใบหน้าที่เหมือนคุณชายตระกูลร่ำรวยจริง ๆ ดวงตาคู่งามกลมโตเป็ประกาย คิ้วโก่งดั่งใบหลิว ริมฝีปากแดงราวกับทาชาด มองแล้วอดที่จะเคลิบเคลิ้มไม่ได้
เมื่อเห็นซูจิ่งหยางเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ นางจึงได้สติ ปัดมือที่กำลังยื่นผ้าเช็ดหน้าเข้ามาออก
“ไปให้พ้น” หลี่เก๋อเฟยเอ่ย นางยังจำได้ว่าตอนกลางวันชายผู้นี้เข้าข้างคนนอก ทำให้นางเสียคะแนน
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชมความงาม หลี่เก๋อเฟยเตือนตนเอง ต้องจำไว้ให้ดีว่า ถ้าภายในหนึ่งเดือนนี้สะสมคะแนนได้ไม่มากพอ ตัวนางเองก็จะกลายเป็คนไร้ค่า
ถึงแม้พูดแบบนี้จะไม่ค่อยดีกับเ้าของร่างเดิมนัก เพราะอย่างไรนางก็มาอยู่ในร่างของคนอื่น แต่ผู้หญิงที่นอกจากกินแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย หลี่เก๋อเฟยไม่อยากจะเป็คนที่เข้ามาอยูในร่างนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ในชีวิตก่อน นางก็ถือว่าเป็ผู้หญิงที่เก่งและมีชื่อเสียงคนหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงรูปร่างหน้าตาเลย นางเป็ผู้หญิงสวยอันดับต้น ๆ ทว่าในตอนนี้ กลับกลายเป็คนที่อ้วนที่สุดในรัศมีสิบลี้แปดหวาย ช่างแตกต่างกันยิ่งนัก นี่ยังไม่ะโบ่อน้ำตายก็ถือว่าเข้มแข็งแล้ว
“ภรรยาข้า… คืนพรุ่งนี้ที่แม่น้ำซูเหลียงจะมีงานชมโคมไฟ เ้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนั้แ่เด็ก คงไม่เคยเห็นงานเช่นนี้ พวกเราสองคนไปชมโคมไฟกันดีหรือไม่?” ซูจิ่งหยางพยายามเอาใจหลี่เก๋อเฟย แต่กลับถูกนางมองด้วยสายตาเ็า
โคมไฟงั้นหรือ? ทั้งเมืองเต็มไปด้วยโคมไฟ แค่โคมไฟกระดาษธรรมดา ๆ จะมาชดเชยความสูญเสียของข้าได้หรือ? ฝันไปเถอะ!
“ข้าไม่ไป” หลี่เก๋อเฟยตอบกลับอย่างเ็า ซูจิ่งหยางก้มหน้าลงด้วยความผิดหวัง
“เฮ้อ เดิมทีข้าก็อยากจะชวนเ้าไป นายหญิงหลิ่วจากร้านเครื่องสำอางอุตส่าห์ชวนข้าไปชมดอกไม้ ชมจันทร์ ชมโคมไฟ แต่ข้าปฏิเสธไปแล้ว ในเมื่อเ้าไม่ไป ข้าก็คงต้อง...” ซูจิ่งหยางแสร้งทำเป็ไม่พอใจ แล้วพูดอย่างจนใจ
“ท่านกล้านัก!” หลี่เก๋อเฟยจ้องเขาด้วยสายตาดุดัน แต่งงานกับข้าแล้วยังกล้าคิดถึงคนอื่นอีก
“เฮ้อ งั้นข้าไม่ไปแล้ว จะอยู่บ้านเป็เพื่อนเ้าแล้วกัน” ซูจิ่งหยางเห็นโอกาสมาถึง จึงยิ้มเ้าเล่ห์ ยักคิ้วให้หลี่เก๋อเฟย
“ภรรยาข้า เ้าช่วยทำอาหารให้ข้ากินหน่อยได้หรือไม่ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว” ซูจิ่งหยางนึกถึงมารดากับจิ่งเหวินที่กินข้าวอย่างอิ่มหนำสำราญก็อดน้ำลายไหลไม่ได้
“ในครัวยังมีหมั่นโถวเหลืออยู่บ้าง ถ้ากินไม่หมด พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว” หลี่เก๋อเฟยคิดในใจ ที่แท้ท่านก็ไม่ได้สำนึกผิดจริง ๆ ปล่อยให้หิวไปเถอะ หิวตายไปเลยยิ่งดี
“ฮ่า ๆ ภรรยาข้าดีเลิศที่สุด...” ซูจิ่งหยางยังคงออดอ้อนต่อ แต่สายตาดุดันของหลี่เก๋อเฟยทำให้เขาไม่กล้าพูดอะไรอีก
“เฮ้อ” ซูจิ่งหยางอดกลั้นความไม่เสียใจเอาไว้ เดินไปที่ครัวอย่างช้า ๆ แล้วหันหลังกลับมามองเป็ระยะ อยากรู้ว่าหลี่เก๋อเฟยจะสงสารเขาหรือไม่
ไม่นึกเลยว่าเพิ่งจะก้าวออกจากห้อง หลี่เก๋อเฟยก็ปิดประตูห้องดังปัง ซูจิ่งหยางจึงต้องกินหมั่นโถวแห้ง ๆ ที่กลืนยาก พลางดื่มน้ำเย็น ๆ ไปด้วย
วันรุ่งขึ้น
ตอนที่หลี่เก๋อเฟยไปซื้อของครั้งก่อน นางเห็นอะไรก็ซื้อไปหมด พ่อค้าแม่ค้าจึงพากันเข้ามาหานางราวกับเจอสมบัติ
“ฮูหยินซู ดูปลาตัวนี้สิ เพิ่งจับขึ้นมาสด ๆ ท่านไม่เอาสักสองตัวหรือ? ไปทำให้สามีของท่านกินสิ” พ่อค้าปลาทำหน้าประจบ หลี่เก๋อเฟยกลอกตามองบน ทำให้เขากินงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่หลี่เก๋อเฟยก็ให้พ่อค้าตักปลาอ้วน ๆ มาสองตัว เพราะถึงอย่างไรที่บ้านก็ยังมีเด็กน้อยสองคนกับแม่สามี ถึงนางจะปฏิบัติต่อซูจิ่งหยางไม่ดีแค่ไหน ก็ไม่อาจละเลยพวกเขาได้ อีกทั้งเด็ก ๆ ก็กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต
‘มีใครอยู่หรือไม่? ขอสูตรอาหารทำปลาสักสองสามอย่างหน่อย’ หลี่เก๋อเฟยพูดในใจ เสียงกระแสไฟฟ้าของระบบผ่านเข้าไปในสมองของนาง ตามด้วยเสียงระบบที่คุ้นเคย
[นายหญิงเ้าคะ มีหัวปลาตุ๋น ปลาย่างกระทะร้อน ปลาต้มพริกเสฉวน ปลาต้มผักกาดดอง…]
‘พอแล้ว ๆ เอาปลาต้มพริกเสฉวนแล้วกัน’ หลี่เก๋อเฟยคิด นางก็มาที่นี่นานแล้ว แต่ยังไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลยสักคำ ทำให้ตอนนี้นางอยากกินอะไรเผ็ด ๆ เพื่อช่วยเปิดกระเพาะหน่อยดีกว่า
[นายหญิงเ้าคะ ส่งสูตรอาหารให้เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ]
หลี่เก๋อเฟยมองดูสูตรอาหารอย่างครุ่นคิด พึมพำกับตัวเองว่า “โอ้ ง่ายจัง ก็แค่ทำแบบนี้ แล้วก็แบบนี้ โอเค”
จากนั้นนางก็ไปเลือกพริกแห้งสีแดงสดกำใหญ่ และพริกเสฉวนกับถั่วงอกอีกกำหนึ่งจากแม่ค้าผัก แล้วรีบกลับบ้าน
“จิ่งเหวิน เซี่ยวเซี่ยว ออกมาเร็ว” หลี่เก๋อเฟยยิ้มแย้ม ยื่นขนมถุงหนึ่งให้ทั้งสองคน เด็กน้อยทั้งสองดีใจกันใหญ่
[ติ๊ง นายหญิง มีค่าความชอบเพิ่มขึ้น ท่านได้รับค่าประสบการณ์ 20 แต้ม]
ขณะที่หลี่เก๋อเฟยกำลังเล่นกับเด็กน้อยทั้งสอง จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นในหัว ยิ่งทำให้นางดีใจมากขึ้นไปอีกที่ค่าความชอบสามารถแลกเป็คะแนนได้ด้วย
“มา ๆ วันนี้พี่สะใภ้อารมณ์ดี จะทำปลาให้พวกเ้ากินนะ” หลี่เก๋อเฟยยื่นมือป้อม ๆ ไปบีบแก้มเด็ก ๆ แล้วปล่อยให้พวกเขาไปเล่นกันเอง ส่วนนางก็วิ่งเข้าครัวไปเตรียมอาหารเที่ยง
“เก๋อเฟย ให้แม่ช่วยเ้าอีกแรงดีหรือไม่?” จางซื่อได้ยินเสียงจึงออกมาดู เห็นหลี่เก๋อเฟยกำลังวุ่นอยู่ในครัว นางอดสงสารไม่ได้ จึงถามด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรท่านแม่ ท่านไปพักเถอะเ้าค่ะ อีกสักครู่ข้าวเที่ยงก็เสร็จแล้ว” หลี่เก๋อเฟยคิดว่าคนแถบเจียงหนานคงกินอาหารรสชาติอ่อน ๆ ไม่เคยกินอาหารรสจัดของเสฉวนหรอก นางเลยไม่ได้ขอความช่วยเหลือ เพียงแค่ให้ช่วยจัดชามจานให้
“ท่านแม่ ทานข้าวกันได้แล้วเ้าค่ะ” หลี่เก๋อเฟยมองแม่สามีกับเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังรอคอยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
[นายหญิง ท่านประสบความสำเร็จเป็ ‘แม่ครัวตัวน้อยแห่งแผ่นดินจีน’ ได้รับคะแนน 50 แต้มเ้าค่ะ]