วาจาของหวงควนทำเอาปู่หวงโกรธจนตัวสั่น ชายชราตบโต๊ะเสียงดังสนั่น “ปัง!”
“หวงควน! น้ำหน้าอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมาปากดีใส่ครอบครัวกั๋วผิงที่นี่? ใช่... ในทางสายเลือดพวกเขาไม่ได้เป็นญาติฝ่ายไหนกับฉัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย แต่ในทางความรู้สึก พวกเขามีน้ำใจกับฉันมาก!”
ปู่หวงชี้นิ้วด่ากราด “หวงควน แกมันก็แค่ลูกชายในนามของฉันกับป้าใหญ่ของแก ฉันยอมรับว่าเราสองคนไม่ได้เลี้ยงแกมากับมือ แต่อุ้มชูแกมาตอนโตแล้ว ทว่าตั้งแต่รับแกเป็นลูกบุญธรรม เงินทองที่เราประเคนให้แกมันน้อยเสียเมื่อไหร่? แล้วแกที่เป็นลูกล่ะ เคยทำอะไรให้เราสองคนบ้าง? ลองถามใจตัวเองดูซิว่าเคยห่วงใยพวกฉันบ้างไหม? ในเมื่อแกไม่ดูดำดูดี ก็อย่าสะเออะมาว่าร้ายคนอื่นที่เขามาดูแลเรา!”
ชายชราหอบหายใจด้วยความโมโหก่อนจะพูดต่อ “ไม่ต้องพูดถึงว่าเราเป็นแค่พ่อแม่ในนาม ต่อให้เป็นพ่อแม่แท้ๆ ลูกก็ไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายไม่ให้พ่อแม่คบหากับใคร พวกแกเห็นแต่ว่าเราให้อะไรพ่อลูกกั๋วผิงไปบ้าง แต่ไม่แหกตาดูบ้างล่ะว่าพวกเขาให้อะไรตอบแทนเรามาบ้าง? คนเรามันต้องแลกใจด้วยใจ!”
ถ้อยคำที่ทั้งชอบธรรมและเด็ดขาดของปู่หวงทำเอาหวงควนหน้าชา สีหน้าเปลี่ยนเป็นเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดสลับกันไปอย่างน่าดู
ย่าหวงเห็นหวงควนถูกตอกหน้าหงายจนพูดไม่ออกก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก เธอเอ่ยเสริมว่า “เจ้าควนเอ๊ย ใจคนน่ะอย่าให้มันคดงอ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นพ่อแม่”
หวงควนถูกสองผู้เฒ่ารุมสวดจนเถียงไม่ออก แต่ในใจกลับยังไม่ยอมรับความผิด เขาฮึดฮัดสะบัดแขนเสื้อ เดินกระแทกเท้าจากไปด้วยความไม่พอใจ
มองตามแผ่นหลังหลานชายที่เดินจากไป ปู่หวงได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ย่าหวงเก็บกวาดโต๊ะพลางบ่นพึมพำ “ถ้ารู้ว่าเจ้าควนนิสัยเสียแบบนี้ ตอนนั้นให้ตายยังไงฉันก็ไม่รับมันมาเป็นลูกบุญธรรมหรอก ฉันดูแล้วมันเป็นพวกเนรคุณ เลี้ยงไม่เชื่องชัดๆ”
พอได้ยินเมียบ่นกระปอดกระแปด ปู่หวงก็เริ่มรำคาญ “เลิกพูดจาเป็นขงเบ้งหลังเหตุการณ์ได้แล้ว หนังสือรับรองบุตรบุญธรรมก็เซ็นไปแล้ว พูดตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร อีกอย่าง... ต่อให้รับคนอื่นมา ผลลัพธ์มันก็คงเหมือนกันนั่นแหละ”
ย่าหวงถอนหายใจปลงตก “ใครว่าไม่จริงล่ะ ลูกน่ะต้องเป็นลูกที่คลอดเองเลี้ยงเองถึงจะผูกพัน ถ้ารู้อย่างนี้ตอนนั้นเรารับเลี้ยงเด็กกำพร้าสักคนตั้งแต่เล็กๆ ป่านนี้คงรักและผูกพันกับเราไปแล้ว”
“เธอก็เลิกบ่นเสียที ตอนนี้พวกเราก็อยู่สุขสบายดีไม่ใช่หรือไง พอใจได้แล้ว” ปู่หวงตัดบทพลางค่อยๆ ลุกขึ้นจากม้านั่ง คว้าวิทยุคู่ใจเดินเลี่ยงออกไป
......
หวงควนกลับถึงบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ภรรยาและลูกๆ ของเขากินข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ทำไมกลับมาสายป่านนี้ล่ะ? ...เจ้าเถารีบไปตักข้าวให้พ่อเร็วเข้า” ภรรยาของหวงควนร้องสั่งลูก เดิมทีเธอตั้งใจจะรอสามีกลับมากินข้าวพร้อมหน้า แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นเงา จึงตัดสินใจกินกับลูกไปก่อน
หวงควนรีบโบกมือห้ามลูกชายที่กำลังจะลุกไปตักข้าว บอกปัดไปว่าตนกินมาจากบ้านปู่ใหญ่แล้ว
“ในเมื่อกินข้าวอิ่มมาแล้ว ทำไมถึงทำหน้าบึ้งกลับมาล่ะ?” ผู้เป็นภรรยาถามด้วยความสงสัย
หวงควนคว้าแก้วชาบนโต๊ะขึ้นดื่มอึกๆ เพื่อดับอารมณ์ แล้วจึงระเบิดออกมา “ก็จะไม่ให้โมโหได้ยังไง ก็โดนตาแก่สองคนนั่นด่าเปิงมาน่ะสิ!”
จากนั้นเขาก็ใส่สีตีไข่ เล่าเรื่องที่เห็นทิงเสวี่ยถือหมั่นโถวลูกใหญ่ออกจากบ้านสองผู้เฒ่า และเรื่องที่ตนถูกด่ากลับมาให้ภรรยาฟังอย่างออกรส
ภรรยาของหวงควนฟังจบก็โกรธจนเต้นเร่าๆ “ไม่รู้จริงๆ ว่าตาแก่สองคนนั่นคิดอะไรอยู่ เอาแต่เข้าข้างคนนอกอยู่ได้! ต่อไปพอตายลงก็ต้องเป็นพวกเราไม่ใช่เหรอที่จัดงานศพให้ พอเจ็บไข้ได้ป่วยนอนติดเตียงก็ต้องเป็นพวกเราไม่ใช่เหรอที่คอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว! มีของดีๆ ไม่ยอมเก็บให้ลูกหลาน ดันเอาไปประเคนให้พวกบ้านหลิน น่าโมโหจริงๆ! ...พี่ควน ฉันว่านะ พี่ไปคุยกับพวกผู้ใหญ่ในตระกูลเลยดีกว่า ถ้าตาแก่สองคนนั่นยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอีก พวกเราก็ฉีกหนังสือรับรองบุตรบุญธรรมทิ้งซะ ให้ทุกอย่างเป็นโมฆะไปเลย!”
หวงควนได้ฟังคำแนะนำสิ้นคิดของภรรยา สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป “เธอนี่มันโง่จริงๆ! ขืนพวกเราบอกว่าจะไม่รับเป็นลูกบุญธรรมตอนนี้ คนอื่นเขาก็ยิ่งดีใจน่ะสิ ตาแก่สองคนนี้ถึงพวกเราอาจไม่ต้องการ แต่พวกพี่น้องคนอื่นน่ะอยากได้สมบัติกันจนตัวสั่น พวกเขายิ่งอยากเห็นพวกเราทะเลาะกันจนบ้านแตกสาแหรกขาดอยู่ด้วย”
ตระกูลหวงไม่ได้มีแค่หวงควนคนเดียว ปู่หวงมีพี่น้องถึงห้าคน นอกจากเขาที่ไม่มีลูกแล้ว พี่น้องอีกสี่คนล้วนมีลูกหลานเต็มบ้าน! รวมทั้งพี่น้องแท้ๆ และลูกพี่ลูกน้อง รุ่นของหวงควนรวมกันแล้วมีเป็นสิบคน
ที่หวงควนได้รับเลือกให้เป็นบุตรบุญธรรมของปู่หวง ก็เป็นเพราะธรรมเนียมท้องถิ่นที่ว่า 'หากคนไม่มีลูกชายต้องการรับบุตรบุญธรรม ต้องรับจากลูกของพี่น้องในตระกูล และต้องเป็นลูกของน้องชายคนสุดท้อง' ซึ่งพ่อของหวงควนคือน้องเล็กสุดในบรรดาพี่น้อง สิทธิ์จึงตกมาอยู่ที่ลูกๆ ของเขา
สมัยนั้นหวงควนยังไม่ได้แต่งงานและที่บ้านมีพี่น้องหลายคน พ่อของเขาจึงยกหวงควนให้เป็นบุตรบุญธรรมของพี่ชายคนโต ด้วยเหตุนี้ ภาระเรื่องการสร้างบ้านและหาเมียให้หวงควนจึงตกเป็นหน้าที่ของปู่หวง
หลังจากหวงควนถูกรับไปเลี้ยง ปู่หวงก็เป็นคนออกเงินสร้างบ้านให้ สินสอดทองหมั้นและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในงานแต่งงาน แกก็เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด
เมื่อสองผู้เฒ่าอายุมากขึ้น ทำนาไม่ไหว ที่ดินของพวกเขาก็ถูกหวงควนกับภรรยายึดไปทำกิน โดยตกลงว่าจะแบ่งข้าวสาลีและข้าวโพดให้ผู้เฒ่าปีละห้าร้อยชั่ง เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน หวงควนก็จะไป 'ขอยืม' เงินจากผู้เฒ่า แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะคืน
สำหรับลูกชายในนามคนนี้ ปู่หวงกับย่าหวงถือว่าเมตตามากแล้ว
แม้หวงควนจะไม่พอใจที่สองผู้เฒ่าเอ็นดูคนนอก แต่เขาก็ไม่โง่พอที่จะตัดขาดความสัมพันธ์ ที่ภรรยาพูดเรื่องฉีกสัญญาบุตรบุญธรรมก็เป็นแค่ความปากพล่อยยามโมโห พอหายบ้าเธอก็รู้ว่าความคิดนั้นโง่เขลาแค่ไหน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็กวักมือเรียกหวงเทา ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเข้ามาหา “เทาเทาเอ๊ย... ลูกเป็นหลานแท้ๆ ของปู่ใหญ่ ต่อไปต้องขยันไปบ้านปู่บ่อยๆ นะลูก แบบนี้พอพวกเขามีของดีๆ จะได้ไม่ตกถึงมือคนอื่น”
เธอลูบหัวลูกชายแล้วสอนสั่งต่อ “แล้วจำไว้นะ เวลาไปเจอพวกเขาต้องพูดจาหวานๆ ออเซาะฉอเลาะเข้าไว้ เด็กปากหวานใครๆ ก็เอ็นดู จะได้มีขนมกินเยอะๆ ดูอย่างนังหลินทิงเสวี่ยนั่นสิ ปากหวานจะตายชัก พวกผู้ใหญ่ถึงได้หลงมันนักหนา”
หวงเทากำหมัดเล็กๆ แน่น ใบหน้าฉายแววร้ายกาจเกินวัย “คอยดูเถอะ ถ้าผมเห็นนังหลินทิงเสวี่ยไปกินของฟรีบ้านปู่ใหญ่อีก ผมจะซัดให้ฟันร่วงหมดปากเลย!”
......
ตัดภาพมาที่บ้านตระกูลหลิน
เดิมทีทิงเสวี่ยกับพ่อทอดจักจั่นไว้เยอะพอสมควรแล้ว วันนี้อาสามยังเอามาแบ่งให้อีกจานใหญ่ แน่นอนว่ามื้อเดียวคงกินไม่หมด แต่โชคดีที่ตอนนี้มีตู้เย็นแล้ว ทิงเสวี่ยจึงแบ่งจักจั่นส่วนหนึ่งแช่ตู้เย็นไว้กินวันหลัง
ช่วงเช้าทิงเสวี่ยใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือและซักผ้า พอตกบ่ายเธอก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กมุ่งหน้าไปที่สวนผัก
สวนผักของบ้านหลินเมื่อก่อนไม่ได้ใหญ่นัก ปลูกแค่พอกินในครัวเรือน แต่ตั้งแต่หลินกั๋วผิงเริ่มขายซาลาเปา เขาก็ขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปจนกินพื้นที่เกือบครึ่งหมู่ ภายในแปลงเต็มไปด้วยผักตามฤดูกาลนานาชนิด
เพื่อให้รดน้ำได้สะดวก หลินกั๋วผิงถึงขั้นขุดบ่อน้ำไว้กลางสวน จากเดิมที่ต้องหาบน้ำเดินไกล ตอนนี้แค่ตักจากบ่อก็รดผักได้สบาย
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พืชผักในสวนงอกงามอุดมสมบูรณ์ที่สุดในรอบปี
ถั่วแขกและถั่วฝักยาวเลื้อยพันร้าน พริกสดเม็ดอวบเขียวชอุ่ม มะเขือม่วงผิวเป็นมันวาวลูกกลมน่ารัก
และที่ขาดไม่ได้สำหรับฤดูนี้คือแตงกวา... แตงกวาลูกยาวรีห้อยระย้าอยู่ตามเถา ราวกับแท่งหยกสีเขียวสดใส มองแล้วชวนให้น้ำลายสอ อยากจะเด็ดมากัดกินสดๆ ให้ชื่นใจ
มันฝรั่งถูกเก็บเกี่ยวเข้าบ้านไปนานแล้ว ส่วนฟักทองก็ลูกโตเต็มที่ อีกไม่กี่วันก็น่าจะแก่จัดพร้อมเก็บเกี่ยว
ผักที่รอให้เก็บกลับบ้านมีมากมายเหลือเกิน เพียงไม่นาน ตะกร้าไม้ไผ่ใบน้อยของทิงเสวี่ยก็ถูกอัดแน่นจนพูน