นี่คือ...
เหลียนนั่วมองไปที่ยานโดยสารตรงหน้า นี่เป็เครื่องจักรกลที่แม้โลกจะมาถึงยุควันสิ้นโลกแล้วก็ยังไม่สามารถผลิตออกมาได้ ในยุควันสิ้นโลกนั้นมีสิ่งของหลายอย่างที่ถูกทำให้เสียหาย และทั้งที่อารยธรรมของมนุษย์ก้าวหน้ามากขนาดนั้น แต่กลับรู้สึกเหมือนถอยหลัง
นักวิทยาศาสตร์ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการวิจัยเซรุ่มต้านไวรัส สิ่งอื่นล้วนไม่สำคัญ
ดวงตาเหลียนนั่วเป็ประกาย เขามองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนความตื่นเต้นยินดี ั้แ่ส่วนหัวไปจนถึงส่วนท้ายของยานโดยสาร กระทั่งคนรับใช้ที่หน้าประตูของห้องโดยสารก็ไม่เว้น
ความปีติยินดีของเด็กหนุ่ม แสดงออกมาอย่างเรียบง่ายเช่นนี้
คาดิสคิดว่าคลังข้อมูลของจักรวรรดิน่าจะผิดพลาดแล้ว
ตามบันทึกในคลังข้อมูล นักโทษเพศเมียผู้นี้มีอุปนิสัยมืดมนอย่างยิ่ง แต่เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ากลับมีแววตากระจ่างใสแสนบริสุทธิ์
“ชอบไหมครับ” คาดิสถาม “นี่คือยานโดยสารที่ธรรมดาที่สุด เทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในสิบของยานโดยสารของราชวงศ์ด้วยซ้ำ”
ยานโดยสารที่ธรรมดาที่สุดงั้นหรือ
“ใครเป็คนออกแบบสิ่งนี้เหรอ” เหลียนนั่วถาม
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มแหบแห้ง ไม่ชัดเจน เหมือนเด็กเพิ่งหัดพูด ภาษาของดาวดวงนี้ต่างจากภาษาบนโลก เหลียนนั่วจึงทำได้เพียงค้นหาวิธีพูดจากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม
ก็เหมือนกับคนคนหนึ่งที่กำลังพูดภาษาซึ่งไม่คุ้นเคย ยังโชคดีที่การออกเสียงและการใช้คำนั้นถูกต้อง เพียงแต่ทุกคำที่พูดออกมาอาจจะช้าไปสักหน่อยเท่านั้น
ตอนแรกคาดิสคิดว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มชอบน่าจะเป็ตัวยานโดยสาร แม้นี่จะเป็ยานโดยสารธรรมดาที่ราชวงศ์ใช้เป็ปกติก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะมีใช้ได้ คิดไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มสงสัยใคร่รู้จะกลายเป็ผู้ออกแบบยานโดยสารนี้ไปได้
“ออกแบบโดยเท่ออีเฮ่อ ฝ่ายเทคนิคที่อุทิศตัวให้กับราชวงศ์ครับ” คาดิสตอบ
“อ้อ”
เหลียนนั่วตอบกลับด้วยคำพยางค์เดียวอีกครั้ง จากนั้นก็ยืนนิ่ง
อุปนิสัยของเด็กหนุ่มคนนี้ออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อย
“เชิญขึ้นยานครับ หลังขึ้นยานแล้วกระผมจะอธิบายถึงสาเหตุที่ต้องพาท่านออกไปจากที่นี่ให้ฟังอย่างคร่าวๆ” คาดิสทำท่าผายมือเชิญ
“ได้” เหลียนนั่วเองก็ไม่เกรงใจเช่นกัน เขาเดินนำหน้าอีกฝ่าย ก้าวขึ้นยานโดยสารทันที
เมื่อคนธรรมดาเห็นผู้มีพลังพิเศษ สีหน้าท่าทางของพวกเขามักจะขึงขัง แต่สิ่งนี้กลับไม่เห็นในตัวของเหลียนนั่ว เขาคล้ายไม่รู้สึกถึงคลื่นพลังงานอันทรงพลังที่เล็ดลอดออกมาจากตัวของพ่อบ้านลำดับที่หนึ่งของราชวงศ์ผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
เหตุผลที่คาดิสใช้ยานโดยสารธรรมดาบินมารับเหลียนนั่วที่ดาวของนักโทษเนรเทศ เป็เพราะเขาไม่้าให้คนรู้ว่าเหลียนนั่วถูกยานโดยสารของราชวงศ์พาตัวไป
ยานโดยสารที่ภายนอกดูเหมือนธรรมดาลำนี้ ห้องด้านในกลับตกแต่งไว้อย่างสวยสดงดงามตามมาตรฐานของราชวงศ์
ใช้คำว่าเหลืองอร่ามงามตามาบรรยายก็ไม่น่าจะเกินไป เหลียนนั่วที่เห็นแต่ความอ้างว้างในยุควันสิ้นโลกจนคุ้นชิน จึงตกตะลึงจนพูดไม่ออกเมื่อได้เห็น
สีหน้าท่าทางแบบนี้อยู่ในความคาดหมายของคาดิส
เขายิ้มเล็กน้อย เชิญให้เหลียนนั่วนั่งลง เรียกคนรับใช้ให้นำของว่างและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ จากนั้นจึงเอ่ย “กระผมชื่อคาดิส เป็พ่อบ้านลำดับที่หนึ่งของราชวงศ์”
“อืม เมื่อกี้คุณบอกชื่อคุณแล้ว” เหลียนนั่วกล่าว และไม่ได้ให้ความสนใจต่อตำแหน่งพ่อบ้านลำดับที่หนึ่งของราชวงศ์มากนัก
สีหน้าท่าทางสงบเยือกเย็นของเด็กหนุ่ม อยู่เหนือความคาดหมายของคาดิสอีกครั้ง พ่อบ้านลำดับที่หนึ่งของราชวงศ์ซึ่งขึ้นชื่อเื่ความสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอด วันนี้กลับรู้สึกประหลาดใจอยู่หลายครั้งหลายคราว
แต่เขาก็ปกปิดมันไว้ได้
“ท่านรู้จักสิงเหยียนไหมครับ” คาดิสถามต่อ
สิงเหยียนเหรอ เหลียนนั่วใช้ความทรงจำจากเ้าของร่างเดิมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไร้ประโยชน์ เ้าของร่างเดิมเป็คนธรรมดาสามัญที่ไม่เอาการเอางาน และไม่สนใจเื่เล็กใหญ่ของจักรวรรดิเลยสักนิด ดังนั้นเขาจึงได้แต่ส่ายศีรษะและถามอย่างจริงจัง “สิงเหยียนคือใคร”