บทที่ 12
ตะเกียง!
“ต้องเลี้ยงอีกสองชีวิต!” เงินยี่สิบตำลึงทำอะไรได้มากมายขนาดนั้นเชียวหรือ ชีวิตเขาเกิดมาบนกองทอง เื่ค่าใช้จ่ายเป็หน้าที่ของพ่อบ้าน อยากได้สิ่งใดแค่เพียงเอ่ยปาก
“จริง ๆ แล้วเลี้ยงครอบครัวมารดาเลี้ยงของข้าด้วย” ถังหลี่มี่หยุดเดิน หันหน้ามาพูดกับบุรุษซื่อบื้อ ใบหน้าหวานเชิดขี้นเล็กน้อย ถ้าให้อธิบายคือนางภูมิใจในตัวเอง
“แล้วเหตุใดเ้าต้องเลี้ยงครอบครัวมารดาเลี้ยง? สตรีเช่นเ้าควรอยู่แต่ในห้องหอเตรียมตัวออกเรือน บิดาควรเป็ผู้หาเลี้ยงครอบครัว มิใช่ให้เด็กสาวอย่างเ้ามาแบกรับ หรือบิดาเ้าเสียไปแล้ว?” ลู่ฮ่าวอู๋พูดกับสตรีตรงหน้าประโยคเดียว ยาวกว่าพูดกับพวกลูกเรือในหนึ่งวันซะอีก!
“บิดาข้าหาเลี้ยงคนเดียวไม่พอ บ้านใหญ่ใช้เงินเปลืองมาก ตอนข้าอายุสิบหนาว แม้แต่อาหารวันละมื้อก็ไม่มีกิน น้อง ๆ ก็ยังเล็กนัก พวกนางได้แต่ดื่มน้ำประทังความหิว ตัวข้าเป็สตรี ปีนป่ายต้นไม้ไม่เก่งเช่นบุรุษ จะปีนขึ้นไปหาไข่นกเหมือนเด็กคนอื่นก็ทำมิได้ ข้าจึงเลือกขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ พอให้มีทุนรอนมาขายน้ำเต้าหู้และแผ่นแป้งเ้าค่ะ” ถังหลี่มี่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดนางต้องอธิบายเื่พวกนี้ให้เขาฟัง คิดเสียว่าแลกเปลี่ยนการใช้ชีวิตของคนรวยและคนจน
“เ้าเป็สตรีแกร่ง” ชายหนุ่มกล่าวชมเชย
“ข้าเจอท่านสามครั้ง ยังไม่รู้จักนามของท่านเลย ข้าชื่อถังหลี่มี่ เรียกว่าหลี่มี่ก็ได้เ้าค่ะ”
“ข้ามีนามว่าฮ่าวอู๋ แซ่ลู่”
“แซ่ลู่! นั่นเป็แซ่ของฮ่องเต้แคว้นต้าลู่ ท่านเป็พระญาติขององค์ฮ่องเต้หรือเ้าคะ!?” แซ่ลู่เป็แซ่ขององค์จักรพรรดิฮ่องเต้แห่งอาณาจักรต้าลู่ ั้แ่อาณาจักรนี้ก่อตั้งผู้ครองบัลลังต่างแซ่ลู่
“เป็เพียงเครือญาติห่าง ๆ แทบจะนับมิได้” ลู่ฮ่าวอู๋ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าล่วงเกินท่านแล้ว!” ถังหลี่มี่ใ ปกติแค่นายอำเภอ ชาวบ้านอย่างพวกนางก็เข่าอ่อนกันแล้ว แต่ชายผู้นี้คือพระญาติ! ต่อให้ห่างแค่ไหนก็มีเชื้อสายลู่! นางย่อกายคาราวะตามที่เคยเห็นบ่าวในอำเภอทำ
ลู่ฮ่าวอู๋ส่ายหน้า “ข้าแทบจะนับเป็พระญาติไม่ได้ด้วยซ้ำ เ้าลุกขึ้นเถิด ใกล้ถึงบ้านของเ้าแล้วหรือยัง?”
“ใกล้แล้วเ้าค่ะ” น้ำเสียงของถังหลี่มี่สุภาพขึ้นถึงเก้าส่วน
“ตลอดทางข้าไม่เห็นบ้านของผู้ใด บ้านเ้าอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านหรือ?” ลู่ฮ่าวอู๋รู้สึกว่าบ้านของนางอยู่ลึกลับกว่าลำธารกลางป่าเสียอีก
“เ้าค่ะ บ้านข้าอยู่ห่างไกล ที่ดินผืนนี้รกล้างผู้คน บิดาข้าเพิ่งแยกบ้านออกมาได้ไม่นาน” บรรดาลูกหลานที่แยกบ้านต้องออกไปจับจองที่ดินผืนใหม่ ซึ่งอยู่แยกตัวออกมาจากหมู่บ้านเดิม เดินมาได้ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถึงบ้านของนาง “ถึงแล้วเ้าค่ะ ขอบคุณท่านที่มาส่ง นี่ตะเกียงไฟเ้าค่ะ”
ลู่ฮ่าวอู๋มองตะเกียงอันน้อย “บ้านเ้ามีอยู่เพียงหนึ่งอัน เ้าเก็บไว้ใช้เถิด” ชายหนุ่มพยายามมองกระท่อมน้อยผ่านความมืด ต่อให้มองไม่ชัดก็มองออกว่ามันซอมซ่อขนาดไหน นางคงใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก จริง ๆ
ใบหน้าหวานประดับไปด้วยรอยยิ้ม เขาคือพระญาติเชียวนะ! ตะเกียงไฟอันเดียวนางเต็มใจยกให้! “มิต้องเกรงใจ! ท่านอุตส่าห์มาส่งข้า หากให้ท่านเดินกลับมืด ๆ เพียงลำพัง ข้าคงใจั์ใจมารเกินไปแล้ว”
ลู่ฮ่าวอู๋เลื่อนสายตามองใบหน้าเล็กจ้อยที่ยิ้มจนตาหยี แม้ชีวิตยากลำบาก ก็ไม่อาจทำลายรอยยิ้มที่สดใสนี้ไปได้
“ขอบใจ” เขารับน้ำใจของนาง
ชายหนุ่มมองจนนางเดินเข้าบ้านเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับที่ตั้งค่ายพักของตนเอง
กลางดึกสงัด ค่ายพักมีเพียงความมืดมิด
“เฉินเฟิง! เหตุใดค่ายจึงมืดสนิทเช่นนี้!? ข้ามองสิ่งใดไม่เห็น มิใช่ว่ามีนักฆ่ามาอีกแล้วหรอกรึ!” เสี่ยวหวังเดินชนต้นไม้ ชนเสาตั้งกระโจม ชนทุกสิ่งที่ขวางหน้า ก่อนจะออกไปตามหานายน้อย แต่ละกระโจมของพวกเขาส่องสว่าง เหตุใดกลับมาจึงมืดสนิท
หลังจากนายน้อยไปส่งสตรีแปลกหน้า เสี่ยวหวังและเฉินเฟิงเล่นน้ำที่ลำธารกันอีกครู่ใหญ่แล้วจึงกลับค่าย
“ไม่ใช่นักฆ่า” เฉินเฟิงััได้ว่าไม่มีศัตรู “เ้าพวกนั้นคงดับไฟกันเองกระมัง”
“เ้าพวกบ้า! ชอบอยู่ในความมืดกันหรือไง เมาจนสมองเพี้ยน!” เสี่ยวหวังบ่นกระปริบกระปอย ก่อนจะคลำหาทางกลับเข้ากระโจมนอนของตนเอง
ถังหลี่มี่ตื่นตอนได้ยินเสียงไก่ป่าขัน นางเปิดประตูบ้านรับแสงแห่งวันใหม่ ร่างเล็กเดินเตาะแตะไปเปิดประตูบ้านด้วยความงัวเงีย นางใส่ชุดของน้องสาว เพราะชุดของนางเปียกไปทั้งตัว จึงตากไว้ที่ราวตากผ้า ส่วนอีกชุดขาดยังไม่ได้ปะชุน
ถังลี่อิงออกจากบ้านไปขายของั้แ่เช้าตรู่ ถังหลี่มี่เข้าครัวไปทำอาหารอย่างง่าย ๆ นางเห็นน้ำเต้าหู้และแผ่นแป้งที่น้องสาววางไว้ให้ มีสำหรับหนึ่งคน ไม่มีสำหรับถังรั่ว
นางเปิดตู้กับข้าว ตั้งใจจะต้มไข่สักฟอง แต่เมื่อเห็นไข่ไก่สองฟองวางคู่กัน ภาพบางสิ่งบางอย่างที่ยังคงติดตาวาบเข้ามาในหัว นางรีบปิดตู้กับข้าว แล้วใช้มือตบหน้าเรียกสติตนเองเบา ๆ
“หลี่มี่ เ้าเป็บ้าไปแล้วหรือไง!” ใจดวงน้อยสั่นระรัวเมื่อคิดถึงบางสิ่งที่มีลักษณะกลม ๆ สองใบ…
นางเลิกคิดที่จะต้มไข่ แล้วหยิบแผ่นแป้งหนึ่งแผ่นไปกินที่หลังบ้าน เตรียมตัวเริ่มงานแกะสลักไม้ของวันนี้ต่อ
แต่เมื่อเปิดประตูหลังบ้าน นางแทบสะดุดล้มหน้าทิ่ม “ตะเกียงของผู้ใดกัน!? เหตุใดจึงนำมาวางที่หลังบ้านข้ามากมายขนาดนี้!”
นางเดินนับจำนวนตะเกียง นับได้เกือบยี่สิบอัน! ภาพใบหน้าหล่อเหลาภายใต้ความมืดของคนผู้หนึ่งลอยเข้ามาในภวังค์ความคิด “คงมิใช่พระญาติผู้นั้นหรอกนะ! แต่ว่า…”
ผู้ที่รู้ว่าบ้านนางมีตะเกียงเพียงหนึ่งอันก็คือเขาผู้นั้น นี่อาจจะเป็การตอบแทนของเศรษฐี คิดได้ดังนั้น นางเก็บตะเกียงเข้าบ้านอย่างสบายใจ แต่จำนวนของมันมีเยอะเกินไป ทำให้พื้นที่ในบ้านของนางเหลือน้อยจนแทบเดินไม่ได้
ในขณะนั้น เสียงจากหน้าบ้านดังขึ้น “ลี่อิง! นางถังลี่อิง!”
เสียงแหลมปรี๊ดนี้เป็ของซื่อเหนียง มารดาเลี้ยงของพี่น้องสกุลถัง
ถังหลี่มี่เดินออกไปดู ไม่ลืมหยิบเงินสามสิบอีแปะออกไปจ่ายส่วย
ซื่อเหนียงยืนกอดอกทำหน้าโหดรออยู่หน้าบ้าน นางตั้งใจจะมาข่มขู่เอาเงินจากถังลี่อิง เพราะคิดว่าถังหลี่มี่ออกไปขายของแล้ว เมื่อนางเห็นคนที่ควรจะออกไปขายของที่ตลาดั้แ่เช้าเดินออกมาจากประตู ความหยิ่งยโสที่มีลดลงไปเกินกว่าครึ่ง
“วันนี้เ้ามิได้ไปขายของรึ!?” ซื่อเหนียงไม่กล้าข่มขู่ถังหลี่มี่ เพราะอีกฝ่ายไม่สนหน้าใครทั้งนั้น หากพูดไม่เข้าหูนาง นางก็จะไม่ให้เงิน
“ข้าให้ลี่อิงไปแทน นางโตพอจะเรียนรู้การค้าขายด้วยตัวเองแล้ว”
“แล้วเหตุใดถังรั่วจึงไม่ยอมกลับ นางหมกตัวอยู่ในห้องถังอวี้ั้แ่เมื่อวานแล้ว หากเป็เช่นนี้… มิใช่เ้าต้องจ่ายข้าเพิ่มรึ? ข้าต้องเลี้ยงดูน้องสาวเ้าเพิ่มอีกปากท้องหนึ่งเชียวนะ!” ความจริงซื่อเหนียงตั้งใจจะไล่ถังรั่วออกจากบ้านั้แ่เมื่อวาน แต่ถังอวี้บุตรีสุดรักสุดหวงของนางห้ามไว้ แล้วออกอุบายเรียกเก็บเงินเพิ่มจากถังหลี่มี่แทน
“เช่นนั้น… ท่านว่าข้าควรจ่ายเพิ่มเท่าไร?” ถังหลี่มี่อยากไล่น้องสาวคนเล็กไปให้พ้นหูพ้นตาอยู่แล้ว ครั้งนี้นางจะยอมจ่ายเพื่อความสบายใจแล้วกัน
“อืม…” ซื่อเหนียงทำหน้าลำบากใจ ก่อนจะพูดจำนวนเงินที่้าเพิ่มออกมา “เพิ่มวันละห้าสิบอีแปะก็พอ เ้าเองก็ลำบากไม่น้อย ข้าเห็นใจเ้ายิ่งนัก”
“เด็กคนเดียวคิดเงินเพิ่มวันละห้าสิบอีแปะ หนึ่งเดือนเป็เงินเกือบสองตำลึง ท่านไม่คิดว่ามันเกินไปหน่อยรึ!?” มารดาเลี้ยงผู้นี้มีโอกาสเอาเปรียบนางทีไร ตั้งใจจะเค้นให้ตายกันไปข้าง!
“น้องเ้าอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน เด็กวัยนี้กินเก่งกว่าผู้ใหญ่สามคนซะอีก! ถ้าเ้าไม่สะดวก ก็เอาน้องสาวกลับไปเลี้ยงเองตามเดิม” ซื่อเหนียงยิ้มอย่างได้ใจ แต่คำตอบที่ได้รับจากลูกเลี้ยงคือ
“ได้! กลับมาอยู่กับข้า อย่างมากก็เสียแผ่นแป้งเพิ่มสองสามแผ่น คิดเป็เงินยังไม่ถึงสิบอีแปะด้วยซ้ำ เหตุใดข้าต้องเสียเงินเพิ่มกว่าสี่สิบอีแปะเพื่อเด็กหัวเหม็นคนเดียวด้วย!” นางมิใช่ลูกพลับนิ่ม ที่จะให้มารดาใจทรามนี่บีบคั้นได้ตามใจชอบ
ซื่อเหนียงอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าถังหลี่มี่จะยกเลิกง่าย ๆ เช่นนี้ “ได้อย่างไรกัน! ถังรั่วนางอยากอยู่กับข้า เ้าจะข่มเหงน้ำใจนางรึ?”
“ข่มเหงน้ำใจ!? ข้ากับลี่อิงทำงานอย่างหนัก แต่นางหมกมุ่นอยู่กับถังอวี้ ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ถึงบุรุษเมืองหลวง เหลวไร้สิ้นดี! หากนางไม่กลับก็ให้นางจ่ายเงินท่านวันละห้าสิบอีแปะแทน นางจะได้รู้ กว่าจะได้มาแต่ละอีแปะมันเหนื่อยแค่ไหน!” ถังหลี่มี่พูดจบก็หันหลังปิดประตูใส่หน้ามารดาเลี้ยง
“ปัง!”
“เอ๊ะนี่! เดี๋ยวก่อนซิหลี่มี่! แล้วเงินที่ข้าไม่ได้มาเอาเมื่อวานนี้เล่า เปิดประตูก่อน หลี่มี่นางเด็กบ้า! นี่เ้าคิดจะโกงข้ารึ!” ซื่อเหนียงทุบประตูแทบพัง แต่หลี่มี่นางมารน้อยก็ยังเป็คนเดิม ใจแข็งเสมอต้นเสมอปลาย นางพูดไม่เข้าหูคำเดียวก็สะบัดหน้าใส่ เงินก็ไม่ให้ “เจ็บใจนัก! เป็เพราะนางเด็กถังรั่วนั่นคนเดียว!”
ซื่อเหนียงเก็บความโมโหนี้ไปลงกับลูกเลี้ยงคนเล็ก นางตีมึนไม่ให้อาหารถังรั่ว ทั้งยังใส่ร้ายหลี่มี่ว่าไม่ยอมจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูหลายวัน จนบ้านใหญ่ไม่มีเงินซื้อเสบียง
ซื่อเหนียงเจ็บใจยิ่งนัก ที่เมื่อวานพลาดไม่ได้มาเก็บส่วย ถังซุนเ้าลูกบ้านั่นทำเื่งามหน้าอีกแล้ว ถังซุนไปเล่นพนันปลากัดกับเพื่อนบัณฑิตคนอื่น ๆ ติดหนี้นับสิบตำลึง เ้าลูกโง่นั่นยังหน้าใหญ่ บอกจะใช้หนี้แทนเพื่อนคนอื่น ๆ ยังดีที่นางไปห้ามเขาทัน ไม่อย่างนั้นคงได้ทำสัญญาจ่ายเงินคืนร่วมร้อยตำลึง!
ถังหลี่มี่เลิกสนใจมารดาเลี้ยง และน้องสาวคนเล็ก นางล้างหน้า ก่อนจะเริ่มทำงานไม้ต่อ หากแกะได้วันละสามด้าม สองเดือนเก้าสิบด้าม ก็ยังไม่ครบร้อยอยู่ดี คงต้องเร่งมือให้เร็วกว่านี้
มีE-Book
เล่ม 1
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6MjUyOTAxO30
เล่ม 2 (จบ)
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6MjUyOTAyO30