แสงอรุณเบิกฟ้าสาดส่องผ่านรอยแตกของผนังไม้กระท่อม กระทบเข้ากับใบหน้าของหลี่เฉิน กลิ่นอายของไม้ผุและคราบดินยังคงอบอวลอยู่ภายในกระท่อมหลังเก่าที่แทบจะกันแดดกันฝนไม่ได้เสียด้วยซ้ำ รอยแยกของผนังไม้ที่ผุพังตามกาลเวลาทำให้แสงแดดส่องเป็ลำเข้ามา กระทบกับหยากไย่ที่ห้อยระย้าอยู่ตามมุมห้อง เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ สภาพความเป็อยู่ที่แร้นแค้นนี้เป็สิ่งที่เขาต้องทนอยู่มานับั้แ่วันที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้
วันนี้เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป อาฝูยังคงหลับใหลอยู่บนพื้นกระดานข้างๆ ร่างกายของเด็กหนุ่มเริ่มดูดีขึ้นจากการได้ทานอาหารเต็มอิ่ม ความเงียบสงัดของยามเช้าถูกรบกวนด้วยเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากแนวป่า ลมหายใจที่สม่ำเสมอของอาฝูทำให้หลี่เฉินนึกถึงชีวิตที่แสนลำบากในอดีต ชีวิตที่เขาต้องดิ้นรนเพียงลำพังในโลกที่โหดร้าย ความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีคนข้างกายค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ เขาไม่ได้้าอำนาจยิ่งใหญ่ เพียง้าแค่ให้เด็กหนุ่มคนนี้รอดพ้นฤดูหนาวไปได้ก็เท่านั้น
หลี่เฉินเดินออกไปที่หน้ากระท่อม ก้าวแรกที่เขามุ่งหน้าไปคือ **ต้นแอปเปิ้ล** ที่เขานำเมล็ดจากระบบมาปลูกไว้ มันไม่ใช่ต้นไม้ทั่วไปที่พบเห็นได้ตามป่าแถบนี้ แต่มันหยั่งรากและเติบโตอย่างรวดเร็วเกินธรรมชาติ หลี่เฉินเชื่อสนิทใจว่าเป็เพียงความโชคดีที่พบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เขามองกิ่งก้านแข็งแรงด้วยแววตาเรียบเฉย ไม่ได้เอะใจเลยว่าความเร็วในการเติบโตนี้ผิดปกติเพียงใด "ยังไม่ถึงเวลาสินะ..." เขาพึมพำ พลางรดน้ำต้นแอปเปิ้ลด้วยความทะนุถนอมประหนึ่งพืชสวนหลังบ้านทั่วไป
มื้อเช้าในกระท่อมผุๆ เต็มไปด้วยความอบอุ่น กลิ่นผักบุ้งป่าผัดเห็ดหอมฟุ้งกระจาย ส่วนเมล็ดข้าวเปลือกที่ได้รับจากการรับจ้างมา หลี่เฉินเก็บรักษาไว้ในห่อผ้าอย่างดีและวางไว้ในที่ปลอดภัยที่สุด เขาไม่ได้มองว่ามันเป็เมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่มองว่าเป็ "ความหวังเดียว" ที่จะช่วยให้ไม่อดตายในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น
เมื่อจัดการมื้อเช้าเสร็จ ทั้งคู่สะพายจอบมุ่งหน้าไปยังผืนนา ระหว่างทางผ่านทุ่งหญ้าที่หยาดน้ำค้างยังเกาะอยู่ สายลมเย็นพัดผ่านหอมกลิ่นฟางข้าวและดินร่วน ชาวบ้านที่พบระหว่างทางต่างทักทายอย่างเป็มิตร หลี่เฉินรู้สึกได้ถึงสายตาที่เปลี่ยนไป ซึ่งเขาคิดว่าเป็เพราะเขาเริ่มดูแลตัวเองได้และไม่เป็ภาระของหมู่บ้าน การได้รับการยอมรับในระดับเล็กน้อยนี้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
อากาศยามเช้าเย็นสบาย ผืนนาที่ช่วยกันถางไปเมื่อวานดูเป็ระเบียบ แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องลงมาทำให้ผืนดินดูเป็เงางาม หลี่เฉินและอาฝูใช้เวลา่เช้าพลิกหน้าดินอย่างมุ่งมั่น หยาดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าของอาฝู แต่น่าแปลกที่เด็กหนุ่มกลับไม่แสดงความเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น หลี่เฉินเองก็นึกชื่นชมความอดทนของอาฝู โดยคิดเพียงว่าเป็เพราะได้ทานอาหารอิ่มท้องเท่านั้น
จนกระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามาใกล้พร้อมไม้เท้าคู่ใจ เขาพินิจมองผืนนาแล้วแย้มยิ้ม "เฉินเอ๋อร์ อาฝู... พวกเ้าทำได้ดีมาก" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน "คนในหมู่บ้านเราล้มเลิกที่จะพลิกฟื้นผืนนาแถบนี้ไปนานแล้ว เพราะมันเป็ดินแข็ง แต่เห็นพวกเ้าตั้งใจเช่นนี้ ข้าก็พลอยชื่นใจไปด้วย... จงจำไว้ว่าความขยันไม่เคยทรยศใคร" หลี่เฉินโค้งตัวคำนับด้วยความเคารพ ก่อนจะสานงานต่อจนเสร็จสิ้นภารกิจ
เมื่อย่างเข้าสู่่บ่าย พวกเขาก็เริ่มลงมือหว่านเมล็ดข้าวเปลือกที่เก็บออมมา หลี่เฉินหว่านเมล็ดด้วยความระมัดระวังประหนึ่งเมล็ดแต่ละเมล็ดมีค่าดั่งทองคำ ทันทีที่เมล็ดสุดท้ายร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นในหัว!
*ติ๊ง!*
[ภารกิจ: หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต เสร็จสิ้น!]
[กำลังมอบรางวัลปริศนาให้โฮสต์...]
หลี่เฉินวางจอบลง หัวใจเต้นรัว ทว่าสิ่งที่ปรากฏในมือกลับเป็เพียงพู่กันด้ามไม้เก่าๆ ที่ดูผุพัง ขนพู่กันหลุดลุ่ยไม่เป็ทรง เขาขมวดคิ้วมองพู่กันในมือด้วยความผิดหวังอย่างแรง 'รางวัลอะไรกัน? ของเก่าผุพังนี่น่ะหรือ?' เขาไม่ได้คาดหวังเื่ปาฏิหาริย์จากระบบนี้เลยแม้แต่น้อย
[ได้รับรางวัล: พู่กันแห่งปราชญ์ (ของเก่า)]
[คำอธิบาย: ต่อไปนี้โฮสต์ไม่ต้องใช้ถ่านหรือเศษไม้มาเขียนหนังสือบนพื้นดินให้เลอะเทอะอีกต่อไป พู่กันนี้จะใช้หมึกเสมือนในการเขียนข้อความหรือบันทึกได้ทุกที่ตาม้า!]
"ไอ้ระบบสารเลว! นี่เ้าล้อข้าเล่นใช่ไหม!" หลี่เฉินสบถในใจ "ข้า้าข้าวของที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่ของเอาไว้เล่นขีดเขียน!" ระบบตอบกลับสั้นๆ ทำให้เขายิ่งหงุดหงิด เขาเก็บพู่กันนั้นลงในย่ามอย่างไม่ใยดี อาฝูที่เดินเข้ามาเห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวก็รีบเดินมาด้วยความกังวล "ท่านพี่... เป็อะไรไปหรือขอรับ? สีหน้าของท่านพี่ดูไม่ดีเลย" หลี่เฉินถอนหายใจ "ไม่มีอะไรหรอก... ข้าแค่รู้สึกเหนื่อยเกินไปหน่อย" อาฝูพยักหน้าและก้มหน้าทำงานต่อ
ระหว่างเดินกลับกระท่อม แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเป็สีส้มทอง หลี่เฉินััได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลัง เขาหยุดฝีเท้าลง สายตาเหลือบไปมองแนวป่าข้างทาง เห็นเงาตะคุ่มไหววูบหายไปหลังต้นไม้ใหญ่ สายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาอย่างหิวกระหายและไม่เป็มิตร หลี่เฉินกำด้ามจอบแน่น ใจหนึ่งกลัวว่าเป็พวกโจร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าคงเป็แค่สัตว์ป่า เขาข่มความกลัวไว้ไม่ให้ส่งผลต่ออาฝู
เมื่อถึงกระท่อม หลี่เฉินรีบเดินสำรวจรอบๆ ตัวอกระท่อม เขาทดสอบกลอนประตูไม้ที่ผุพังให้แ่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาใช้ท่อนไม้ขัดประตูหน้าเอาไว้ก่อนจะเดินไปตรวจสอบหน้าต่างทุกบานที่มีรอยแตก เขาพยายามหาเศษผ้าเก่าๆ มาอุดรอยรั่วเพื่อไม่ให้คนภายนอกส่องเข้ามาเห็นข้างในได้ การทำเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกมั่นใจขึ้นเล็กน้อยว่าเขาได้ปกป้องสิ่งที่เขามีอย่างสุดความสามารถแล้ว
ภายใต้แสงตะเกียงที่ริบหรี่ ทั้งสองนั่งล้อมวงกินอาหารมื้อค่ำ อาฝูมองดูใบหน้าที่เคร่งเครียดของพี่ชายแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ "ท่านพี่... พรุ่งนี้ถ้าเราต้องไปในเมือง ท่านพี่อย่าได้กังวลใจไปเลยนะ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านพี่เอง" คำพูดซื่อๆ ของเด็กหนุ่มทำให้ความขุ่นมัวในใจหลี่เฉินคลายลง "ขอบใจมากอาฝู เ้าเองก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอนะ พรุ่งนี้การเดินทางของเราคงยาวไกล" หลี่เฉินตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ ก่อนจะเตรียมตัวดับไฟ
บรรยากาศในกระท่อมเริ่มเงียบงัน หลี่เฉินนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างที่ปิดตาย ป่าข้างนอกนั้นเงียบสงัดจนน่ากลัว มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้แห้งเป็จังหวะ ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบของคนหลายคนที่กำลังสนทนากันในเงามืด ความมืดมิดในคืนนี้ดูจะหนาแน่นและกดดันกว่าคืนไหนๆ หลี่เฉินหยิบพู่กันในย่ามออกมามองมันอีกครั้งด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะวางทิ้งไว้ข้างตัว แล้วจึงเอนกายลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักทั้งวัน
ในยามค่ำคืน ผืนนาที่พวกเขาเพิ่งหว่านเมล็ดไปกลับมีความแปลกประหลาด เมล็ดข้าวที่หว่านลงไปัักับดินที่ได้รับหยาดเหงื่อจากความตั้งใจของคนสองคน พลังงานที่ซ่อนอยู่ในผืนนาก็เริ่มตอบสนองอย่างรุนแรง เมล็ดข้าวเ่าั้กำลัง 'ตื่น' ขึ้นมาด้วยพลังงานมหาศาล ความสงบสุขของหมู่บ้านในค่ำคืนนี้กำลังจะถูกสั่นคลอนด้วยพลังงานลี้ลับ โดยที่หลี่เฉินยังคงนอนหลับฝันถึงชีวิตที่เรียบง่าย โดยหารู้ไม่ว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือผืนนา และเงาปริศนาที่เขาเห็นในป่าก็ได้ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหยุดนิ่งอยู่ตรงริมรั้วผืนนาของเขาแล้ว!