อีกเจ็ดวันจะถึงกำหนดวันรับของ
ช่วงบ่ายภายในป้อมปราการแอสทราวินภายในห้องพักที่มาร์ควิสราฟาเอลจัดเตรียมไว้ให้ อัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่า เฟย์ไรน์ ไม่ได้สวมชุดเกราะที่มีตราสัญลักษณ์ของศาสนจักรแต่กลับสวมชุดลำลองสีเหลืองอ่อนแต่กลับยังคงให้ความรู้สึกสูงศักดิ์นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยมีเจมส์ที่ตอนนี้ยังคงสวมชุดเกราะยืนอยู่ที่ด้านหลังของเธอ ดาบของเธอวางพิงกับโต๊ะใกล้มือบ่งบอกว่าแม้เธอจะแต่งตัวเช่นนี้แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญการต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
สายตาของทั้งสองคนจ้องมองของหลายชิ้นบนโต๊ะนี่เป็นสิ่งที่คนแคระนักล่าค่าหัวสั่งให้ช่างตีเหล็กแกรี่ทำ คาทาริน่าได้สั่งให้แกรี่ส่งสิ่งเหล่านมาพร้อมสัญญาว่าจะส่งคืนให้ก่อนวันพรุ่งนี้ และด้วยอำนาจที่ล้นเหลือของศาสนจักรทำให้แกรี่ต้องยอมทำตามที่เธอสั่งอย่างไม่มีทางเลี่ยง คาทาริน่าเริ่มหยิบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด
“ท่านคาทาริน่าคิดว่าของเหล่านี้มันใช้งานยังไง?” เจมส์ถามขึ้นอย่างสงสัย
“คงต้องลองประกอบดู” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
เจมส์พยักหน้าครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นแบบแปลนพวกเขาก็เดาได้ไม่ยากว่าการจะใช้เจ้าสิ่งนี้จำเป็นต้องประกอบมันก่อน เพียงแต่พวกเขานึกภาพไม่ออกว่าเมื่อประกอบเสร็จแล้วมันจะมีหน้าตายังไง
คาทาริน่าเริ่มจากการหยิบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นขึ้นมาโดยเริ่มจากชิ้นที่ใหญ่ที่สุดซึ่งมีลักษณะเป็นโครงแล้วก็หยิบก้อนโลหะทรงกระบอกที่มีรูแปดรู แล้วเธอก็หยิบชิ้นอื่นๆ ขึ้นมาดูแล้งลองใส่ หลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่งเธอก็ประกอบมันได้สำเร็จ ด้วยความที่เธอเคยเห็นปืนไฟของพวกคนแคระมาก่อนทำให้เธอพอมองออกว่าตรงไหนคือด้ามจับ เมื่อเธอลองจับตรงด้ามก็พบว่ามันถนัดมือมากราวกับว่าคนที่ออกแบบมันได้คำนวนมาอย่างดี เธอลองขยับส่วนที่ควรจะขยับได้ต่างๆ ทั้งตรงที่สามารถใช้นิ้วชี้ขยับได้หรือตรงตำแหน่งบนที่ต้องใช้นิ้วโป้งขยับ พบว่าพวกมันเมื่อเมื่อขยับไปแล้วจะไม่คืนตำแหน่งเดินแต่ต้องใช้นิ้วดันกลับ
เธอลองดันตรงตำแหน่งใต้ที่เธอเดาว่าน่าจะเป็นลำกล้องปืนแล้วขยับตัวปืนเบาๆ พบว่าเจ้าก้อนโลหะก็ยื่นออกมาด้านข้างเผยให้เห็นรูแปดรู จนตอนนี้เธอก็ยังเดาไม่ออกว่ารูทั้งแปดนี้ใช้ทำอะไร เจมส์ที่ยืนมองดูการกระทำของเธอก็ถามด้วยความสงสัยว่า
“ท่านคาทาริน่าครับพอมองออกมั้ยครับว่าเจ้าสิ่งนี้ใช้ยังไง”
คาทาริน่าส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะพูดว่า
“ยังมองไม่ออกแต่ก็พอเดาได้อยู่อย่างหนึ่ง” เธอเว้นวรรคก่อนจะพูดว่า “ชิ้นส่วนมันไม่ครบ”
เจมส์ที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วทันที
“หรือว่าเจ้าช่างตีเหล็กนั่นจะเล่นแง่กับพวกเรา?”
ทว่าคาทาริน่ากลับยังคงส่ายหน้า
“เขาไม่ได้ทำแบบนั้นหรอกแต่เป็นคนที่สั่งทำของเหล่านี้ต่างหากที่รอบคอบเกินไปต่างหาก สังเกตได้จากการที่เขาปกปิดหน้าตาจนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครหรือมีหน้าตายังไง ทั้งยังมีความสามารถหรืออาจจะครอบครองอาร์ติแฟกซ์ที่ช่วยในการรบกวนคำทำนาย เห็นได้เช็ดว่าคนๆ นี้ให้ความสำคัญกับการปกปิดตัวตนขนาดไหน ส่วนอาวุธนี่ดุก็รู้ว่าเป็นอาวุธที่เหนือกว่าของพวกคนแคระ ทั้งความปราณีตและความซับซ้อนนี้แต่การที่เขาสั่งทำชิ้นส่วนไม่ครบก็หมายความว่าชิ้นส่วนอื่นๆ เขาก็คงสั่งให้ช่างอื่นทำ เพราะต่อให้แบบแปลนนี้หลุดออกไปสิ่งที่จะสร้างได้ก็คงเป็นแค่ของไร้ค่าที่ทำอะไรไม่ได้”
เจมส์ที่ได้ฟังก็พยักหน้าเขารู้สึกว่าการคาดเดาของคาทาริน่านั้นดูจะสมแหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง แต่แล้วเขาก็สะดุดใจเรื่องหนึ่ง
“แล้วการที่คนๆ นี้สั่งทำของจำนวนมากถึงสามสิบชิ้นก็หมายความว่า...”
คาทาริน่าพยักหน้าช้าๆ
“ถ้าเดาไม่ผิดเขาคงกำลังเตรียมสร้างกองกำลังของตนเองอยู่”
พูดจบเธอก็หันไปทางมุมห้องพบว่าแบรดยังนั่งกับพท้นอยุ่ตรงที่นั่งประจำ แบรดนั่งหลับตาเหงื่อตกสักพักเขาก็ลืมตาขึ้นก่อนจะหันสบตากลับเธอแล้วส่ายหน้าช้าๆ บ่งบอกว่าไม่มีอะไรคืบหน้า คาทาริน่าละสายตากลับมามองของที่เธอประกอบซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ
“เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งสัปดาห์เขาต้องมาเอาของแน่ แต่อย่างประมาทล่ะในหนึ่งสัปดาห์นี้เขาอาจโผล่มาก่อนก็ได้เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นนักล่าค่าหัวแล้วก็เตรียมตัวปะทะกับพวกราตรีแห่งการล้างแค้นด้วย”
“ “ครับท่านคาทาริน่า” ” เจมส์กับแบรดพูดพร้อมกันด้วยความหนักแน่น
เมืองไพร์ล็อกตอนนี้เหล่าผู้คนเริ่มเคยชินกับการส่งบุตรหลานของตนไปเรียนที่โรงเรียนบ้างแล้ว สำหรับโอกาสที่จะให้ลูกหลานได้มีความรู้นี้ใครบ้างที่จะไม่อยากได้ แม้แต่เหล่าเด็กในสลัมก็ได้รับโอกาสไม่ต่างกัน ทำให้แผนการพัฒนาศักยภาพผู้คนของเออร์วินเริ่มต้นไปได้ด้วยดี แต่ปัญหาเรื่องโรงพยาบาลนั้นกลับติดขัดอยู่บ้างคนที่ทำหน้าที่รักษาเกือบครึ่งเป็นคนของดอน โกเบอร์ ที่หลบหนีการจับกุมของเคานต์เรห์วาร์ดไม่ทัน และเดินทีคนพวกนี้ก็เป็นนักปรุงยา
ในทวีปอาร์เคนัสที่เต็มไปด้วยสิ่งที่พร้อมจะจบชีวิตเราผู้ใช้เวทย์รักษากับนักปรุงยาเป็นอะไรที่ได้รับความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นคนพวกนี้จึงเย่อหยิ่งถือดีเป็นธรรม แม้ว่าจะเป็นเพียงการทำงานเพื่อไถ่โทษแต่การจะให้พวกเขาลดตัวลงไปรักษาสามัญชนคนทั่วไปย่อมรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้คนทั้งหลายที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยซึ่งอาศัยอยู่ในสลัมที่แม้จะกล้าส่งบุตรหลานไปเรียนแต่กลับไม่กล้าเข้าไปเฉียดกายเข้าไปใกล้โรงพยาบาลเลยแม้แต่น้อย
คนที่รับผิดชอบโรงพยาบาลก็คือลอร์ดอาร์เทมิสกับไวเคานต์โรซาลินด์ ทว่าไวเคานต์โรซาลินด์นั้นหมุกมุ่นอยู่กับการศึกษาเวทย์ทำนายทำให้มีเพียงแค่ลอร์ดอาร์เทมิสที่คอยดูแลแต่เพียงผู้เดียว และเขากลับเลือกที่จะไม่ใส่ใจต่อพฤติกรรมและการกระทำของพวกนักปรุงยาหรือผู้ใช้เวทย์รักษาเท่าไรนัก ทำให้คนเหล่านี้หลายคนมีพฤติกรรมเหิมเกริมจนเหมือนกับลืมไปว่าพวกตนมีสถานะเป็นเพียงแค่นักโทษเท่านั้น
เออร์วินรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ดีหรือจะพูดให้ถูกก็คือเขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้จะต้องเกิดเมื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าโรงพยาบาล แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเพราะตอนนี้เมืองไพร์ล็อกได้มีโรงเรียนกับโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไงเขาเลือกจะทิ้งไว้ก่อนเพราะถึงยังไงก็ต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขภายหลังอยู่ดี ทว่าเขก็ยังรู้สึกประทับใจในผลลัพธ์ของโรงเรียนมากแม้ว่าเคานต์เรห์นวาร์ดได้ให้อนุภรรยาของตนมาครูที่โรงเรียนเพราะจะได้มีเหตุผลในการมาที่โรงเรียนบ่อยๆ แต่การจัดการทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย ส่วนการจัดการโรงพยาบาลของลอร์ดอาร์เทมิสนั้นเออร์วินรู้ดีว่าที่เขาจงใจปล่อยปละละเลยก็เพื่อต้องการดูท่าทีของเออร์วินหรือจะพูดให้ถูกก็คือดูท่าทีคนที่เขาคิดว่าอยู่เบื้องหลังเออร์วิน
เออร์วินเพียงแค่รับรู้และไม่ได้ลงมือทำอะไรสำหรับคนพวกนี้ที่มีตาอยู่เหนือศีรษะนั้นเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าความสำคัญของพวกเขากำลังถูกลดทอนลงจะยังเย่อหยิ่งถือดีแบบนี้ได้อยู่ไหม ถ้าหากว่ามีวิธีการรักษาที่ถึงแม้จะเห็นผลช้ากว่าแต่มีต้นทุนที่ถูกกว่าทั้งยังจะให้ใครเรียนรู้ก็ได้ไม่จำเป็นต้องมีพลังเวทย์ที่สูงก็สามารถทำได้พวกเขาจะทำยังไง จะยังแสดงความเย่อหยิ่งได้อยู่ไหม ส่วนคนแรกที่เออร์วินจะเป็นคนใช้วิธีนี้ในการรักษาผู้คนในไพร์ล็อกก็คือ จูน ตอนนี้จูนได้เริ่มอ่านออกเขียนได้ในระดับหนึ่งแล้ว อีกไม่นานเออร์วินก็ตั้งใจว่าจะสอนเธอสร้างยารักษาต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกเดิมของเขา สอนเธอดูอาการและประเมินอาการของผู้ป่วย เมื่อไม่ถูกจำกัดด้วยพลังเวทย์มนต์การผลิตคนจ่ายยาหรือเภสัชกรก็ไม่ใช่เรื่องยาก และสิ่งที่เออร์วินยังคงให้ความสนใจสำหรับเรื่องนี้ก็คือเหล่าพ่อมดแม่มดที่ตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้เบาะแสเลยแม้แต่น้อย
ส่วนการฝึกพวกเจคนั้นก็กำลังเป็นไปได้ด้วยดีแต่ที่สร้างความฉวงนให้เขาก็คือ บาส รอน และเดนิสเลือกที่จะขอใส่กำไลเหล็กถ่วงน้ำหนักเช่นเดียวกับลูกพี่ตน เกี่ยวกับจุดประสงค์นั้นเออร์วินเองก็ไม่ทราบแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะในเมื่อพวกเขาเลือกเองแบบนี้เออร์วินก็ไม่มีคำค้านแม้แต่คำเดียว ทั้งยังส่งกำไลเหล็กให้ทั้งสามคนด้วยรอยยิ้ม และที่สร้างมความประหลาดให้เออร์วินไม่แพ้กันก็คือลูซี่ที่ดูจะเข้ากันได้ด้วยดีกับพวกอันนา มีอยู่สองวันที่เออร์วินได้เคยพาลูซี่ไปที่บ้านของเจคแล้วให้เรเวนอยู่ฝึกงานสาวใช้กับลาน่าแทน พบว่าทั้งสองวันนี้ดูลูซี่จะสนิทสนมกับพวกอันนามากขึ้นทุกที
เมื่อไม่กี่วันก่อนเออร์วินได้เคยไปหาอาร์บิเกลที่คฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์ ทว่าเขากลับได้รับการต้อนรับจากเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี ตอนแรกเออร์วินคิดว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ต้องการประจบและต้องการให้เขาช่วยลืมเรื่องที่ตลาด แต่เออร์วินกลับคิดว่าไม่น่าจะใช่เรื่องนี้เพราะเขาดูกระตือรือร้นที่จะพูดเรื่องโรงเรียนที่เขามีหน้าที่ดูแลคู่กับเคานต์เรห์วาร์ด เขามักจะถามความเห็นของเออร์วินว่าเป็นยังไงและถามว่าควรปรับปรุงแก้ไขยังไง ซึ่งนี่ไม่ใช่นิสัยปกติของคนนี้ตามข้อมูลที่เออร์วินรวบรวมมา ส่วนวานเชสโก้ก็รู้สึกแปลกใจกับนิสัยที่เปลี่ยนไปของสหายผู้นี้
ในการพบกันครั้งนี้เออร์วินได้ลองเลียบเคียงถามถึงเบาะแสของพ่อมดแม่มดจากวานเชสโก้เพราะเห็นว่าเขาเป็นพ่อค้าที่เดินทางไปมาซึ่งน่าจะมีข้อมูลอยู่บ้าง แต่ผลคือวานเชสโก้ไม่มีเบาะแสอะไรเลยนอกจากเหตุการณ์ที่เขาเคยเห็นครั้งหนึ่งนั่นก็คือมีพ่อมดแม่มดที่พลาดถูกศาสนจักรจับได้และถูกเผาทั้งเป็นต่อหน้าสาธารณะชน ทำให้เออร์วินต้องเปลี่ยนเป้าหมายเป็นขอซื้อดาบใหญ่จากวานเชสโก้แทน เพราะต้องซื้อดาบใหญ่ให้ลิลลี่ทำให้เออร์วินเดินไปซื้อที่ร้านขายอาวุธผลปรากฏว่าที่ร้านขายอาวุธกลับไม่มีดาบใหญ่ขาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะอาวุธที่ทั้งใหญ่และหนักนี้มีคนใช้อยู่น้อยมากโดยเฉพาะในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ทำให้เออร์วินตัดสินใจว่าจะลองถามวานเชสโก้ดูผลคือเขามีดาบใหญ่จริงๆ ทั้งยังมีหลายแบบอีกด้วย
เออร์วินตัดสินใจเลือกอันที่ดูคล้ายกับที่ลิลลี่ใช้ในวันนั้น ทว่าเมื่อถึงตอนถามราคากลับเป็นมาร์ควิสเฟลิกซ์ออกตัวว่าไม่ต้องสนใจเรื่องราคาและเขาจะเป็นคนจ่ายค่าดาบใหญ่เล่มนี้เอง เออร์วินมองเขาอย่างสงสัยมาร์ควิสเฟลิกซ์ก็อ้างว่าเพราะต้องการไถ่โทษแทนลูกชายที่เขาทำไว้ที่ตลาด เออร์วินไม่ค่อยจะเชื่อถือในสิ่งที่เขาพูดเท่าไรนักแต่ในเมื่อสามารถได้ดาบใหญ่มาฟรีเขาก็ไม่อยากขัดความต้องการของอีกฝ่าย
วันนี้ยามบ่ายหลังจากที่เสร็จธุระในการฝึกช่วงเช้าเออร์วินก็กลับมาอาบน้ำแล้วนั่งเล่นในห้องของตน ลูซี่กับเรเวนกำลังช่วยกันจัดการน้ำที่เขาเพิ่งได้อาบไป ส่วนโซอี้วันนี้เธอไม่ได้อยู่กับเดซี่เพราะเธอถูกลาน่าลากไปฝึกการทำหน้าที่สาวใช้ เออร์วินเลยให้เธอมาพักผ่อนที่ห้องของเขาซึ่งโซอี้ก็เลือกที่จะมาอ่านหนังสือที่โต๊ะริมหน้าต่างของเขา
ในขณะที่เออร์วินกำลังนอนหนุนแขนอย่างสบายอารมณ์ยนเตียงที่แสนนุ่ม ประตูก็ถูกเคาะสองที ตามมาด้วยเสียงเรียกว่า
“เจ้าชายครับ”
เออร์วินลุกขึ้นนั่งแทนที่เขาจะให้สาวใช้ส่วนตัวสองคนที่ตอนนี้กำลีงเคลียร์น้ำในถังใกล้เสร็จแล้ว เขากลับลงจากเตียงแล้วเป็นคนเปิดประตูเสียงเองพบเห็นชายชราที่มีรูร่างภูมิฐานในชุดพ่อบ้านยืนอยู่หน้าประตู เขาคนนี้คือ ‘นีเบล’ เป็นพ่อบ้านประจำปราสาทแห่งนี้ปราสาทแห่งนี้ เช่นเดียวกับเหล่าคนใช้คนอื่นเขาเองก็ไม่ได้แสดงความดูถูกหรือเหยียดหยามในตัวเออร์วินเลยแม้แต่น้อยทั้งยังแสดงออกถึงความเคารพที่มีต่อเขาไม่น้อยไปกว่าความเคารพที่มีต่อเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ด้วยซ้ำ
“คนของท่านมาร์ควิสได้นำดาบใหญ่มาให้ครับเจ้าชายเออร์วิน” นีเบลกล่าวอย่างสุภาพพลางเบี่ยงตัวออกข้างเผยให้เห็นชายร่างกำยำคนหนึ่งที่ในอ้อมแขนประคองห่อผ้าขนาดใหญ่ที่ดูแล้วน่าจะพันดาบใหญ่เอาไว้
“ครับรบกวนด้วยนะครับ”
เออร์วินพูดแล้วเบี่ยงตัวออกข้างเชื้อเชิญให้เขาเข้ามาในห้อง ชายกำยำคนนั้นเดินผ่านพ่อบ้านเข้ามาในห้องแล้วมองหน้าเออร์วินถามว่า
“จะให้วางไว้ตรงไหนครับเจ้าชาย”
เออร์ใช้ไปที่พื้นข้างเตียง
“วางไว้ตรงนั้นได้เลยครับ”
เขาพยักหน้าก่อนจะวางห่อผ้านั้นลงที่พื้นตามที่เออร์วินบอกก่อนจะถอยหลังออกไป เออร์วินเดินเข้าไปแก้ห่อผ้าพบว่าเป็นดาบใหญ่เล่มหนึ่ง ตัวดาบมีความยาวเมตรเศษกว้างประมาณหนึ่งฟุต บนตัวดาบมีลวดลายของอักขระเวทย์มนต์ถูกสลักไว้จากความรู้ของเออร์วินทำให้พอมองออกว่าเป็นวงแหวนเวทย์มนต์หรือที่เออร์วินเรียกว่าวงจรเวทย์ธาตุไฟ ตรงด้ามดาบมีอัญมณีสีแดงเพลิงติดอยู่ แท้จริงแล้วดาบใหญ่เล่มนี้คืออุปกรณ์เวทย์มนต์ชิ้นหนึ่ง
เออร์วินมองดาบใหญ่เล่มนั้นอย่างพึงพอใจซึ่งมันเป็นดาบใหญ่ที่เขาตัดสินใจซื้อจากวานเชสโก้แต่มาร์ควิสเฟลิกซ์อาสาเป็นคนจ่ายค่าดาบให้ เออร์วินหันไปยิ้มให้ชายร่างกำยำแล้วพยักหน้าให้เขา
“ขอบคุณมากครับที่อุตส่าแบกมาให้แล้วก็ฝากคำขอบคุณไปให้ท่านมาร์ควิสได้ครับ”
ชายร่างกำยำทาบฝ่ามือที่อกขวาโค้งครึ่งตัวให้เออร์วินก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยมีนเบลเดินออกจากห้องตามไปติดๆ
เออริวินรู้สึกปลดเปลื้องภาระลงไปหนึ่งอย่างเพราะนับตั้งแต่ที่เขาตกลงจะซื้อดาบให้ลิลลี่ ทุกวันเธอก็จะบุกมาที่ห้องของเขาแล้วพูดว่า “เจ้าชายขยะได้ดาบมายาง” และเมื่อเธอรู้ว่ายังไม่ได้ดาบมาเธอก็จะพุ่งเข้ามากระชากคอยเสื้อของเขาแล้วเขย่าไปซื้อดาบมาให้เธอเดี๋ยวนี้ ลำบากลูซี่กับเดซี่ต้องมาแยกเธอออกมา
เรเวนเดินมาหาเออร์วินพร้อมกับคลายแขนเสื้อชุดสาวใช้ที่พับไว้ของเธอลง นัยน์ตาสีม่วงของเธอมองดาบใหญ่บนพื้นก่อนเธอเคยถามเขาว่า ทำไมถึงยอมให้ลิลลี่เข้าเป็นอัศวินแทนที่จะเลือกฝึกเธอด้วยตัวเองเหมือนกับลูซี่ แต่คำตอบที่เธอได้มาก็คือ เดี๋ยวค่อยฝึกเธอทีหลังก็ได้ตอนนี้ให้เธอได้ทำสิ่งที่อยากทำก่อน คำตอบนี้กลับไม่ได้ช่วยคลายความสงสัยให้เธอเลยแม้แต่น้อย
เออร์วินพูดโดยที่สายตาของเขายังคงจ้องตัวดาบ
“แก้ปัญหาไปได้หนึ่งอย่างแล้วนะครับ”
เรเวนถามพลางเสมองไปทางโซอี้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ
“ตอนนี้ฉันเริ่มชินกับน้ำหนักจากกำไลเหล็กนี่แล้วจะให้ฉันเริ่มฝึกทักษะการต่อสู้ได้หรือยัง?”
เออร์วินลุกขึ้นหันมายิ้มให้เรเวน
“อีกไม่นานหรอกครับแต่ผมบอกไว้ก่อนนะครับว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นี้เป็นแค่การปูพื้นเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มฝึกคุณอาจจะต้องร้องขอชีวิตเลยก็ได้”
เรเวนหันมาสบตากับเออร์วินเผยให้เห็นสายตาที่แน่วแน่ของเธอ
“ถ้ามันทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากขนาดไหนฉันก็จะทำ”
เวทย์มนต์เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวมาตั้งแต่เริ่มและคงอยู่เช่นนั้นไปจนตาย สำหรับเรเวนที่มีเป้าหมายอยู่ที่การล้างแค้นแต่กำแพงนั้นคือพลังเวทย์ที่ไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้ เธอจึงเสี่ยงลองเชื่อคำพูดของเออร์วินดูว่ามันอาจะมีวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งให้เธอโดยที่จำเป็นต้องมีเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้อง ทักษะและศิลปะการสู้ ทั้งยังมีคำสองคำที่เธอไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนอย่างคำว่าวิทยาศาสตร์ที่เด็กชายบอกว่าเคยส่งคนไปดวงจันทร์มาแล้วและเทคโนโลยีที่เคลมว่าไม่ต่างไปจากเวทย์มนต์ ซึ่งเธอเฝ้าถามเรื่องนี้จากเขาแต่เขามักจะบ่ายเบี่ยงอยู่เสมอ
เออร์วินยิ้มเหมือนเช่นปกติ
“ถ้าเช่นนั้นผมขอทดสอบเลยนะครับว่าพี่สาวจะทำได้ตามที่พูดไหม”
“เอ๊ะ?”
เรเวนเหงื่อตกทันทีเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย เออร์วินมองข้ามไหล่เรเวนไปพูดกับลูซี่ที่กำลังเดินมาว่า
“คุณลูซี่เดี๋ยวรบกวนคุณช่วยอะไรหน่อยได้ไหมครับ”
ลูซี่ร้องออกมาด้วยความสงสัย
“คะ?”