# บทที่ 9 — คำให้การใต้แสงดอกบัว
ประตูหอผนึกชั้นนอกถูกผลักเปิดด้วยแรงกระแทก
ศิษย์ฝ่ายกฎหกคนกรูกันเข้ามาพร้อมกระบี่ในฝัก สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเห็นกล่องผนึกแตกกระจาย ค่ายกลเสียหาย และกัวเหยียนนอนถูกลั่วชิงเสวี่ยกดไว้กับพื้น
“วางอาวุธ!” หญิงสาวชุดม่วงเข้มที่นำหน้าะโ “ผู้ใดบุกรุกหอผนึกโดยไม่มีตราคำสั่ง จะถูกคุมตัวทั้งหมด”
ลั่วชิงเสวี่ยไม่ลดกระบี่ แต่ยกมืออีกข้างส่งแผ่นหยกบันทึกเสียงให้โม่เฉิน เขาเก็บมันเข้าชายแขนเสื้อทันก่อนศิษย์ฝ่ายกฎจะเข้ามาถึง
“พวกเราจับผู้บุกรุกได้” นางกล่าว “เขาใช้ผงปลดตราและพยายามขโมยของผนึก”
หญิงชุดม่วงมองกัวเหยียน แล้วมองโม่เฉินที่ใบหน้าซีดกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด “ศิษย์นอกที่ยังป่วยมาจับผู้บุกรุกในหอผนึกกลางดึก?”
“ฟังดูไม่น่าเชื่อ” โม่เฉินยอมรับ “เพราะอย่างนั้นเราจึงพาหลักฐานมาด้วย”
เขาวางผงปลดตรา เม็ดพิษที่กัวเหยียนพยายามกลืน เศษแผ่นหยกดำ และป้ายเส้นทางม่วงลงบนพื้นหินทีละชิ้น
ฉู่เหวินจิ่งก้าวออกมา แม้มือยังสั่น “ข้าเป็พยาน กัวเหยียนใช้ห้องเอกสารคลังยาและบังคับให้ข้าเอาสมุดเวรเส้นทางม่วงไปซ่อน”
เสียงซุบซิบดังขึ้นในกลุ่มฝ่ายกฎ ชื่อเส้นทางม่วงทำให้สีหน้าหญิงชุดม่วงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ทุกคนไปฝ่ายกฎ” นางสั่ง “ปิดหอผนึกและห้ามผู้ใดแตะหลักฐานจนกว่าผู้าุโจะตรวจ”
โม่เฉินไม่คัดค้าน นี่คือสิ่งที่เขา้าั้แ่ต้น—พาคดีออกจากเงามืดก่อนคนร้ายจะลบหลักฐานได้อีก
ห้องสอบสวนฝ่ายกฎสว่างด้วยโคมหินรูปดอกบัวหลายสิบดวง แสงสีขาวสะท้อนกำแพงหินจนไม่มีมุมมืดให้ซ่อน สีของมันทำให้โม่เฉินนึกถึงคืนที่เขาตื่นขึ้นบนเตียงพร้อมเืสีคล้ำเต็มปาก
ผู้ถูกสอบนั่งแยกกันคนละด้าน กัวเหยียนถูกพันธนาการด้วยโซ่ผนึกปราณ ฉู่เหวินจิ่งนั่งเงียบอยู่ข้างผนัง ขณะที่หลินอวี้ถูกพามาให้คำให้การพร้อมน้องชายและน้องสาวของฉู่เหวินจิ่งซึ่งเสิ่นเยว่โหรวมารับตัวมาจากเรือนพักคนงานก่อนฝ่ายกฎจะเริ่มสอบ
นั่นทำให้โม่เฉินโล่งใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยคนร้ายไม่อาจใช้ชีวิตของเด็กทั้งสองคนบังคับพยานต่อหน้าเขาได้อีก
ไม่นาน ผู้าุโผู้เป็ป้าของโม่เฉินก็เข้ามา นางสวมชุดคลุมสีดำขอบแดง ผมยาวเกล้าสูง ใบหน้าเข้มงวดจนแม้ศิษย์ฝ่ายกฎยังรีบก้มศีรษะ
“ข้าได้รับข่าวว่าศิษย์นอกของข้าบุกหอผนึก” นางกล่าวโดยไม่มองโม่เฉินก่อน “และยังจับผู้ช่วยคลังสมุนไพรได้ด้วย”
“ไม่ใช่ศิษย์ของท่านคนเดียว” หญิงชุดม่วงกล่าว “เื่นี้เกี่ยวกับฝ่ายกฎและหอโอสถ”
“ดี” ผู้าุโตอบ “เช่นนั้นตรวจให้ละเอียด อย่าตัดสินเพราะใครมีตำแหน่งสูงกว่าใคร”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป นางไม่ได้เข้าข้างโม่เฉินอย่างโจ่งแจ้ง แต่ทุกคนรู้ว่าหากหลักฐานถูกบิดเบือน นางจะไม่ปล่อยผ่าน
การสอบเริ่มจากหลักฐานในหอผนึก เสิ่นเยว่โหรวอธิบายว่าผงปลดตราเป็ชนิดเดียวกับที่ใช้ทำทางลัดในร่องระบายน้ำ ลั่วชิงเสวี่ยยืนยันว่ากัวเหยียนอยู่ในหอผนึกพร้อมชายหน้ากากทอง และฉู่เหวินจิ่งยอมรับว่าเขาเคยซ่อนสมุดเวรตามคำสั่งของกัวเหยียน
กัวเหยียนฟังทุกอย่างด้วยสีหน้าแข็งกระด้าง
“พวกเขาพูดเพราะอยากรอด” เขากล่าวเมื่อถูกถาม “ฉู่เหวินจิ่งเป็คนขโมยสมุด หลินอวี้เป็คนส่งพิษ และโม่เฉินบุกรุกหอผนึกเพื่อป้ายความผิดให้ข้า”
หลินอวี้หน้าซีด แต่ก่อนนางจะพูด โม่เฉินก็วางแผ่นหยกบันทึกเสียงลงบนโต๊ะกลางห้อง
“ถ้าเช่นนั้น ฟังสิ่งนี้”
เขาส่งปราณเล็กน้อยเข้าไป แสงอ่อนจากแผ่นหยกลอยขึ้นกลางห้อง ตามด้วยเสียงของกัวเหยียนที่ทุกคนจำได้
> “ตราบใดที่โม่เฉินยังหายใจ ผู้ดูแลเส้นทางม่วงจะไม่ปล่อยน้องเ้าหรือเ้าไว้”
จากนั้นคือเสียงชายหน้ากากทองกล่าวถึงรากเหมันต์ เกสรจื่อหลัว และน้ำค้างเหมันต์ที่กัวเหยียนขโมยไป รวมถึงคำสั่งให้กำจัดหลินอวี้ ฉู่เหวินจิ่ง และเสิ่นเยว่โหรว
ห้องสอบสวนเงียบสนิท
กัวเหยียนพยายามลุกขึ้นจากโซ่ผนึกปราณ “เสียงปลอม! พวกมันสร้างขึ้น—”
“หินบันทึกเสียงไม่อาจปลอมเสียงผู้ฝึกตนได้ง่ายขนาดนั้น” เสิ่นเยว่โหรวตัดบท “ยิ่งมีปราณและเสียงสะท้อนจากหอผนึกติดอยู่ครบ”
หญิงชุดม่วงจากฝ่ายกฎมองกัวเหยียนด้วยสายตาเย็นลง “เ้ามีอะไรจะอธิบายอีกหรือไม่”
กัวเหยียนกัดฟัน ไม่ตอบ
“เื่ตราของหลัวชางล่ะ” โม่เฉินถามต่อ “เ้ามีสิทธิ์ใช้มันหรือ”
“ข้าเป็ผู้ช่วยของเขา”
“ผู้ช่วยมีสิทธิ์ถือกุญแจสำรอง แต่ไม่มีสิทธิ์เบิกสมุนไพรพิษ” โม่เฉินกล่าว “รอยบัญชีที่เราพบใช้ตราจริง แต่ลายมือปลอม นั่นหมายความว่าเ้าขโมยตราหรือได้รับมันมาโดยไม่ชอบ”
คำว่า ‘ได้รับมันมา’ ทำให้ผู้ดูแลหลัวชางที่ถูกเรียกเข้าห้องตอนกลางชะงัก เขาเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างผอม ใบหน้าซีดจนเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเื่
“ข้า…ข้าไม่รู้ว่ากัวเหยียนใช้ตราไปทำอะไร” หลัวชางกล่าว “เขาบอกว่าเป็คำสั่งเร่งด่วนจากผู้าุโหอโอสถ”
“แล้วเ้าจึงให้ตราโดยไม่ตรวจคำสั่ง?” ผู้าุโผู้เป็ป้าถาม
หลัวชางก้มหน้า “ข้าได้รับสัญญาว่าจะเลื่อนตำแหน่ง หากช่วยให้เส้นทางม่วงผ่านโดยไม่มีปัญหา ข้าไม่คิดว่าจะมีคนตาย”
คำสารภาพนั้นไม่ทำให้หลัวชางพ้นผิด แต่ทำให้ภาพชัดขึ้น เขาไม่ได้เป็ผู้บงการ หากเป็ผู้มีตำแหน่งที่ยอมขายกฎเพื่อผลประโยชน์ แล้วเปิดทางให้กัวเหยียนและเครือข่ายม่วงใช้คลังยา
กัวเหยียนหัวเราะหยัน “เห็นหรือไม่? ทุกคนมีราคา เพียงแต่บางคนได้ตำแหน่ง บางคนได้ยาให้ครอบครัว”
ฉู่เหวินจิ่งกำมือแน่น แต่ยังไม่พูด เขารู้ดีที่สุดว่าคำพูดนั้นส่วนหนึ่งเป็ความจริง และนั่นยิ่งทำให้มันน่ารังเกียจ
“แล้วชายหน้ากากทองคือใคร” หญิงฝ่ายกฎถาม
กัวเหยียนเงียบไปนานกว่าทุกคำถามก่อนหน้า
“ข้าไม่รู้ชื่อ” เขาตอบในที่สุด “ข้าเห็นเพียงหน้ากากและรับคำสั่งผ่านกระจก เขาบอกว่าหากทำสำเร็จ ข้าจะได้ออกจากสำนักพร้อมเงินและตำแหน่งใหม่”
“สิ่งที่เขา้าจากหอผนึกคืออะไร” โม่เฉินถาม
กัวเหยียนมองเขาอย่างประหลาด “แผ่นหยกดำ…มันเป็เพียงเศษกุญแจ ข้าไม่รู้ว่าเปิดอะไร แต่เขาบอกว่าเ้าจะเป็คนทำให้มันตื่น”
ถ้อยคำนี้ทำให้ผู้าุโผู้เป็ป้าหันมามองโม่เฉินเป็ครั้งแรก ดวงตาของนางเข้มงวดกว่าเดิม แต่ในนั้นมีความกังวลที่นางพยายามซ่อน
โม่เฉินไม่ตอบ เขาเองก็ไม่รู้ว่าพวกมันหมายถึงอะไร และไม่มีเหตุผลจะเปิดเื่ระบบหรือความทรงจำของตนต่อหน้าคนมากมาย
หลังการสอบยืดเยื้อ ฝ่ายกฎมีคำสั่งคุมตัวกัวเหยียนและหลัวชาง แยกปิดคลังฝั่งตะวันตก ตรวจเส้นทางม่วงทั้งหมด และให้หลินอวี้กับฉู่เหวินจิ่งอยู่ภายใต้การคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าจะสอบสวนจบ
คดีพิษไม่ได้จบทั้งหมด แต่คนที่ลงมือและคนที่เปิดทางถูกดึงออกจากเงามืดแล้ว
หญิงชุดม่วงยังไม่ยอมให้ใครออกจากห้อง นางนำถุงหลักฐานทั้งสี่ใส่ในกล่องผนึกใหม่ แล้วประทับตราฝ่ายกฎทีละชั้น
“แผ่นหยกบันทึกเสียงจะถูกคัดสำเนาสามชุด” นางประกาศ “ชุดหนึ่งอยู่ฝ่ายกฎ ชุดหนึ่งส่งหอโอสถ และอีกชุดส่งเ้าสำนัก การสอบสวนจะไม่ขึ้นกับคำพูดของผู้ใดเพียงคนเดียว”
นี่คือขั้นตอนที่โม่เฉินรอคอย เขาไม่เคยหวังให้กัวเหยียนยอมสารภาพหมดใจ คนที่ทำเื่เช่นนี้มักมีทางกลับคำเสมอ สิ่งที่ทำให้คดีเดินต่อได้คือหลักฐานที่แม้เ้าตัวจะพลิกลิ้นก็ลบไม่ออก และพยานที่ไม่ถูกทิ้งไว้ลำพังให้ถูกข่มขู่
หลินอวี้สูดลมหายใจลึกก่อนก้าวมาหนึ่งก้าว “ข้ายอมรับว่าข้าเป็คนถือถุงยาเข้าเรือนของโม่เฉิน แต่ข้าไม่รู้ว่าข้างในมีพิษ” นางกล่าวเสียงสั่น “กัวเหยียนบอกว่าหากข้าไม่ทำ น้องชายข้าจะไม่ได้กลับมา ข้าเห็นเขาถือป้ายเส้นทางม่วงกับกุญแจคลังยาเองหลายครั้ง”
“คำให้การของเ้าจะถูกบันทึกแยกต่างหาก” หญิงฝ่ายกฎตอบ “เ้าจะไม่ได้รับการยกโทษเพราะถูกบังคับทันที แต่การช่วยเปิดเผยความจริงจะถูกพิจารณา”
หลินอวี้พยักหน้า น้ำตาคลอแต่ไม่หลบสายตา นั่นเป็คำตอบที่ยุติธรรมกว่าโทษที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และยุติธรรมพอจะทำให้นางยอมพูดต่อ
ฉู่เหวินจิ่งจึงยื่นมือขอพูดบ้าง เขาเล่าถึงกระดาษคำขู่ที่มีตราสีเงินรูปใบไม้ และคนที่มารับสมุดเวรจากเขาในคืนก่อนหน้า แม้เขาจำใบหน้าไม่ได้ แต่จำได้ว่าคนผู้นั้นมีกลิ่นกำยานเย็นชนิดเดียวกับที่พวกเขาพบในเรือนร้าง
เสิ่นเยว่โหรวรับคำทันที “กำยานนั้นใช้กดกลิ่นพิษและรบกวนการรับรู้ของผู้ฝึกตน ไม่ใช่ของที่ศิษย์ทั่วไปซื้อได้ หากตรวจรายชื่อเบิกจากหอโอสถ น่าจะตัดรายชื่อผู้ต้องสงสัยออกได้อีกส่วนหนึ่ง”
ป้าของโม่เฉินมองนางครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ส่งรายชื่อให้ฝ่ายกฎภายในวันนี้ แล้วให้คนของข้าคุ้มกันผู้ช่วยหอโอสถทั้งสองจนกว่าผู้บงการจะถูกพบ”
โม่เฉินหันไปมองนาง นั่นเป็ครั้งแรกในคืนนี้ที่นางใช้อำนาจของตนโดยตรง ไม่ใช่เพื่อดึงเขาออกจากคดี แต่เพื่อไม่ให้พยานถูกทำให้เงียบอีก
เมื่อคนอื่นเริ่มนำตัวกัวเหยียนออกไป เขากลับหันมาเห็นโม่เฉินพอดี “เ้าคิดว่าชนะแล้วหรือ” เขาพูดต่ำ “ต่อให้ข้าถูกขัง พวกเขาก็รู้ว่าร่างของเ้าอยู่ที่ไหน”
โม่เฉินไม่ตอบโต้ เขาปล่อยให้ฝ่ายกฎลากอีกฝ่ายออกไป เพราะคำขู่ที่ไร้หลักฐานไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องไล่ตามในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือคำว่า ‘พวกเขา’ กัวเหยียนไม่ได้พูดถึงคนสวมหน้ากากทองเพียงคนเดียว เครือข่ายในวังบุปผามารอาจลึกกว่าที่พวกเขาคิด
หลังห้องสอบสวนว่างลง ป้าของเขาเดินมาหยุดตรงหน้า สีหน้าของนางไม่อ่อนลงแม้แต่น้อย
“เ้าจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดคนพวกนั้นจึงเลือกเ้า” นางถาม
“หากข้ารู้ ข้าคงไม่ปล่อยให้พวกมันมีโอกาสวางพิษ” โม่เฉินตอบตามจริง
“คำตอบนี้ไม่พอจะทำให้ข้าสบายใจ” นางพูด “แต่พอจะทำให้ข้ารู้ว่าเ้ายังไม่ปิดบังคำตอบที่มีอยู่”
นางยื่นแผ่นยันต์สีแดงดำให้เขา “พกไว้ ยามถูกคุกคามให้บีบมัน มันจะส่งสัญญาณถึงเรือนข้า อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้ให้เพราะเ้าคือหลานข้าเท่านั้น เ้าคือจุดที่ศัตรูกำลังมุ่งหา และข้าจะไม่ปล่อยให้เขาใช้เ้าเป็กุญแจโดยที่เราไม่รู้ว่าประตูนั้นคืออะไร”
โม่เฉินรับยันต์ไว้ ความอุ่นจากกระดาษบางแผ่นนั้นต่างจากพิษเย็นในเส้นลมปราณอย่างประหลาด เขาไม่สัญญาว่าจะไม่เสี่ยง เพราะรู้ว่าคำสัญญานั้นคงเป็เื่โกหก แต่เขาพยักหน้า “ข้าจะไม่เดินลำพังโดยไม่บอกใคร”
“จำคำของเ้าไว้” นางกล่าว แล้วหันหลังกลับไปยังฝ่ายกฎ
เมื่อออกจากห้องสอบสวน ฟ้าใกล้สาง โม่เฉินเดินช้ากว่าคนอื่นเพราะพิษในร่างเริ่มกลับมากัดกินหลังฝืนมาตลอดคืน เสิ่นเยว่โหรวเดินข้างเขาโดยไม่พูดอะไร จนกระทั่งพ้นเขตฝ่ายกฎ
“คราวนี้เ้าจะกลับหอโอสถและนอนหรือยัง” นางถาม
“ถ้าข้าบอกว่าจะไปลานฝึกก่อน—”
“ข้าจะใช้เข็มเงินมัดเ้าไว้กับเตียง”
โม่เฉินยิ้มจาง เขาเชื่อว่านางทำจริง
ลั่วชิงเสวี่ยเดินตามมาเงียบ ๆ ก่อนยื่นเศษแผ่นหยกดำที่ฝ่ายกฎอนุญาตให้พวกเขาตรวจชั่วคราว “อักษรบนนี้ไม่เหมือนอักษรผนึกทั่วไป” นางกล่าว “ข้าจะไปหาตำรากระบี่โบราณดู อาจมีบันทึกคล้ายกัน”
“อย่าไปคนเดียว” โม่เฉินบอก
นางมองเขา “เ้ากำลังสั่งข้าหรือ”
“ข้ากำลังขอ”
ลั่วชิงเสวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเก็บแผ่นหยกกลับเข้าผ้าไหม “ข้าจะบอกเ้าเมื่อพบอะไร”
ในขณะนั้น หน้าต่างระบบลอยขึ้นตรงหน้าโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิเป็รูปเส้นตรงเหมือนกำลังคิดหนัก
“ภารกิจชะตาระดับแรกสิ้นสุด”
“ผลลัพธ์: โฮสต์เปิดโปงเส้นทางม่วง ช่วยผู้ถือชะตารองสองราย และเปลี่ยนการตายที่ควรเกิดขึ้น”
โม่เฉินมองหน้าต่างอย่างระวัง
“รางวัลล่ะ”
ปากของระบบยิ้มกว้าง
“กำลังประเมิน โปรดอย่ารีบมีความหวัง”
แสงเช้าส่องผ่านยอดเขา วังบุปผามารดูสงบเหมือนคืนที่ผ่านมาคือฝันร้าย
แต่โม่เฉินรู้ดีว่า คดีพิษเพิ่งทำให้เขาเห็นเพียงมือของศัตรู
ส่วนเ้าของเงาที่ควบคุมมือเ่าั้ ยังอยู่ที่ไหนสักแห่งในสำนัก