บรรยากาศในห้อง 302 ่เย็นวันศุกร์เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
ปาเยว์เซิงที่เพิ่งได้รับพัสดุเป็เนื้อตากแห้งจากที่บ้าน กำลังแจกจ่ายเสบียงให้เพื่อนร่วมห้องพลางบรรยายสรรพคุณด้วยความภาคภูมิใจ
“พวกนายต้องลองชิม! เนื้อหมูเนื้อวัวน่ะมันธรรมดาไป ถ้าอยากกินของดีจริงๆ ต้องเนื้อม้าจากฟาร์มบ้านฉันที่มองโกเลียใน!”
ชายหนุ่มร่างใหญ่ตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ
“เนื้อม้าเกรดพรีเมียมของบ้านฉันน่ะ แล่บางๆ ย่างบนหินร้อน หรือเอามาทำสเต๊กก็เนื้อนุ่มละลายในปาก ไว้ปิดเทอมเมื่อไหร่พวกนายไปเที่ยวฟาร์มฉันสิ ฉันจะให้คนงานเชือดม้าตัวที่เนื้อแน่นที่สุดเลี้ยงพวกนายเอง!”
จางเฉินเคี้ยวเนื้อแห้งตุ้ยๆ
“เฮ้ย รสชาติเอาเื่อยู่นะเว้ย! ตอนแรกนึกว่าจะเหนียวและคาวเสียอีก แต่ถ้าให้ฉันไปถึงมองโกเลียในเพื่อกินเนื้อม้า ฉันขอพานายไปกินล็อบสเตอร์ที่เวินโจวแทนดีกว่า ฮ่าๆ”
เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ รับเนื้อแห้งมาหนึ่งชิ้น เขาพยักหน้ายอมรับในรสชาติเบาๆ
ขณะที่บทสนทนาเื่อาหารการกินกำลังออกรส โทรศัพท์มือถือของอิ๋งเย่ที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นเตือน
ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าจอ เป็สายเรียกเข้าจากหลู่จือเหยา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายแล้วเดินเลี่ยงไปที่ระเบียงห้องอย่างเงียบเชียบ เซี่ยเหวินเจาเงยหน้ามองอิ๋งเย่ที่เดินออกไปรับโทรศัพท์ ก่อนจะก้มลงอ่านหนังสือต่อ ราวกับจดจำรายละเอียดเล็กๆ นี้ไว้ในใจ
“มีอะไร” อิ๋งเย่กรอกเสียงลงไป
“บอสครับ กระบวนการจดทะเบียน ‘อันหนิง โฮลดิ้ง’ มีปัญหานิดหน่อย”
เสียงของหลู่จือเหยาเจือความหงุดหงิด
“เอกสารทุกอย่างของเราครบถ้วนและถูกต้องตามกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เ้าหน้าที่รับเื่ระดับล่างคนหนึ่งดึงเช็ง อ้างว่าต้องรอคิวตรวจสอบอีกหลายขั้นตอน แต่พอลับหลัง เขากลับให้คนมาแอบกระซิบว่า ถ้ามี ‘ค่าน้ำชา’ สักซอง เื่จะเสร็จภายในพรุ่งนี้... บอสจะเอายังไงครับ? จะให้ผมจ่ายตัดรำคาญไปเลยไหม เงินไม่เยอะหรอกครับ แต่ผมหงุดหงิดวิธีสกปรกแบบนี้”
อิ๋งเย่ฟังจบ ใบหน้าของเขาไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่มีความโกรธ หรือความกังวล
“ไม่ต้องจ่าย” อิ๋งเย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“การเริ่มบริษัทด้วยการจ่ายสินบนั้แ่ก้าวแรก มันจะเป็ช่องโหว่ให้ถูกแบล็กเมล์ในอนาคต... ปล่อยเื่นี้ไว้ก่อน เดี๋ยวผมจัดการเอง”
เขากดวางสาย ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง
“ใครโทรมาวะลูกพี่?” จางเฉินถามขึ้น
“ไม่มีอะไร ธุระนิดหน่อย” อิ๋งเย่ตอบสั้นๆ ไม่คิดจะขยายความให้เพื่อนร่วมห้องฟัง
ชายหนุ่มนั่งลงที่โต๊ะ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว การจัดการกับเ้าหน้าที่รัฐระดับล่างที่ทุจริต ไม่จำเป็ต้องใช้วิธีโวยวายหรือร้องเรียนให้เป็เื่ใหญ่โต สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการใช้ ‘เครือข่าย’ ที่มีอยู่ให้เป็ประโยชน์
และเมื่อครู่นี้ ตอนที่ได้ยินปาเยว์เซิงพูดถึงฟาร์มม้า มันก็ทำให้เขานึกถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งที่เคยกินในชาติก่อน...
อิ๋งเย่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เลื่อนหารายชื่อแล้วกดโทรออก
“สวัสดีครับ ประธานจ้าว เย็นนี้คุณว่างไหมครับ ผมอยากชวนไปทานข้าว พอดีเพื่อนร่วมห้องพูดถึงเนื้อม้า ผมเลยนึกถึงร้านเด็ดร้านหนึ่งแถวชานเมืองขึ้นมาได้”
…
ในเวลาเดียวกัน ที่คลับเฮาส์ส่วนตัวสุดหรูใจกลางเมืองกวางโจว
จ้าวไห่เผิง ประธานหอการค้ากวางโจว กำลังนั่งรินชาชั้นดีต้อนรับแขกคนสำคัญที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ชายวัยกลางคนในชุดสูทลำลองสีเข้ม สวมแว่นตากรอบทอง ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่กดดันผู้คนรอบข้าง เขาคือ ‘ฟ่านจื้อหย่ง’ หนึ่งในบุคคลระดับแนวหน้าของแวดวงเศรษฐกิจมณฑล ผู้ซึ่งแม้แต่จ้าวไห่เผิงยังต้องให้ความเกรงใจถึงเจ็ดส่วน
จ้าวไห่เผิงเพิ่งวางสายโทรศัพท์จากอิ๋งเย่ รอยยิ้มประจบประแจงถูกจุดขึ้นบนใบหน้าขณะที่เขาหันกลับมาหาแขกวีไอพี
“ขออภัยด้วยครับคุณฟ่าน พอดีมีคนรู้จักโทรมาชวนไปทานมื้อเย็น”
“ดูจากท่าทีที่คุณคุยด้วย คงไม่ใช่แค่ ‘คนรู้จัก’ ธรรมดากระมัง”
ฟ่านจื้อหย่งจิบชาเบาๆ
“ถ้าคุณมีนัดสำคัญ ผมขอตัวกลับก่อนก็ได้”
“โอ๊ะ ไม่เลยครับ ไม่รบกวนเลย!”
จ้าวไห่เผิงรีบโบกมือ
“เป็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งน่ะครับ แต่... เป็เด็กที่ค่อนข้างพิเศษนิดหน่อย เขาเพิ่งซื้อเรือนสี่ประสานของผมไปเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยเงินสด และที่สำคัญ... รถออดี้ที่เขาขับ ทะเบียนคือ 00006 ครับ”
มือที่ถือถ้วยชาของฟ่านจื้อหย่งชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาภายใต้กรอบแว่นหรี่ลง
‘ป้ายทะเบียน 00006? เลขระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีเงินแล้วจะประมูลมาได้ มันต้องใช้เส้นสายระดับที่ลึกมากในกระทรวง... เด็กปีหนึ่งงั้นหรือ?’
“น่าสนใจ...”
ฟ่านจื้อหย่งวางถ้วยชาลง
“เขาชวนคุณไปทานข้าวที่ไหนล่ะ? ภัตตาคารระดับห้าดาว หรือคลับส่วนตัว?”
“เอ่อ... เขาบอกว่าเป็ร้านเนื้อม้าเล็กๆ แถวชานเมืองครับ”
ฟ่านจื้อหย่งเลิกคิ้วสูงขึ้นอีกนิด ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะคนที่ผ่านโลกมามากเริ่มทำงาน ทายาทตระกูลใหญ่ส่วนใหญ่มักชอบอวดบารมีในสถานที่หรูหรา การเลือกร้านอาหารริมทางแสดงถึงความมั่นใจในตัวเองที่สูงล้ำ หรือไม่ก็เป็แค่พวกคนรวยที่ชอบทำตัวแปลกแยก
“ประธานจ้าว... ถ้าผมจะขอติดสอยห้อยตามไปชิมเนื้อม้าด้วยคน คุณคิดว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะรังเกียจไหม?”
…
ร้าน ‘หม่าเหล่าต้า’ เป็เพียงร้านอาหารชั้นเดียวซอมซ่อที่ตั้งอยู่สุดซอยเปลี่ยว หากไม่ใช่คนท้องถิ่นหรือนักชิมตัวยง ย่อมไม่มีทางหาเจอ
อิ๋งเย่เลือกนั่งที่โต๊ะไม้ตัวในสุดของร้าน ข้างกายเขามีหลู่จือเหยาที่ถูกเรียกตัวมาด้วยกำลังนั่งตัวเกร็งอยู่ อดีตผู้จัดการกองทุนเพิ่งรายงานเื่บริษัทจบไปเมื่อครู่ และกำลังรอคำสั่งจากบอสอย่างใจจดใจจ่อ
ไม่นานนัก รถยุโรปสีดำคันหรูสองคันก็แล่นมาจอดหน้าร้าน จ้าวไห่เผิงเดินนำหน้าเข้ามาในร้านด้วยรอยยิ้มกว้าง ตามด้วยฟ่านจื้อหย่งที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ
อิ๋งเย่ลุกขึ้นยืนต้อนรับตามมารยาท
ทว่า วินาทีที่สายตาของอิ๋งเย่ประสานกับฟ่านจื้อหย่ง ความทรงจำจากชาติก่อนก็แล่นปราดเข้ามาในหัว...
‘ฟ่านจื้อหย่ง... อดีตผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนระดับมณฑล ที่ต่อมาผันตัวไปเป็ประธานกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ’
ในอดีต อิ๋งเย่เคยพยายามอย่างหนักที่จะเข้าหาผู้ชายคนนี้เพื่อขอร่วมทุน แต่กลับถูกลูกน้องของอีกฝ่ายไล่ตะเพิดออกมาโดยไม่ทันได้เห็นหน้าด้วยซ้ำ
แต่อิ๋งเย่ในชาตินี้ ไม่ใช่อิ๋งเย่คนเดิมอีกต่อไป เขารู้วิธีรักษาสมดุลของอารมณ์ ชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้าทักทายอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าทั่วไป ไม่มีความประหม่า ไม่มีความตื่นเต้น และไม่มีการพินอบพิเทา
“คุณอิ๋ง ต้องขออภัยที่พาแขกมาด้วยโดยไม่ได้บอกกล่าว”
จ้าวไห่เผิงรีบแนะนำ
“ท่านนี้คือคุณฟ่านจื้อหย่ง เป็... เอ้อ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมเคารพมากครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ เชิญนั่ง”
อิ๋งเย่ผายมืออย่างเรียบง่าย ก่อนจะแนะนำคนของตัวเอง
“ส่วนนี้ หลู่จือเหยา ผู้จัดการทั่วไปของ อันหนิง โฮลดิ้ง บริษัทของผมเอง”
ทุกคนทักทายกันพอเป็พิธี ฟ่านจื้อหย่งลอบสังเกตเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างละเอียด
เสื้อผ้าธรรมดา แต่บุคลิกกลับสงบนิ่งจนน่าประหลาดใจ การที่เขากล้าพา ‘ผู้จัดการทั่วไป’ มานั่งกินข้าวในร้านซอมซ่อแบบนี้ แปลว่าเขามองข้ามเปลือกนอกของการทำธุรกิจไปหมดแล้ว
ระหว่างที่รออาหาร อิ๋งเย่ก็ล้วงห่อกระดาษฟอยล์เล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต ส่งให้เ้าของร้านที่เดินมารับออเดอร์
“เถ้าแก่ รบกวนชงชาห่อนี้มาให้หนึ่งกานะครับ”
นั่นคือใบชาที่เพื่อนสมัยเด็กมักจะหอบหิ้วมาฝากทีละหลายชั่ง เวลาแวะมาเล่นที่บ้านเขา สมัยก่อนพ่อแม่ของอิ๋งเย่เห็นว่าชานี้รสชาติดี จึงมักจะเก็บสงวนไว้ชงต้อนรับเฉพาะเวลาที่มีแขกสำคัญมาเยือนหรือตอนที่บ้านจัดงานเท่านั้น อิ๋งเย่เห็นว่ามันมีกลิ่นหอมและตัวเขาก็ชอบดื่มชาอยู่แล้ว จึงแบ่งใส่ห่อพกติดตัวมาด้วย
เขาไม่ได้มีความรู้เื่ชาลึกซึ้งในระดับผู้เชี่ยวชาญ และในชาติก่อนเขาก็มัวแต่สนใจไวน์ราคาแพงเพื่อเข้าสังคม จึงไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองเพิ่งยื่นให้เถ้าแก่ร้านไปนั้นคืออะไร
ไม่กี่นาทีต่อมา กาน้ำชากระเบื้องเคลือบราคาถูกก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ
อิ๋งเย่รินชาแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างมีมารยาท น้ำชาสีเหลืองอำพันใสแจ๋วส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ไม่เหมือนชาทั่วไป มันเป็ความหอมที่ลึกล้ำและสดชื่นในเวลาเดียวกัน
ฟ่านจื้อหย่งยกถ้วยชาขึ้นจิบตามมารยาท
ทันทีที่น้ำชาแตะปลายลิ้น คิ้วของชายวัยกลางคนก็กระตุกวูบ! เขารีบยกถ้วยชาขึ้นมาดมกลิ่นใกล้ๆ อีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ กลืนน้ำชาลงคอ รสััที่ทิ้งความหวานชุ่มคอไว้เนิ่นนาน ทำให้หัวใจของเขายิ่งเต้นแรง
“คุณอิ๋ง...”
ฟ่านจื้อหย่งพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“ชาดีนี้... ไม่ทราบว่าเป็ชาอะไรหรือครับ?”
อิ๋งเย่มองท่าทีของอีกฝ่าย เขาคิดไปเองว่าผู้ใหญ่คนนี้คงจะถูกใจรสชาติชาของเพื่อนเขา ชายหนุ่มจึงตอบกลับด้วยความจริงใจ
“เพื่อนสมัยเด็กเอามาฝากน่ะครับ ผมเห็นว่าหอมดีเลยเอามาด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็ชาอะไร”
พูดจบ อิ๋งเย่ก็หันไปหาหลู่จือเหยา
“จือเหยา กระปุกชาที่เหลืออยู่ในช่องเก็บของหน้ารถ ไปหยิบมาทีสิ เผื่อจะแบ่งให้ประธานจ้าวกับคุณฟ่านติดมือกลับไปบ้าง”
“ได้ครับบอส” หลู่จือเหยารีบลุกเดินออกไปที่รถออดี้ที่จอดอยู่หน้าร้าน
ครู่ต่อมา หลู่จือเหยาก็เดินกลับมาพร้อมกับกระปุกเหล็กสีเทาหม่นๆ ที่ดูเก่าและไร้ซึ่งยี่ห้อใดๆ เขาค่อยๆ วางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าอิ๋งเย่
สายตาของฟ่านจื้อหย่งจับจ้องไปที่กระปุกใบนั้น ทันทีที่เห็นตราประทับสีแดงซีดๆ สลักอยู่ตรงฝากระปุก ดวงตาภายใต้กรอบแว่นของเขาหรี่ลงอย่างไม่รู้ตัว มือที่ถือถ้วยชาหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานอุปทานพิเศษส่วนกลางแห่งกรุงปักกิ่ง!
‘เดี๋ยวก่อน... หรือว่าฉันจะคิดมากไปเอง? ของแบบนี้จะมาอยู่ในร้านซอมซ่อได้ยังไง?'
ฟ่านจื้อหย่งตั้งสติ พยายามหาเหตุผลมาแย้ง
ทว่า เมื่อรวมกับรสชาติลึกล้ำที่ยังคงอวลอยู่ในลำคอ สัญชาตญาณของเขาก็ยืนยันความจริงข้อนี้
‘จวินซานอิ๋นเจินเกรดบรรณาการ... ของแบบนี้ ผลิตได้ปีละไม่กี่สิบกิโลกรัมเท่านั้น ต่อให้มีเงินก็ไม่มีขายในตลาดทั่วไป...'
สีหน้าที่เรียบเฉยของชายวัยกลางคนเริ่มปรากฏรอยร้าวเป็ครั้งแรก
‘ชาหายากระดับนี้... แต่เพื่อนสมัยเด็กของเขากลับหอบหิ้วมาให้ทีละหลายชั่ง!? แถมเขายังทำเหมือนมันเป็ของไร้ค่า โยนทิ้งไว้ในช่องเก็บของหน้ารถออดี้อย่างไม่แยแสเนี่ยนะ!?’
‘เขาบอกว่าไม่รู้ว่าเป็ชาอะไร... ถ้าไม่ใช่คนที่เติบโตมากับของระดับนี้ ก็ไม่มีทางทำสีหน้าแบบนั้นได้ ภูมิหลังของเด็กคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ บางที... อาจจะลึกซึ้งกว่าที่ฉันประเมินไว้แต่แรกเสียอีก!’
ฟ่านจื้อหย่งสูดลมหายใจลึก เขาพยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่ในอก สายตาที่เขามองอิ๋งเย่ตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ชายวัยกลางคนหันไปสบตากับจ้าวไห่เผิง ก่อนจะขยิบตาให้เบาๆ พร้อมกับปรายตามองไปทางหลู่จือเหยา
จ้าวไห่เผิงซึ่งเป็จิ้งจอกเฒ่าในวงการธุรกิจ ย่อมเข้าใจทันทีว่าฟ่านจื้อหย่ง้าเวลาพูดคุยกับอิ๋งเย่เป็การส่วนตัว
“เอ่อ... เสี่ยวหลู่ใช่ไหม?”
จ้าวไห่เผิงหันไปยิ้มแย้มกับหลู่จือเหยา
“เมื่อกี้ได้ยินว่าคุณเป็ผู้จัดการของ อันหนิง โฮลดิ้ง... พอดี่นี้หอการค้าเพิ่งได้รับประกาศกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท เราออกไปสูบบุหรี่หน้าร้าน แล้วผมจะเล่าให้ฟังเป็ความรู้ดีไหม เผื่อบริษัทคุณมีปัญหาอะไรติดขัดอยู่ จะได้แก้ได้ทัน”
หลู่จือเหยาที่กำลังกังวลเื่เ้าหน้าที่เรียกรับสินบนอยู่พอดี หูผึ่งขึ้นมาทันที แต่ด้วยความเป็ผู้จัดการทั่วไปและมืออาชีพ เขาไม่ได้ผลีผลามตอบรับ ชายหนุ่มหันไปสบตาเพื่อขออนุญาตจากบอสของตนก่อน
อิ๋งเย่ที่ตั้งใจชวนจ้าวไห่เผิงมาเพื่อแก้ปัญหานี้อยู่แล้ว พยักหน้าเบาๆ อนุญาตอย่างเงียบเชียบ
“ขอบคุณมากครับประธานจ้าว เชิญครับ” หลู่จือเหยารีบลุกขึ้นเดินตามจ้าวไห่เผิงออกไปหน้าร้าน
ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินพ้นประตู อิ๋งเย่แว่วได้ยินเสียงจ้าวไห่เผิงพูดขึ้นเบาๆ
“เื่บริษัทของคุณ เดี๋ยวผมโทรศัพท์สายเดียวก็เรียบร้อย... เ้าหน้าที่คนนั้นชื่ออะไรล่ะ?”
เมื่อทั้งคู่ก้าวออกไป ที่โต๊ะไม้ตัวในสุดของร้านก็เหลือเพียงเด็กหนุ่มผู้รักความสงบ กับหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลแห่งแวดวงเศรษฐกิจมณฑล
ฟ่านจื้อหย่งดันแว่นตาของตนเองให้เข้าที่ ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความนัยลึกล้ำปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“คุณอิ๋ง...”
ฟ่านจื้อหย่งเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่ลดความดังลง แต่เพิ่มความเคารพขึ้นอีกหนึ่งระดับ
“ผมคิดว่า... เราน่าจะมีเื่ให้คุยกันยาวเลยล่ะครับ”
อิ๋งเย่นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยความสงบ เขามองท่าทีจริงจังของผู้ทรงอิทธิพลตรงหน้า ก่อนจะเหลือบมองโต๊ะไม้ที่ยังว่างเปล่า
‘คุยกันยาว? ชายหนุ่มคิดในใจอย่างราบเรียบ มีเื่อะไรให้ต้องคุยยาวขนาดนั้น... เนื้อม้าเสียบไม้ยังไม่ทันจะยกมาเสิร์ฟเลยด้วยซ้ำ’