# บทที่ 1 — คืนที่ไร้ทางถอย
กลิ่นขมฝาดของเืคละคลุ้งอยู่ปลายลิ้น
โม่เฉินลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก
เพดานไม้เหนือศีรษะพร่าเลือน แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาเป็เส้นบาง ๆ ลมกลางคืนพัดม่านสีแดงหม่นให้ไหวเอื่อย ทว่าความเย็นจากลมกลับไม่อาจดับความร้อนราวกับมีถ่านไฟกองอยู่ในอกของเขาได้
ทุกครั้งที่หายใจ ลำคอเหมือนถูกมีดบาด
“ที่นี่…ที่ไหน”
เสียงของเขาแหบพร่า ต่างจากเสียงที่จำได้อย่างสิ้นเชิง
ก่อนที่คำถามจะได้รับคำตอบ ความทรงจำมหาศาลก็ทะลักเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก
เด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่กลางลานรับศิษย์ ท่ามกลางสายตาเยาะเย้ย
“เส้นลมปราณเช่นนี้ยังคิดจะเข้าสำนัก?”
“ตระกูลโม่ส่งของไร้ค่ามาให้พวกเรารับภาระหรืออย่างไร”
“หน้าตาดีแล้วมีประโยชน์อะไร หากไร้พร์ก็เป็ได้แค่คนธรรมดา”
ภาพเ่าั้สลับกับความทรงจำอีกชุดหนึ่ง—ชีวิตที่ไม่ใช่ของเด็กหนุ่มบนลานนั้น ชีวิตที่มีตึกสูง แสงไฟ และถนนที่ไม่มีปราณิญญาแม้แต่น้อย ก่อนทุกอย่างดับวูบลงในคืนหนึ่ง
โม่เฉินกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ
เขาเข้าใจแล้ว
เขาไม่ได้ตื่นขึ้นจากฝันร้าย เขาเข้ามาอยู่ในร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีชื่อเดียวกัน และกำลังรับความทรงจำทั้งหมดของเ้าของร่างเดิม
เ้าของร่างเดิมเป็บุตรชายจากตระกูลโม่ในเมืองชิงเหอ ครอบครัวไม่เคยทอดทิ้งเขา แต่โลกของผู้ฝึกตนไม่สนใจว่าครอบครัวจะมีหน้ามีตาเพียงใด เมื่อทดสอบแล้วพบว่าเขาไร้พร์ สำนักใหญ่เล็กต่างพากันปิดประตูใส่หน้า
สุดท้าย ป้าของเขาซึ่งเป็ผู้าุโแห่งวังบุปผามารยื่นมือเข้ามา
วังบุปผามารเป็สำนักของสตรีแทบทั้งหมด การรับศิษย์ชายเข้าไปแม้เพียงคนเดียวก็ชวนให้คนครหา แต่เพราะไม่มีสำนักใดยอมรับโม่เฉิน เขาจึงต้องจากบ้านมาอยู่ที่นี่ในฐานะศิษย์นอก
‘ไร้พร์…’
คำนี้ค้างอยู่ในใจ พร้อมกับความอับอายที่ไม่ใช่ของเขา แต่หนักแน่นจนเหมือนเป็ของเขามาตลอดชีวิต
เสียงไอรุนแรงฉุดเขากลับสู่ความจริง เืสีคล้ำไหลออกจากมุมปาก รอยเืบนผ้าห่มไม่ใช่สีแดงสด หากเป็ดำปนม่วง
โม่เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนบังคับตัวเองให้มองไปรอบห้อง
เรือนพักศิษย์นอกเรียบง่าย โต๊ะไม้หนึ่งตัว ตู้เก่าหนึ่งหลัง และถ้วยชาที่วางอยู่ใกล้หน้าต่าง ถ้วยนั้นมีคราบชาหลงเหลืออยู่ก้นถ้วย กลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายดอกจื่อหลัวลอยออกมา
ความทรงจำของร่างเดิมสั่นไหว
เมื่อคืน เขาฝึกเดินลมปราณจนเจ็บหน้าอก หนึ่งในศิษย์รับใช้จึงนำชาบำรุงมาให้ บอกว่าเป็ของจากหอโอสถ เขาดื่มไปเพียงครึ่งถ้วย จากนั้นสติเริ่มเลือนหาย
กลิ่นจื่อหลัวไม่ควรอยู่ในชาบำรุง
มันช่วยกลบรสขมของสมุนไพรบางชนิดได้ดี โดยเฉพาะพิษที่ออกฤทธิ์ช้า
“ไม่ใช่อุบัติเหตุ…” เขาพึมพำ
ทันใดนั้น แสงสีเงินจาง ๆ ก็ลอยขึ้นเหนือปลายเตียง
หน้าต่างโปร่งใสขนาดฝ่ามือปรากฏขึ้นกลางอากาศ ภายในไม่มีตัวอักษร มีเพียงดวงตากลมสองข้างกับปากเล็ก ๆ ที่กำลังยิ้มกว้างเกินเหตุ คิ้วเรืองแสงขยับขึ้นลงอย่างมีชีวิต
“ในที่สุดก็ฟื้นเสียที โฮสต์”
โม่เฉินจ้องมันอย่างระวัง “เ้าเป็อะไร”
“คำถามดีมาก แต่คำตอบยาวเกินเวลาที่เ้ามีเหลืออยู่” หน้าต่างกะพริบตาถี่ ๆ “ขอแนะนำตัวอย่างกระชับ ระบบชะตาวายร้าย ผู้ช่วยผู้แสนใจดีของเ้า”
“ชื่อฟังดูไม่น่าไว้ใจ”
“ขอบคุณที่ชม”
โม่เฉินสูดลมหายใจ ทว่าความเจ็บแล่นขึ้นถึงขมับ เขาไม่มีแรงพอจะถกเถียงกับสิ่งประหลาดตรงหน้า จึงถามคำถามที่สำคัญที่สุด
“ข้าถูกพิษอะไร”
ดวงตาอีโมจิเปลี่ยนเป็รูปครึ่งวงกลมอย่างจริงจัง หน้าต่างขยายออก กลายเป็ภาพเม็ดยาสีขาวโปร่งแสงหมุนช้า ๆ อยู่กลางแผงแสง
**เม็ดยับยั้งพิษชั่วคราว**
**ราคา: 10 แต้มชะตา**
**ผลลัพธ์: ระงับพิษมารเย็นได้หนึ่งชั่วยาม**
**ข้อควรระวัง: ไม่ใช่ยาถอนพิษ**
โม่เฉินมองหน้าต่างนั้นเงียบ ๆ “ข้ามีแต้มเท่าไร”
หน้าระบบกลับเป็ใบหน้าอีโมจิเดิม รอยยิ้มเล็กลงจนเหมือนกำลังเขิน
“ศูนย์”
“งั้นเอาของที่ข้าซื้อไม่ได้มาเสนอทำไม”
“เพื่อให้โฮสต์เห็นว่าระบบมีสินค้าคุณภาพ”
โม่เฉินหลับตาลงชั่วครู่เพื่อกดอารมณ์ “ถ้าข้าตาย เ้าก็ไม่ได้อะไรเช่นกัน”
หน้าต่างเงียบไป ดวงตากลม ๆ กลอกไปด้านข้าง ก่อนปากจะบิดเป็เส้นตรงอย่างไม่เต็มใจ
“เหตุผลสมบูรณ์แบบ น่ารำคาญมาก” มันบ่น “รับคำแนะนำเริ่มต้นฟรีหนึ่งครั้งก็ได้ ใต้กระดานเตียงด้านซ้าย มีเข็มเงินสามเล่ม ใช้เล่มที่สองกดจุดซวนจีใต้กระดูกไหปลาร้า จากนั้นใช้ลมหายใจช้า ๆ บังคับพิษไม่ให้เข้าหัวใจ”
“ทำไมในห้องข้าถึงมีเข็มเงิน”
“นั่นเป็คำถามที่ควรถามหลังไม่ตาย”
คำตอบกวนประสาท แต่ไม่มีเวลาให้ลังเล โม่เฉินพลิกตัวลงจากเตียง ความเจ็บทำให้สายตาดำวูบ เขากัดฟันยันพื้นไว้ แล้วคลำใต้กระดานเตียงตามที่ระบบบอก
ปลายนิ้วแตะกล่องไม้เล็ก ๆ
ข้างในมีเข็มเงินสามเล่มจริง ๆ
เขาหยิบเล่มที่สอง มือสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะพิษกำลังกัดกินเรี่ยวแรงจนแทบควบคุมปลายนิ้วไม่ได้ โม่เฉินปลดคอเสื้อ กดเข็มลงตรงจุดที่ระบบชี้
ความเจ็บแปลบพุ่งผ่านอก ก่อนความร้อนบ้าคลั่งจะชะงักลงชั่วขณะ
เขาหอบหายใจอยู่กับพื้นนานหลายอึดใจ เืที่ไหลจากมุมปากเริ่มเปลี่ยนเป็แดงเข้ม แม้ยังมีพิษอยู่ในร่าง แต่หัวใจไม่ถูกบีบรัดเหมือนก่อนหน้าแล้ว
“ใช้ได้” ระบบเอ่ย น้ำเสียงเสียดายเล็กน้อย “โฮสต์ยังไม่ตายจริง ๆ”
“ดูเหมือนเ้าผิดหวัง”
“ระบบแค่กำลังบริหารความคาดหวัง”
โม่เฉินไม่ตอบ เขาเก็บเข็มเงินเข้ากล่องเดิม แล้วเริ่มตรวจห้องอย่างช้า ๆ
ถ้วยชาคือจุดแรกที่เขาแตะต้อง คราบชาติดอยู่ก้นถ้วย กลิ่นจื่อหลัวจางจนคนทั่วไปคงไม่ทันสังเกต แต่ความทรงจำของร่างเดิมเคยช่วยงานหอโอสถอยู่หลายครั้ง เขาจึงจำได้ว่ากลิ่นนี้ไม่ควรปรากฏที่นี่
จุดที่สองคือใต้เตียง
นิ้วของเขาััวัตถุเย็นเฉียบซ่อนอยู่ระหว่างผ้าห่มกับพื้นไม้ โม่เฉินค่อย ๆ ดึงมันออกมา เป็ปิ่นปักผมสีเงิน ปลายปิ่นแกะเป็กลีบบุปผาหกกลีบ สะอาดเกินกว่าจะตกอยู่ใต้เตียงมาหลายวัน
และบนร่องสลักเล็ก ๆ มีคราบสีม่วงดำติดอยู่
กลิ่นเดียวกับในถ้วยชา
“น่าสนใจ” ระบบเปรย “มีคนอยากให้เ้าตาย แล้วยังอยากทิ้งเื่ให้คนอื่นตามเก็บ”
โม่เฉินกำปิ่นแน่น เขาไม่รู้ว่ามันเป็ของใคร แต่คนวางยา้าให้ผู้ที่พบศพเชื่อว่าเมื่อคืนมีสตรีเข้ามาในห้องของเขา หรือไม่ก็โยนความผิดไปยังเ้าของปิ่นโดยตรง
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นหน้าประตู
โม่เฉินซ่อนปิ่นไว้ในแขนเสื้อทันที ก่อนกลับไปนั่งพิงขอบเตียงให้ดูเหมือนคนเพิ่งฟื้น เขาไม่รู้ว่าคนมาเป็มิตรหรือศัตรู การเผยหลักฐานตอนนี้มีแต่จะทำให้เขาตายเร็วขึ้น
ประตูถูกผลักเปิด
หญิงสาวในชุดศิษย์หอโอสถสีเขียวอ่อนก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว นางมีใบหน้าอ่อนโยน แต่ดวงตาในเวลานี้เต็มไปด้วยความกังวล กล่องยาในมือสั่นน้อย ๆ จากการรีบร้อน
“โม่เฉิน เ้ายังรู้สึกตัวหรือไม่”
ความทรงจำบอกชื่อของนางแก่เขา—เสิ่นเยว่โหรว ศิษย์สายโอสถที่เคยพูดกับร่างเดิมอย่างเป็ธรรม ไม่เคยร่วมวงหัวเราะเยาะเขาแม้สักครั้ง
“ยังไม่ตาย” เขาตอบเสียงเบา
“อย่าพูดจาเป็ลางสิ” นางวางกล่องยาลงข้างเตียง แล้วจับชีพจรเขาทันที
ปลายนิ้วของเสิ่นเยว่โหรวเย็นและมั่นคง สีหน้าของนางเปลี่ยนไปในเวลาไม่กี่ลมหายใจ จากกังวลเป็เคร่งเครียด
“ลมปราณของเ้าถูกพิษมารเย็นกัดกิน” นางเงยหน้าขึ้น “เมื่อคืนเ้ากินหรือดื่มอะไรบ้าง”
“ชาจากหอโอสถ”
“ใครนำมา”
“ข้าจำหน้าไม่ได้”
นั่นไม่ใช่คำโกหกทั้งหมด ความทรงจำของร่างเดิมเลือนหายไปตรง่นั้นจริง ๆ แต่โม่เฉินเลือกไม่บอกเื่ระบบ เข็มเงิน และปิ่น เพราะสิ่งที่ยังไม่เข้าใจยิ่งควรปกปิด
เขาหยิบปิ่นออกมาวางบนผ้าห่ม “แต่พบสิ่งนี้ใต้เตียง”
เสิ่นเยว่โหรวชะงัก นางไม่ได้แตะทันที แต่หยิบผ้าไหมบางจากกล่องยาออกมารองมือก่อนตรวจอย่างระวัง เมื่อเห็นคราบม่วงดำ สีหน้าของนางยิ่งเคร่งเครียด
“อย่าให้คนอื่นรู้เื่นี้ก่อน” นางพูดเสียงต่ำ “พิษชนิดนี้ผ่านการปรุงอย่างละเอียด คนธรรมดาไม่มีทางใช้ได้ และคราบบนปิ่นถูกทิ้งไว้ไม่นาน”
“หมายความว่ามีคนตั้งใจทำ”
“ใช่”
“แล้วทำไมต้องเก็บเงียบ”
เสิ่นเยว่โหรวมองไปทางประตู “หากคนร้ายกล้าวางพิษในเรือนพักศิษย์นอก เขาย่อมมีทางรู้ความเคลื่อนไหวในสำนัก เราส่งเสียงดังตอนนี้ เขาจะทำลายหลักฐาน หรือไม่ก็ลงมือซ้ำ”
โม่เฉินพยักหน้า นั่นคือคำตอบที่เขา้า นางไม่ใช่คนเชื่ออะไรง่าย ๆ และไม่ได้รีบกล่าวหาว่าเขาเป็ผู้กระทำผิด
แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะพูดต่อ เสียงกระบี่กระทบฝักก็ดังขึ้นจากนอกห้อง
เงาร่างสูงโปร่งปรากฏที่หน้าประตู หญิงสาวในชุดขาวขอบน้ำเงินยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ ดวงตาของนางเย็นเฉียบพอจะทำให้อากาศในห้องลดอุณหภูมิลงอีกหลายส่วน
ลั่วชิงเสวี่ย
นางกวาดตามองโม่เฉิน ก่อนหยุดที่ปิ่นในมือเสิ่นเยว่โหรว สีหน้าที่นิ่งสงบมีรอยเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิด
“ปิ่นนั้นของข้า”
โม่เฉินเงยหน้ามองนางทันที
หน้าต่างระบบลอยขึ้นข้างหัวเตียง ดวงตาเปลี่ยนเป็รูปดาวกระพริบไม่หยุด
“ตรวจพบผู้มีค่าชะตาสูง” ระบบกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ข้อแนะนำ: อย่าปล่อยให้นางตายง่าย ๆ โฮสต์อาจขาดทุนมหาศาล”
โม่เฉินเม้มริมฝีปาก ไม่สนใจคำพูดกวน ๆ นั้น สิ่งสำคัญกว่าคือปิ่นนี้เป็ของลั่วชิงเสวี่ยจริง
“มันอยู่ใต้เตียงข้า” เขาพูดช้า ๆ “พร้อมคราบพิษ”
ดวงตาของลั่วชิงเสวี่ยเย็นลง นางไม่ได้รีบปฏิเสธหรือชักกระบี่ แต่ก้าวเข้ามารับปิ่นด้วยท่าทางระวัง
“ข้าไม่ได้มาที่นี่เมื่อคืน” นางกล่าว “ปิ่นหายไปั้แ่หลังฝึกกระบี่่เย็น ข้าตามหามันจนได้ยินว่าเ้าอาการหนัก”
เสิ่นเยว่โหรวมองทั้งสองคน “นี่ไม่ใช่เื่ของปิ่นหายแล้ว คนร้าย้าให้หลักฐานโยงมาหาเ้า หรือใช้โม่เฉินเป็แพะ”
“เหตุใดต้องเป็ข้า” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“นั่นคือสิ่งที่เราต้องหา” โม่เฉินตอบ
คำว่า ‘เรา’ ทำให้หญิงสาวทั้งสองหันมามองเขาพร้อมกัน
โม่เฉินรู้ดีว่าตนยังอ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้กับใคร เขาไม่มีพร์ ไม่มีคนหนุนหลังให้พึ่งพาอย่างเปิดเผย และเพิ่งตื่นขึ้นในร่างที่กำลังถูกพิษคร่าชีวิต แต่เขาก็รู้เช่นกันว่า หากปล่อยปิ่นนี้ออกไป คนร้ายจะเป็ผู้กำหนดเื่ทั้งหมด
“คนผู้นั้นคิดว่าข้าตายแล้ว” เขาพูดต่อ “ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าเราพบหลักฐาน และคงคิดว่าปิ่นจะพาเื่ไปหาลั่วชิงเสวี่ยเอง นี่เป็ครั้งเดียวที่อีกฝ่ายกำลังเดินตามแผนของเราได้”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเขานิ่ง ๆ ราวกับประเมินว่าคำพูดนี้มาจากศิษย์ไร้พร์คนเดิมจริงหรือไม่
เสิ่นเยว่โหรวเป็คนตอบก่อน “ข้าจะตรวจคราบพิษและรายชื่อผู้ที่แตะต้องชาจากหอโอสถคืนนี้”
“ข้าจะตรวจเส้นทางจากลานฝึกถึงเรือนพัก” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว “หากปิ่นถูกขโมยหลังฝึกกระบี่ ย่อมมีคนเห็น”
โม่เฉินพยักหน้า “ส่วนข้าจะอยู่ที่นี่ รักษาชีวิตตัวเอง และจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ได้มากที่สุด”
ระบบหัวเราะเบา ๆ ข้างหูเขา “ฟังดูเป็พันธมิตรชั่วคราวที่เปราะบางมาก แต่ก็ไม่เลวสำหรับโฮสต์ที่เริ่มต้นด้วยแต้มศูนย์”
ลั่วชิงเสวี่ยเก็บปิ่นกลับเข้าผ้าไหม นางหันไปทางหน้าต่างพอดี ร่างทั้งร่างหยุดนิ่ง
“มีคนอยู่บนหลังคา”
โม่เฉินหันตามทันที
เงาดำหนึ่งสายไหวผ่านขอบกระเบื้อง ก่อนหายไปในความมืดรวดเร็วราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้น
ลั่วชิงเสวี่ยพุ่งออกจากห้อง แต่เมื่อเสียงกระบี่แหวกอากาศเงียบลง นางกลับมายืนที่เดิมเพียงครู่เดียวต่อมา สีหน้าของนางเย็นกว่าเดิม
“หนีไปแล้ว”
โม่เฉินมองรอยกระเบื้องที่ขยับเล็กน้อย
คนผู้นั้นมาเฝ้าดูว่าเขาตายหรือยัง
และตอนนี้ คนผู้นั้นรู้แล้วว่าโม่เฉินยังมีชีวิตอยู่
หน้าต่างระบบลอยมาตรงหน้า ดวงตาอีโมจิโค้งเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ยินดีด้วย โฮสต์”
“เ้ารอดจากคืนแรก และเพิ่งก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนชะตาครั้งแรกของตัวเอง”
โม่เฉินเช็ดเืที่มุมปาก ก่อนมองออกไปยังความมืดนอกหน้าต่าง
“ถ้าอีกฝ่ายอยากให้ข้าตาย” เขาพูดเรียบ ๆ “คราวนี้ข้าจะเป็คนหาว่าเขาเป็ใคร”