แสงจันทร์ทอดตัวลงบนเรือนพักศิษย์ใหม่แห่งสำนักศึกษาฉางอวิ๋น เสียงลมเอื่อยพัดผ่านราวไม้ไผ่ข้างหน้าต่าง ส่งเสียงเสียดแ่เบา
ลี่เหยิน — หรือเฉินิในชื่อเดิม — นั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง ด้านหลังเขาคือรูปปั้นหินเล็ก ๆ ที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษ หากแต่ภายในเป็โพรงซ่อนเร้น…
ภายในนั้นคือเงาร่างหนึ่งผู้เปี่ยมด้วยปัญญา และเคยสั่นะเืแผ่นดินในยุคอดีต
อาจารย์ไป๋
ชายชราในชุดคลุมสีเทาเงียบขรึม ดวงตาลึกล้ำดั่งทะเลสาบนิ่งสนิท ทว่าทุกถ้อยคำของเขาเปี่ยมด้วยอำนาจที่ยากหยั่งถึง
“พลังแห่งโลกนี้แบ่งออกเป็ 15 ระดับ เ้าจงจำไว้ให้ขึ้นใจ…”
เสียงทุ้มเอ่ยออกช้า ๆ พร้อมยื่นกระดาษผืนยาวที่เขียนด้วยหมึกิญญา
“แต่เ้าจงรู้ไว้...พลังเพียงอย่างเดียวไม่อาจต้านชะตาได้ หากไร้สติและจิตมั่นคง” อาจารย์ไป๋พูดพลางโบกมือเบา ๆ ปรากฏคัมภีร์เล่มหนึ่งลอยมา
“คัมภีร์เซิ่งหลง” — คัมภีร์ลับของตระกูลเฉิน
ภายในมีทั้งศาสตร์การฝึกกายาอย่างเข้มข้น
วิชาวรยุทธ์อันล้ำลึก
และศาสตร์โอสถที่ซับซ้อนยิ่งกว่าสำนักปรุงยาแห่งใดในแผ่นดิน
เฉินิรับคัมภีร์มา ดวงตาแน่วแน่
“ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง…”
---
เช้าวันถัดมา
บริเวณโรงโอสถของสำนัก ลี่เหยินเดินเคียงข้างโม่จื่อหลง เพื่อนแท้ผู้ไม่มากคำ
“เ้าไม่กลัวถูกมองว่าใกล้ชิดข้ารึ?” ลี่เหยินถาม
โม่จื่อหลงยิ้มบาง “ข้าไม่สนสายตาใคร…ข้าแค่เห็นเ้าสมควรเป็สหาย”
คำพูดธรรมดา หากกลับแน่นหนักกว่าคำสัตย์สาบานใด ๆ
ทั้งสองเข้าเรียนในห้องโอสถด้วยกัน ศึกษาสมุนไพร วัตถุดิบปรุงยา และการหลอมโอสถระดับต่ำ
แต่ภายในใจเฉินิ…กลับท่องบทจากคัมภีร์ลับไปพร้อมกัน
> “เปลวไฟมิใช่เพียงเครื่องปรุงยา หากใช้ปราณควบรวมเสริม จะเปลี่ยนโอสถธรรมดาให้กลายเป็ยาเทพภายในคืนเดียว”
ไม่กี่วันผ่านไป ลี่เหยินเริ่มเป็ที่จับตามอง
เพียงพริบตาเดียว ก็สามารถแยกแยะสมุนไพรกว่าร้อยชนิด
การหลอมโอสถของเขาไร้ผิดพลาดแม้แต่น้อย
“เด็กใหม่คนนั้น…ทำไมมันหลอมโอสถได้ระดับนั้นั้แ่ปีแรก?”
“มันเป็ใครกันแน่?”
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นในหมู่อาจารย์โอสถ
---
ค่ำวันนั้น อาจารย์ไป๋ปรากฏอีกครั้ง
“ถึงเวลาแล้ว เ้าพร้อมจะฝึกศาสตร์ที่สองรึยัง?”
“ข้าเรียกมันว่า ศาสตร์แปรจิต”
ลี่เหยินพยักหน้าโดยไม่ลังเล
ทันใดนั้น อาจารย์ไป๋ใช้ปราณแตะหน้าผากเขา
ภาพนิมิตบังเกิด—
สนามรบโลหิตท่วม
ร่างของเขาไร้พลัง
แต่จิตใจยังเปล่งแสง
ในวินาทีนั้น เขาสามารถปลดปล่อยพลังที่ไม่มีอยู่จริงออกมาได้
“จงจำไว้”
“จิตคือพลังแท้จริง หากเ้าแตกฉานศาสตร์แปรจิต ต่อให้ไร้แขนขา ก็ยังสังหารศัตรูได้”
---
หลายวันต่อมา ระหว่างที่เขาและโม่จื่อหลงฝึกกระบวนท่าในลานด้านหลัง
จู่ ๆ เสียงฝีเท้าก็กระแทกพื้นหนักแน่น
เซี่ยหาน ปรากฏตัวอีกครั้ง
“เ้า...ยังกล้าปรากฏตัวในสายตาข้าอีกงั้นหรือ?” เขาเอ่ยเสียงเย็น
ลี่เหยินเงยหน้าขึ้น
“หากข้าไม่กล้า…ข้าคงไม่ใช่คนที่รอดมาจากนรกหรอก”
โม่จื่อหลงขยับเท้าเตรียมป้องกันเพื่อน
แต่ลี่เหยินกลับยกมือห้าม
“ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
---