คิมหันต์กึ่งลากกึ่งจูงออยเฟ่ย์ไปยังห้องชมรมเคนโด้ โดยหญิงสาวโอดครวญตลอดทางเพราะเธอก็ไม่รู้ว่าคิมหันต์จะพาเธอไปที่ใด จวบจนกระทั่งถึงที่ซ้อมกีฬาเคนโด้
คิมหันต์ขออนุญาตประธานชมรมเข้าไปดูการซ้อม ออยเฟ่ย์รู้สึกงุนงงปนสงสัยว่าเขาสนใจกีฬาเคนโด้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ชายหนุ่มพาออยเฟ่ย์ไปยืนหลบอยู่ด้านหนึ่งของห้องซ้อม เขาปล่อยมือพร้อมกับเอนตัวพิงกับกำแพงด้านหลัง และเอามือกอดอกหลวมๆ เอาไว้ สายตาจับจ้องไปที่นักกีฬาเคนโด้คนหนึ่งที่กำลังตั้งใจซ้อมอยู่อย่างขะมักเขม้น
“เธอพาฉันมาทำไมที่นี่น่ะ”
“ดูเขาซ้อมเคนโด้กันไง”
“หืม? เธอสนใจกีฬาอื่นด้วยเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเห็นชีวิตเธอมีแต่บาสเก็ตบอลเนี่ยนะ” ออยเฟ่ย์เลิกคิ้วถามคิมหันต์เสียงสูง
“ทำไม? ฉันจะสนใจกีฬาอื่นไม่ได้หรือยังไง?” คิมหันต์ละสายตาจากนักกีฬาเคนโด้คนนั้นหันมาจ้องมองออยเฟ่ย์
“ก็..ฉันไม่เคยเห็นเธอสนใจกีฬาอื่นเลยนี่ เอ..หรือว่า เธอไม่ได้สนใจกีฬา แต่เธอสนใจคนเล่นกีฬาเคนโด้รึเปล่า?” ออยเฟ่ย์หรี่ตามองอย่างรู้ทัน
“หมายความว่ายังไง?” คิมหันต์ยันตัวออกจากกำแพง พร้อมกับเอามือท้าวไปที่กำแพงข้างๆ ตัวของออยเฟ่ย์
“เธอไม่ได้สนใจเคนโด้ แต่เธอสนใจเรอเนียร์ต่างหากใช่มั้ย?”
ออยเฟ่ย์หลิ่วตาบุ้ยใบ้ไปยังเรอเนียร์ที่กำลังตั้งใจซ้อมเคนโด้อยู่
“ฉันอาจจะสนใจเรอเนียร์ก็จริง แต่ไม่ใช่แบบที่เธอคิดแน่นอน”
“เธอรู้อยู่แล้วว่า ความรู้สึกของฉันเป็นยังไง ถ้าเธอคิดจะปฏิเสธ ก็อย่ามาผลักไสให้ฉันไปชอบคนอื่น”
คิมหันต์บอกออยเฟ่ย์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับจ้องมองออยเฟ่ย์ราวกับต้องการอ่านความรู้สึกของเธอจากดวงตากลมโตของหญิงสาว
“เอ้อ...” ออยเฟ่ย์รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ใบหน้าเมื่อเห็นสายตาของคิมหันต์ที่จ้องมองเธออย่างมีความหมาย
“เรอเนียร์เก่งเคนโด้จริงๆ นะ นี่ถ้าเรน่าขยันฝึกซ้อมแบบเรอเนียร์ ก็คงจะติดรายชื่อนักกีฬาตัวจริงเหมือนกัน น่าเสียดายที่เรน่าลาออกเสียก่อน”
ออยเฟ่ย์เบี่ยงตัวออกจากการท้าวแขนของคิมหันต์อย่างเก้อเขินพร้อมกับเสพูดเรื่องอื่น
คิมหันต์รู้สึกสะดุดกับสิ่งที่ออยเฟ่ย์พูด
“ตะกี้เธอว่าอะไรนะ?”
“หา? ตรงไหนล่ะ?”
“เรน่าทำไมนะ?”
“อ๋อ แต่ก่อนเรน่ากับเรอเนียร์อยู่ชมรมเคนโด้ด้วยกัน แต่เรน่ามักโดนเอาไปเปรียบเทียบกับเรอเนียร์เสมอ เพราะเรอเนียร์มีพรสวรรค์ในด้านนี้ เรน่าก็เลยลาออกจากการเป็นนักกีฬาชมรมเคนโด้น่ะ”
“น่าเสียดายมากเลยนะ” ออยเฟ่ย์พึมพำท้ายประโยค
“ที่จริงทั้งเรอเนียร์แล้วก็เรน่าน่ะ ชอบเธออยู่ทั้งคู่เลยนะ”
“สงสัยเรื่องที่เขาพูดกันว่า ฝาแฝดมักชอบสิ่งเดียวกันคงจะจริงแฮะ เพราะมีอยู่ครั้งนึงที่เรน่าเคยพูดให้ฉันฟังว่า เขาชอบเธอขนาดที่ว่าไม่คิดจะยอมยกให้ใครน่ะ แล้ว…... อ้าว! เดี๋ยวสิ คิม”
ออยเฟ่ย์เล่าให้คิมหันต์ฟังเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงประโยคสุดท้าย คิมหันต์ก็เผ่นพรวดออกจากห้องซ้อมกีฬาเคนโด้ทันที
คิมหันต์วิ่งตรงไปยังหน้าประตูโรงเรียนอย่างรีบร้อน
ทำไมเขาถึงได้สะเพร่าเช่นนี้ ในเมื่อถ้าคนร้าย รู้ว่าแคลร์ฟื้นขึ้นมา คนร้ายก็ควรที่จะตรงไปยังโรงพยาบาลทันที เพื่อจัดการปิดปาก
แต่เรอเนียร์ยังคงอยู่ที่นี่ ก็หมายความว่า คนร้ายเป็นคนอื่น.....
“ห้ามออกนอกโรงเรียนเด็ดขาดครับ”
“แต่ผมมีความจำเป็นจริงๆ ครับ”
“ไม่ได้ครับ”
คิมหันต์พยายามอธิบายกับรปภ.หน้าโรงเรียนว่า เขาจำเป็นต้องออกจากโรงเรียนโดยด่วน
“มีอะไรกันรึ?”
“เหมันต์ นายช่วยทีสิ”
“คนร้ายที่ทำร้ายแคลร์กำลังไปที่โรงพยาบาล ฉันจะรีบไปห้าม”
“จริงรึ!”
เหมันต์รีบบอกรปภ.ให้ปล่อยพวกเขาออกนอกโรงเรียนทันทีโดยบอกว่าเป็นเรื่องด่วนของทางโรงเรียน
“แล้วเซร่าล่ะ?”
“มิยาเกะล่วงหน้าไปแล้ว”
“ฮ้า!”
ฮิเดกิตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้นเมื่อรับรู้ว่า เซร่าได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลก่อนล่วงหน้าแล้ว
เซร่ามาถึงโรงพยาบาลในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยมีคนมาเยี่ยมมากนัก โดยก่อนที่จะเข้าไปในโรงพยาบาล หญิงสาวได้แวะซื้อช่อดอกไม้สำหรับเยี่ยมไข้เข้าไปด้วย
เซร่าตรงไปถามหาห้องพักผู้ป่วยของแคลร์จากพยาบาลหน้าเคาท์เตอร์ โดยแจ้งว่าเป็นตัวแทนนักเรียนมาเยี่ยมพร้อมกับแสดงช่อดอกไม้ให้กับพยาบาลดู
พยาบาลจึงยอมบอกหมายเลขห้องพักให้ไป เซร่าเดินตรงไปยังลิฟต์เพื่อเดินทางขึ้นไปยังชั้น 3
อีตานั่นให้เรามาดูแคลร์ทำไมกันนะ ?
แปลกจริง
เมื่อถึงชั้น 3 หญิงสาวเดินไล่ดูหมายเลขหน้าห้องพักไปเรื่อยๆ จวบจนกระทั่งถึงห้องพักสำหรับผู้ป่วยพิเศษ
เราจะคุยยังไงดีนะ?
เซร่าถอนใจออกมา เนื่องจากเธอเคยมีเรื่องกับแคลร์มาก่อน ที่สำคัญแคลร์เคยพยายามทำร้ายเธอเสียด้วย
เอาวะ ! ลองดูซักตั้งละกัน
เซร่าสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
“เอ่อ..ฉัน...เอาดอกไม้...มาเยี่ยม อ๊ะ!”
ภาพหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นคร่อมอยู่บนร่างของหญิงสาวอีกคนกำลังเงื้อมีดขึ้น และตั้งท่าจะจ้วงแทง ทำให้เธอตกใจมาก จนทำช่อดอกไม้ที่ถือมาล่วงหล่นลงกับพื้น
“ปิดประตูเดี๋ยวนี้!!!”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของหญิงสาวตรงหน้าเซร่าสั่งเสียงดัง ทำให้เธอสะดุ้ง พร้อมกับเอามือปิดประตูอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาจ้องมองเธออย่างเกรี้ยวกราดและดุดันผิดกับใบหน้าที่ดูสวยงามยิ่งนัก
มือขวาของหญิงสาวคนนั้นถือมีดอยู่เล่มหนึ่ง ส่วนมือซ้ายของเธอกดไปที่บ่าด้านซ้ายของแคลร์
แคลร์ไม่สามารถขยับเขยื้อนส่วนใดหนีไปได้ เพราะแขนขวาของเธอเข้าเฝือกอยู่ ส่วนร่างกายก็บอบช้ำ ที่ศีรษะของแคลร์ก็โพกผ้าพันแผลปิดร่องรอยบาดแผลที่แตกยาวตรงใบหน้า
“ช่วย...ด้วย...”
เสียงร้องแผ่วเบาของแคลร์ขอความช่วยเหลือ ปลายมีดที่คมกริบในมือของหญิงสาวที่คร่อมอยู่บนตัวเธอนั้น จะตวัดลงมาเมื่อไหร่