เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 บทที่ 94 ถวายบังคมไท่จื่อเพคะ

            ใช้เวลาเพียงครึ่งถ้วยชา

            รถม้าคันหนึ่งก็แล่นมาถึงจวนสกุลไป๋

            สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาเป็นอันดับแรกคือม้าตัวใหญ่สีขาวสะอาดไร้ที่ติจำนวนสี่ตัวม่านรถที่ดูประณีตและบางเบาถูกปักด้วยด้ายทองเป็นลวดลายดอกไห่ถังใบไม้หยก แสงอาทิตย์สะท้อนมาที่ดอกไห่ถังทำให้มันดูเหมือนจริง ราวกับกำลังส่งกลิ่นหอมออกมาอย่างเลือนราง

            โครงรถม้าทั้งหมดทำจากไม้จินซือหนาน[1] เรียกได้ว่าหรูหราโอ่อ่า

            แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า‘ข้าร่ำรวยมาก’ ตลอดทางที่รถม้าแล่นมา

            เมื่อเหล่าสตรีจากตระกูลใหญ่ที่ออกมาเที่ยวเล่นเห็นรถม้าที่โอ่อ่าตระการตาเช่นนี้แววตาก็เผยความประหลาดใจและอิจฉาริษยาอย่างอดไม่ได้

            ผู้ที่มีความกล้าเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างเงียบเชียบสอบถามว่าเป็นรถม้าจากจวนใด ทุกคนล้วนปรารถนาจะก้าวขึ้นรถม้า และตบแต่งให้กับบุรุษจากจวนนั้น

            ไป๋หว่านหนิงที่ยืนอยู่หน้าจวนสกุลไป๋ในตอนนี้รู้สึกภูมิใจขึ้นมาทันทีแม้แต่หลังก็ยืดตรง

            “สามคนก็สามคนเถิดถึงอย่างไรข้าก็คือมารดาแห่งแผ่นดินในวันข้างหน้า ความเอื้ออารีที่ควรมี ข้าก็จำเป็นต้องมี”

            หากมองข้ามการกัดฟันที่เผยออกมาให้เห็นอย่างเลือนรางผ่านทางน้ำเสียงคำกล่าวนี้ก็ฟังดูได้เรื่องได้ราวจริงๆ

            “พี่สาวคงไม่เคยเห็นรถม้าที่หรูหราเช่นนี้มาก่อนกระมังใช่สิ ท้ายที่สุดแล้วพี่สาวก็ต้องตบแต่งให้ผู้ที่เป็นเพียงเซ่อเจิ้งอ๋องเท่านั้นแม้จะอยู่เหนือคนนับหมื่น ทว่ากลับอยู่ใต้คนผู้นั้น มีเพียงเกียรติยศและความมั่งคั่งเล็กน้อย ถือเป็นของพระราชทานที่พี่ไท่จื่อมอบให้เท่านั้น”

            “หากพี่สาวอิจฉา น้องสาวจะช่วยขอร้องพี่ไท่จื่อให้พระราชทานรางวัลพี่สาวจะได้ลองขึ้นไปนั่งเสียหน่อย พี่สาวคิดเห็นอย่างไร?”

            ไป๋เซี่ยเหอยกมือขึ้นเกาดั้งจมูกนางไม่ตอบอะไรเลย อันที่จริงนางเองก็ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี

            ผู้อื่นอาจไม่ทราบว่ารถม้าคันนี้เป็นของผู้ใดทว่านางรู้ดี

            รถม้าคันนี้คือรถม้าคันเดียวกับที่นางบุกรุกเข้าไปอย่างตื่นตระหนกยามที่จำแลงกายเป็นจิ้งจอกน้อยครั้งแรก

            เป็นรถม้าของฮั่วเยี่ยนไหว!

            ทว่าเหตุใดรถม้าของฮั่วเยี่ยนไหวถึงมาที่หน้าประตูจวนสกุลไป๋ได้เล่า? หากเขาจะออกไปเที่ยวเล่นนอกเมือง ก็ไม่จำเป็นต้องผ่านจวนสกุลไป๋

            หรือว่า...

            ไป๋เซี่ยเหอมุ่นคิ้วเล็กน้อยนางพยายามเก็บงำสีหน้า “ฝูเอ๋อร์ พวกเราควรไปได้แล้ว”

            ทว่าผู้ใดจะทราบว่าไป๋หว่านหนิงแยกแยะสถานการณ์ไม่ได้อย่างสิ้นเชิงนางยังคงคิดว่าไป๋เซี่ยเหออิจฉาตนเอง

            นางรู้สึกพึงพอใจจนแทบคลั่งจะปล่อยไป๋เซี่ยเหอไปได้อย่างไร? นางหมุนกายมาดึงข้อมือของไป๋เซี่ยเหอทันที “เหตุใดเจ้าถึงจะไปแล้วเล่า? ข้ารับปากว่าจะให้เจ้าลองขึ้นไปนั่งแล้วไม่ใช่หรือ?”

            ไป๋เซี่ยเหอกวาดสายตามองบรรดาสตรีจากตระกูลใหญ่ที่ยืนอยู่รอบๆนางถูกความอิจฉาริษยาของพวกนางทำให้วิงเวียนศีรษะ

            “นี่คือเกียรติยศอันยิ่งใหญ่!”

            ไป๋เซี่ยเหอสะบัดมือนึกไม่ถึงว่าจะสลัดมือของไป๋หว่านหนิงไม่ออก นางกังวลที่อีกฝ่ายตั้งครรภ์จึงไม่อาจลงมือรุนแรงได้

            “เกียรติยศหรือ?” ไป๋เซี่ยเหอเผยความดูแคลนออกมาในน้ำเสียง“เจ้าต้องมีคุณสมบัตินั้นเสียก่อน”

            นางไว้หน้าแล้วยังไม่ยอมหยุดมอบทางให้ลงแล้วยังไม่ยอมลง!

            บางคนก็ตายเพราะความโง่และความทะนงตน!

            “แน่นอนว่าข้าย่อมมีคุณสม...”

            รถม้าหยุดลงตรงหน้าของทั้งสอง ถ้อยคำของไป๋หว่านหนิงพลันหยุดชะงัก

            ท่าทีอวดดีถูกเก็บงำทันทีทั่วสรรพางค์กายแผ่ความบอบบางออกมา นางยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเชื่อฟัง

            ช่างเป็นดอกบัวขาวจริงๆ

            แม้ว่ารถม้าจะหยุดลงแล้วทว่าภายในยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ

            เมื่อเห็นสายตาอันร้อนแรงและอิจฉาริษยาของสตรีเหล่านั้นไป๋หว่านหนิงก็เดินหน้าไปสองสามก้าว ก่อนจะหยุดทำความเคารพอย่างมีมารยาทด้วยท่าทางที่อ่อนโยนราวกับกิ่งหลิวน้ำเสียงเองก็นุ่มนวล

            “หว่านหนิงถวายบังคมไท่จื่อเพคะ”

            “สวรรค์นึกไม่ถึงว่าจะเป็นรถม้าของไท่จื่อ ไม่แปลกใจเลยที่หรูหราปานนี้ น่าอิจฉานัก”

            “หว่านหนิงหรือ? คงไม่ใช่คุณหนูรองสกุลไป๋ผู้มีนามว่าไป๋หว่านหนิงหรอกกระมัง”

            “คุณหนูรองสกุลไป๋คือไท่จื่อเฟยในอนาคตไม่ใช่หรือ? ชีวิตของนางดีเกินไปแล้วกระมัง!”

            “รถม้าที่สูงส่งและหรูหราปานนี้ให้ข้านั่งสักหนึ่งชั่วยาม โอ้ ไม่สิ หนึ่งถ้วยชาก็พอ ต่อให้ตายก็ไม่เสียดายแล้ว”

            “...”

            คำสรรเสริญเยินยอดังขึ้นไม่ขาดสายทำให้ไป๋หว่านหนิงหยิ่งผยองจนแทบลอยขึ้นฟ้า ปรารถนาที่จะเชิดหน้ายามเดิน

            นิ้วมือเรียวยาวสะอาดสะอ้านยื่นออกมาจากในรถม้าและค่อยๆ เลิกม่านขึ้น

            สตรีจากตระกูลใหญ่ที่อยู่รอบๆแย่งกันมองดูใบหน้าอันหล่อเหลาของ ‘ไท่จื่อ’ จนแทบจะหัวร้างข้างแตก

            พวงแก้มของไป๋หว่านหนิงขึ้นสีแดงนางก้มหน้าลงต่ำ ทำท่าเขินอายอย่างเงียบงัน

            ม่านรถม้าแหวกออกคนข้างในเดินออกมา

            บุรุษในชุดคลุมยาวสีกรมท่ารูปโฉมเย็นชาหยิ่งยโส ใบหน้าวิจิตรงดงาม ดูสมบูรณ์แบบราวกับถูกแกะสลักอย่างพิถีพิถันคิ้วทรงดาบยาวจรดขมับ ดั้งจมูกโด่ง รูปร่างกำยำ แผ่บุคลิกดูแคลนใต้หล้าออกมาจากร่าง

            บุรุษผู้นี้คืองานศิลปะเดินได้จริงๆ

            “เอ๊ะ นี่คือไท่จื่อหรือ?”

            “ไม่ใช่ข้าเคยพบไท่จื่อในวังมาก่อน ไม่ใช่คนนี้ เขาคือ...”

            “เซ่อเจิ้งอ๋อง!”

            เมื่อไป๋หว่านหนิงได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นสีหน้าพลันซีดเซียว ปรารถนาที่จะมุดดินหนี

            ขายหน้าไปถึงวงศ์ตระกูลเสียแล้ว!

            สมควรตาย!เหตุใดถึงเป็นเซ่อเจิ้งอ๋อง? เป็นเซ่อเจิ้งอ๋องไปได้อย่างไร?

            ไท่จื่อเล่า?

            ทว่าความอับอายและโทสะของนางถูกคนรอบข้างเมินเฉยอย่างสิ้นเชิง

            มีคำกล่าวที่ว่า ก้าวขึ้นไปสูงเพียงใดตอนตกลงมาก็น่าอนาถมากเท่านั้น!

            ฮั่วเยี่ยนไหวสาวเท้าตรงมาที่ไป๋เซี่ยเหอราวกับไม่ได้สนใจสิ่งอื่นรอบกายดวงตาของเขามีเพียงความงามล้ำของนางเท่านั้น

            “ข้ารอเจ้านานแล้วเหตุใดถึงยังไม่ขึ้นมาอีก? หรืออยากให้ข้าลงมาพาเจ้าขึ้นไปเอง?”

            น้ำเสียงของฮั่วเยี่ยนไหวทุ้มต่ำและแหบพร่าดวงตาสีดำขลับทอประกายอ่อนโยนอย่างเห็นได้ยาก

            “สวรรค์บีบคอข้าให้ตายเร็ว เร็วเข้า! นี่คือเซ่อเจิ้งอ๋องหรือ? เป็นไปไม่ได้กระมัง!”

            ข่าวลือที่ว่าเซ่อเจิ้งอ๋องเย็นชาไร้เมตตาสังหารคนอย่างไร้ความปรานี ไม่ชมชอบการใกล้ชิดกับสตรี ขอเพียงมีสตรีกล้าเข้ามาใกล้ล้วนเป็นอันต้องตายไม่ก็บาดเจ็บ

            ทว่าบุรุษที่แววตาดูหยาดเยิ้มและอ่อนโยนตรงหน้าผู้นี้คือเซ่อเจิ้งอ๋องจริงๆหรือ?

            หรือที่ได้ยินมาจะเป็นเพียงข่าวลือชวนให้เข้าใจผิด?

            ถ้าอย่างนั้นแม้ว่าพวกนางจะต้องสู้สุดชีวิตก็ต้องแสดงตนต่อหน้าเซ่อเจิ้งอ๋องให้มาก เพราะไม่แน่ว่าสตรีที่จะได้ยืนเคียงข้างเซ่อเจิ้งอ๋องอาจเป็นพวกนาง

            “ได้ยินว่าตอนนี้เซ่อเจิ้งอ๋องมีเพียงหวังเฟยเท่านั้น”

            ฝูงชนเงียบลงทันทีเมื่อมีผู้เอ่ยประโยคนี้ออกมาเมื่อหันกลับไปมองว่าผู้ใดเป็นคนพูด กลับหาตัวไม่พบเสียนี่

            ทว่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้นก็คือ...

            เรือนหลังของเซ่อเจิ้งอ๋องยังว่าง

            มีความหวัง! ยังมีความหวังอยู่!

            ไป๋เซี่ยเหอตัวสั่นขึ้นมาอย่างอดไม่ไหวราวกับมีหนามทิ่มแทงหลัง

            “ข้าไม่ทราบว่าท่านอ๋องจะมาในวันนี้ดังนั้นข้าจึงนัดกับสหายไว้แล้วว่าจะออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันขออภัยจริงๆ ลำบากท่านอ๋องเปลืองแรงเสียแล้ว”

            เมื่อถ้อยคำอันเย็นเยียบของนางจบลงคนรอบข้างต่างสูดลมหายใจอย่างอดไม่อยู่

            นึกไม่ถึงว่านางจะกล้าปฏิเสธเซ่อเจิ้งอ๋องต่อหน้าสาธารณชน

            จะให้ท่านอ๋องเอาหน้าไปไว้ที่ใด? เพราะได้รับความโปรดปรานนางจึงวางท่าหยิ่งผยองเกินไปแล้วกระมัง เกรงว่านางไม่ไว้หน้าท่านอ๋องเช่นนี้วันนี้ท่านอ๋องต้องพิโรธ ไม่ปล่อยให้นางรอดชีวิตเป็นแน่

            เมื่อคิดได้เช่นนี้ สตรีทุกนางก็เกิดความหวังขึ้นมาทันที

            หากเปรียบเทียบตนเองกับหวังเฟยในอนาคตแล้วพวกนางสง่างามและอ่อนช้อยยิ่งกว่า เหมาะสมที่จะปรนนิบัติท่านอ๋องมากกว่า

            พวกนางมีความหวังแล้ว!

            ฮั่วเยี่ยนไหวหรี่ตาลงเล็กน้อยเขายื่นมือออกไปยันกำแพงด้านหลังของไป๋เซี่ยเหอ กักขังนางเอาไว้ในวงแขน

            “เลิกคิดเช่นนั้นได้เลย วันนี้เจ้าเป็นของข้า!”

            ------------------------

            [1] ไม้จินซือหนานหมายถึง ไม้ชนิดหนึ่งที่มีลวดลายเหมือนดิ้นทอง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน