กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม
กลางดึกของวันเดียวกัน...
ใช่ครับ.. ในคืนที่พวกนายกำลังมุดผ้าห่มซุกเตียงนุ่ม ๆ อยู่นั่นแหละ
ผมกับเพื่อนสองคนกำลังหมอบอยู่หลังพุ่มไม้แถวรั้วหมู่บ้านทำเงินเถื่อน
แถวนั้นมีเสียงเกวียนดังเอี๊ยดอ๊าดกับเสียงเหล็กกระทบไม้ดังระงมไม่ขาดสาย
ไฟตะเกียงจากด้านในหมู่บ้านมันสว่างจนเงาพลิ้วไปทั่วลาน
และสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าคือเกวียนเรียงรายสิบหลัง พร้อมหีบใบเขื่องที่เรียงซ้อนกันเต็มหลังเกวียนแทบทุกคัน
“บนนั้น!
น่าจะเป็นพวกเงินเถื่อนที่เตรียมสำหรับเคลื่อนย้ายเป็นแน่...”
ผมพึมพำออกมาก่อนจะหันไปมองเจ้าหงชุน
“ดูคร่าว ๆ แล้ว..
น่าจะหลายแสนเหรียญทองเลยนะ
ถ้าขนไปถึงแคว้นของเจ้าได้ล่ะก็ พังแน่ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ..
แต่ศรัทธาของคนในแคว้นที่มีต่อราชสำนักเองก็อาจโดนสั่นคลอน”
หงชุนไม่พูดอะไรมากแค่ผงกหัวรับ
แต่แววตาเขามันเหมือนน้ำที่กำลังเดือด
ผมเห็นมือเขากำด้ามดาบแน่นจนเส้นเอ็นตรงข้อมือปูดขึ้นชัด
“ข้าอยากจะทราบนัก..!
ว่าเป็นผู้ใดที่คิดกระทำเรื่องอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้..!!
หากข้ารู้ละก็..!!!”
มันไม่ได้พูดอะไรต่อ..
แต่แววตานั้นพูดแทนทุกอย่างแล้ว
ไม่ต้องมีคำว่า 'เมตตา' ไม่มีคำว่า 'ให้อภัย'
มันคือแววตาของคนที่อยากจะทำลายอะไรสักอย่างด้วยอารมณ์ที่อัดอั้น
เหมือนโหวหวังจะรู้ว่าตอนนี้หนานหงชุนเดือดขนาดไหน
มันจึงได้เอ่ยออกไปด้วยกลัวว่าฝ่ายนั้นจะใช้อารมณ์แก้ปัญหามากเกินไป
“สงบใจไว้เกลอ ถ้าแผนของเราราบรื่นแล้วไซร้..
จะไม่มีเหรียญเถื่อนแม้แต่เหรียญเดียวลอดออกจากที่นี่ได้..”
พูดจบ.. ไอ้เพื่อนหน้าขนของผมก็หันมาทางผม
มองจากสายตา ดูแล้วมันน่าจะกำลังเป็นห่วงผม
“ว่าแต่เอ็งเถอะ อ้ายเจี้ยน..
เอ็งคิดว่าสามารถหลบหนีพวกมันได้หรือไม่?”
ผมหันไปมองมันแวบหนึ่ง
แล้วก็ถอนใจเบา ๆ ก่อนตอบแบบไม่ลังเล
“สบาย ๆ”
ผมตอบโหวหวังแบบไม่ลังเล
“หากเป็นไปตามที่ข้าคิด..
ในสถานการณ์แบบนี้ พวกมันน่าจะส่งเจ้าระดับขั้นกลางตามข้ามาแค่คนเดียว
อีกคนคงอยู่เฝ้าหมู่บ้าน เพื่อจัดการและปกป้องสินค้าของพวกมัน”
ผมพูดจบก็ควักของสำคัญออกมาจากแหวนมิติ
ซึ่งก็แค่ชุด..ชุดหนึ่ง
แต่เป็นชุดที่หน้าตาเหมือนกับของหนานหงชุนเป๊ะ ทั้งลวดลาย ตราปัก ไปจนถึงเส้นด้ายที่ขลิบชายเสื้อ
ก็แน่นอน..
เพราะนี่คือชุดที่ผมเอามาจากมัน
“พวกเจ้าสองคน รีบไปประจำตำแหน่งซะเถอะ..”
ผมว่าพลางชี้ไปยังจุดที่นัดแนะกันไว้
“รีบจัดการก่อนที่พวกมันจะขนของเสร็จจะดีที่สุด”
หงชุนกับโหวหวังพยักหน้าพร้อมกัน ก่อนแยกย้ายไปตามจุดที่เราวางแผนกันไว้
พอพวกนั้นลับหลังไป
ผมก็นั่งลงเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
ซึ่งผมก็สามารถผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ไวมาก..
จากประสบการณ์ตอนเป็นนักเรียนที่บางครั้งเผลอตื่นสาย
ผมสามารถอาบน้ำแปรงฟันพร้อมแต่งชุดนักเรียนเสร็จภายใน 2 นาที
เอาเถอะ.. อาบสะอาดไปก็เหม็นเหงื่ออยู่ดีในตอนรีบสับขาวิ่งไปโรงเรียนน่ะนะ
ผมหยิบผ้าคลุมดำขึ้นมาปิดหน้าก็เสร็จ
เท่านี้ผมก็เหมือนกับหงชุนแล้วด้วยโม่งดำนี้
หลังจากนั้นผมก็หมอบเพื่อรอจังหวะ
ใช้สายตากวาดมองไปที่เพื่อนของผมทั้งสองคนว่าประจำตำแหน่งพร้อมแล้วหรือยัง
แล้วเมื่อทุกอย่างตระเตรียมจนแล้วเสร็จ..
พลังปราณของผมก็ถูกระดมไหลเข้าต้นขาและฝ่าเท้า เพื่อถีบตัวยันกระโจนขึ้นเหนือพื้นโดยไม่รั้งมืออีกต่อไป
ในมือขวาของผม กระบี่สี่ฟ้าครามถูกชักออกพร้อมกับแรงกระตุกเบา ๆ ที่สะท้อนจากปลายนิ้วไปถึงหัวใจ
“กระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่สอง แยกปฐพี!!”
ปราณสีฟ้าครามพุ่งออกจากกระบี่ราวกับคลื่นฟ้าแลบ ม้วนเข้ากระแทกเกวียนซึ่งเป็นเป้าหมายเข้าอย่างจัง
เสียงไม้แตก เสียงเหล็กกระแทก เสียงคำรามของแรงระเบิด ดังตามมาในชั่วพริบตาเดียว
แล้ว.. เกวียนหลังนั้นก็ฟังยับ
หีบเหล็กหลายหีบกระเด็นกระดอนไปตามแรง พื้นถูกคลุมไปด้วยเศษเหรียญสีทองระยิบระยับ
เม็ดเงินที่หลอมแล้วจำนวนมากกลิ้งกระจัดกระจายไปทั่วลาน
ผมเห็นภาพนั้นแล้วก็ยิ้มแค่นในหัวใจหนึ่งที
แน่นอนว่าไม่ถึงวินาทีหลังจากนั้น เสียงที่ผมคาดการณ์เอาไว้ก็โผล่ดังขึ้นมาแทบจะทันที
“รอดไปแล้ว ไหนเลยกลับมาอีก องค์พระราชนัดดา!!”
เสียงนี้ผมไม่คุ้นหูหรอก แต่ผมก็พอจะรู้ว่ามันคือใคร
ใช่แล้ว..
มันคือเจ้าสัมผัสปราณขั้นกลางที่เคยพูดจาข่มหงชุนตอนสองวันก่อนเป๊ะ ๆ
ผมมองไปยังทิศที่เสียงมาพร้อมกับเห็นเงาคนพุ่งออกมาหลายสาย
โอเค..
ตีหญ้าให้งูตื่นเป็นผลแล้ว
และแทบจะในทันทีกับตอนที่เจ้าขั้นกลางคนนั้นโผล่มา
ผมก็ได้กลับตัวและออกแรงถับขาวิ่ง
ผมไม่ได้มีแผนจะรบอยู่แล้ว
ผมแค่ใช้ท่าร่างภูติเงาเร้นกาย ของตัวเองซัดเท้าออกไปทางซ้าย กระชากร่างออกจากวงล้อมโดยไม่ลังเล
เป้าหมายของผมคือการจุดชนวน ไม่ใช่เป็นชนวน
และตอนนี้..
ชนวนมันติดแล้ว
“ป๋ายฟู่! เจ้าเฝ้าระวังเอาไว้!!
ต้องมีคนที่ช่วยพระนัดดาคราวก่อนย้อนกลับมาแน่!
ส่วนคนอื่นอีกแปดคนตามข้ามา!!”
เสียงของไอ้คนเดิมเอ่ยสั่งการอย่างเป็นระเบียบ
“หากสังหารพระราชนัดดาหนานหงชุนลงได้ ไม่เพียงความผิดที่ป้องกันสินค้าไม่ดีจะถูกหยิบยกออกไป
นายเหนือหัวจะต้องประทานรางวัลก้อนโตให้อย่างแน่นอน!”
โอเค.. ขอบคุณนะ..
ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ามีแรงจูงใจในการฆ่ากันน่ะ..
แล้วด้วยแรงอัดฉีด
เจ้าพวกนั้นทุกคงต่างวิ่งตะบึงเท้าตรงเข้าหาผม แถมยังชักดาบควงอาวุธตามมาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ส่วนผม..
อยู่ก็โง่แล้ว!!
ผมพยายามฉีกจังหวะหักมุม วิ่งบนแนวรั้ว พลิกตัวหลบผ่านเสาไม้แหลม ๆ ไปตามทาง
เพื่อทำให้พวกที่ตามมาล่าหัวผมเป็นรางวัลสับสนมากที่สุด
จนเมื่อผมสามารถดึงคนออกมาได้ไกลประมาณหนึ่ง
ตู้ม!!! ตู้ม!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากด้านหลัง สองครั้ง
ผมชะงักเท้ากึ่งวินาทีก่อนจะยิ้มบาง ๆ ขึ้นมา
เพราะคราวนี้ของที่ถูกทำลายนั้นไม่ได้เกวียนขนของ
แต่เป็นแท่นผลิตเงินเถื่อน
สองจากหกแล้ว...
ดี.. โหวหวังทำหน้าที่ได้ตรงเวลา
หลังจากเกิดการระเบิด..
ผมรู้สึกได้ว่าเสียงฝีเท้าที่วิ่งไล่ตามมานั้นหายไปแทบจะในทันที
รู้แบบนั้น..
ผมจึงเรียกพลังเนตรจ้าวมังกรขึ้นมา
แสงทองของดวงตาผมส่องวาบก่อนจะใช้มันมองย้อนหลัง ไปทางแนวระเบิด
พวกที่ไล่ตามผมมา
ตอนนี้หยุดนิ่งสนิท
เหมือนคนฝ่ายพวกมันจะแจ้งข่าวมาแล้ว
ว่าของที่ถูกทำลายนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่จะได้หลังจากฆ่าผมที่ปลอมตัวเป็นหนานหงชุน
ผมมองสีหน้า..
พวกมันกำลังคิดอยู่
ว่าจะไล่ผมต่อให้จบ
หรือกลับไปดูว่าที่ฐานพังไปมากแค่ไหน
และในระหว่างที่พวกมันกำลังลังเล
ตู้ม!!! ตู้ม!!!
ระเบิดคู่ใหม่ดังตามมาอีกระลอก
ผมไม่ต้องเดา.. แท่นผลิตเงินเถื่อนสี่จากหกเครื่องได้ถูกทำลายลงไปแล้ว
แล้วด้วยเสียงกระตุ้นนั้น เหมือนจะทำให้คนกลุ่มนั้นตัดสินใจได้
พวกมันไม่รอให้ผมพาเต้นรำอ้อมป่าอีกต่อไป พากันวิ่งกรูกลับไปที่หมู่บ้านนั้นแทบจะในทันทีหลังจากเกิดระเบิดระลอกที่สอง
เห็นแบบนั้นผมจึงรีบดีดสัญญาณจากหยกสื่อสารขึ้นมาทันที พร้อมพูดสั้น ๆ ส่งข้อมูลไปให้หงเซีย
“แม่นางหนาน เสือกำลังกลับเข้าถ้ำ.. เสือกำลังกลับเข้าถ้ำ”
“...”
เงียบ
ไม่มีเสียงตอบกลับ
ผมหรี่ตาเล็กน้อยก่อนพูดอีกครั้ง
“ฮาโหล...แม่นางหนาน ฮาโหล!!”
“...”
เงียบเหมือนเดิม
“...”
ทันทีที่ไม่มีเสียงตอบรับจากหนานหงเซีย ผมก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
เท้าทั้งสองข้างของผมกระทบพื้น วิ่งออกด้วยความเร็วสูงสุด คราวนี้ไม่ใช่เพื่อหลบหนี
แต่เพื่อวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านทำเงินเถื่อน!
เหมือนอะไรบางอย่างจะไม่เป็นไปตามแผนที่ผมวางเอาไว้
ในแผนเดิม ผมเป็นคนล่อพวกจอมยุทธ์ออกนอกหมู่บ้านให้ได้มากที่สุด
ส่วนหนานหงเซียจะทำหน้าที่กระจายคำสั่ง ให้หนานหงชุนกับซุนโหวหวังเข้าโจมตีแท่นผลิตเงินเถื่อน
แผนมันเริ่มต้นได้ดี
ไม่นานนักก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นถึงสองรอบ นั่นก็หมายความว่าเธอยังอยู่ในตำแหน่ง และส่งสัญญาณบอกคนอื่น ๆ อยู่
แต่ตอนนี้...
ผ่านมาราวห้านาที
ไม่ว่าผมจะส่งสัญญาณหาเธอสักเท่าไหร่ หรือรอฟังเสียงการระเบิดแท่นผลิตเงินเถื่อนรอบสุดท้าย
ไม่มีการตอบกลับ
ไม่มีแม้แต่พลังปราณบางเบาเล็ดลอดกลับมา
แค่ห้านาที...
บางอย่างเกิดขึ้นในห้านาทีนั้นแน่
มันเป็นไปได้อย่างไร!!
ในเมื่อจุดซ่อนตัวที่ผมเลือกให้เธอแอบ แม้แต่เนตรจ้าวมังกรของผมยังแทบไม่สามารถแยกแยะได้
จะต้องเป็นจอมยุทธ์ระดับใดกัน ถึงหาที่ซ่อนของหงเซียพบได้
แต่ก่อนที่ผมจะได้คำตอบ..
บะวู้วววววววววววววววว!!!
เสียงคำรามของสัตว์อสูรพลันดังกึกก้องราวกับฟ้าร้องตอนกลางคืน
ผมชะงักฝีเท้าไปชั่ววินาที ก่อนเสียงคำรามแบบเดียวกันจะดังแว่วตามมาจากทางทิศอื่น
บะวู้วววว... บะวู้วววว...!!
ต่อเนื่องขานรับกันเป็นทอด ๆ ราวกับโซ่คำราม
ผมกัดฟันแน่น
นี่แหละคือคำตอบที่ผมไม่อยากได้
สัตว์อสูร..
ต้องเป็นสัตว์อสูรที่มีประสาทการดมกลิ่นหรือสาทฟังเสียงที่เหนือธรรมดาเท่านั้น จึงจะหาจุดซ่อนของหงเซียเจอได้
ผมไม่พบร่องรอยของอสูรพวกนี้ในตอนที่สอดแนมก่อนหน้านี้เลย
นั่นมันก็หมายความว่า...
มีกำลังเสริมจากภายนอกเข้ามา
แล้วแม้จะรู้ว่าขบวนการนี้ไม่ได้เล็ก แต่ผมก็แน่ใจว่าก่อนจะลงมือได้วางกับดักและสัญญาณเตือนเอาไว้แล้ว
เผื่อสถานการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้น
แล้วทำไมสัญญาณหรือแม้แต่กับดักที่ผมวางเอาไว้ถึงไม่ทำงานเลยสักอันเดียว!
“โหวหวัง!! ตอบข้าด้วยโหวหวัง!!”
ผมกดหยกสื่อสารซ้ำอีกครั้ง เสียงในหัวดังชัดกว่าเสียงภายนอก
แต่...
เงียบ
ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจตอบกลับมา
มันทำให้ผมคิดได้สองแง่...
หนึ่ง... มันเสร็จพวกผลิตเงินเถื่อนไปแล้ว
สอง... มันยังมีชีวิตอยู่ แต่กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ ไม่ว่างพอจะกดตอบ
ไม่ว่าจะทางไหน..
สำหรับผมมันก็เลวร้ายทั้งคู่
“หงชุน!! ตอบข้าด่วน!!”
ผมลองอีกช่องหนึ่ง
เงียบอีก...
ไร้แม้แต่เสียงพร่าของพลังปราณที่ทำให้รู้ว่าเพื่อน ๆ ของผมพยายามจะตอบ
“บ้าเอ้ย!!”
ผมสบถพร้อมโยนหยกสื่อสารกลับเข้ากระเป๋า เสื้อคลุมปลิวขึ้นเพราะแรงสะบัดของตัว
มือขวาเรียกปราณคราม เส้นพลังเหมือนลำแสงฟ้าคลื่นไหลไปทั่วท่อนแขน
มือซ้ายพลันสั่นวูบก่อนเรียกปราณชาดขึ้นมาจนเอ่อล้น
พลังสองขั้ว!! ฟ้าครามกับแดงชาด ไหลเวียนสวนทางกันในร่างกายผม
คืนนี้.. ไม่มีที่ให้ใจดี
ใครก็ตามที่ไม่ใช่เพื่อนของผม
มันต้องตอบให้ได้ว่าเพื่อนผมทั้งสามคนอยู่ที่ไหน!!
ผมเร่งพลังท่าร่าง ทะลุผ่านเงาไม้แน่นหนา ใช้ท่าร่างตัดแนวสายตาทุกครั้งที่มีเงาคนสอดส่อง
ใช้เวลาเพียงสิบนาทีผมก็กลับมาถึงเขตหมู่บ้านเถื่อน
แต่...
ภาพที่เห็นตรงหน้า ทำเอาหัวใจผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ผมถึงกับทำให้ผมต้องสยบพลังที่ผมเรียกขึ้นมายัดใส่กระเป๋าลงไป
คนจำนวนมากกำลังยืนรายล้อมแน่นทั้งในและนอกหมู่บ้าน
กลุ่มหนึ่งวิ่งวุ่นกระจายไปตามแนวป่า
อีกกลุ่มเตรียมป้องกันเสมือนกำลังรับศึกใหญ่
และยังดีที่ผมมีเนตรจ้าวมังกรอยู่
มันทำให้ผมสามารถซ่อนตัว หายใจในมุมอับที่สุดและมองเห็นสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ว่าถูกมอง
แต่ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่จำนวนที่เพิ่มมากขึ้น
มันคือคนเพียง 'หนึ่งคน' ที่ผมเห็นอยู่กลางหมู่บ้าน
ชายในชุดคลุมดำยืนนิ่งราวกับเสาศิลาหิน
คลื่นพลังจากร่างของมันไม่ได้แผ่ออกมา แต่มันทรงอยู่เหมือนเปลวเทียนในห้องไร้ลม
ระดับสัมผัสสรรพวิถี..
ขั้นปลาย...
เหงื่อไหลจากขมับผมลงมาถึงขากรรไกรโดยไม่รู้ตัว
นี่มันนรกอะไรกันนี่..
ก่อนหน้าพวกเราเก็บคนส่งสารไปแล้วแท้ ๆ
ไม่น่าจะมี 'การเสริมกำลัง' ได้รวดเร็วขนาดนี้
ถ้ามีคนในพวกมันแอบมีวิธีติดต่อภายนอกอื่นอีกช่องทางล่ะ?
หรือพวกมันถูกคุมเครือข่ายจาก 'ระดับสูงกว่าที่เราคิด' ทั้งหมด?
ผมกำหมัดแน่น
สถานการณ์ตอนนี้คือ..
เพื่อน ๆ ผมไม่รู้อยู่ที่ไหน แท่นผลิตเงินเถื่อนก็ยังเหลืออีกตั้งสองเครื่อง
สภาพตอนนี้มันแย่จนไม่รู้ว่าจะมีอะไรร้ายไปกว่านี้ได้อีกไหม
แต่จู่ ๆ ก็เหมือนมีแสงที่ปลายอุโมงค์
ทันใดนั้น..
หยกสื่อสารในอกเสื้อของผมก็สั่นวาบขึ้นมาทันที
ผมคว้ามันขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ด้วยจำลักษณ์เสียงที่เรียกหานั้นได้
“หนานหงชุน!!”
เสียงของเขาดังออกมาแทบจะในทันที ตะกุกตะกัก ติดขัด ตื่นตระหนกราวกับหอบหายใจอยู่กลางการวิ่ง
นั่นอธิบายได้ว่าทำไมตอนผมติดต่อไปก่อนหน้าเขาถึงไม่ตอบ
มันไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากตอบ
แต่มันเป็นเพราะเขา 'ไม่ว่างตอบจนกว่ารอดชีวิต'
“เกิดอะไรขึ้นกับโหวหวังและน้องของเจ้า!!”
ผมพยายามกดเสียงให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ตอนที่ข้ากำลังจะไปทำลายเครื่องผลิตเงินเถื่อน..”
เขาเริ่มเล่า รัวแทบไม่หยุดหายใจ
“จู่ ๆ เซียเอ๋อร์ก็ส่งข้อความมาว่ามีกลุ่มคนใหม่พร้อมเกวียนอีกหนึ่งหลังเดินทางมาที่หมู่บ้านเถื่อน ก่อนที่ปลายสายจะตัดไป!”
หัวใจผมกระตุก..
ผมพอจะจำเรื่องที่หงชุนมันบอกได้
เป็นเรื่องเมื่อสองวันก่อน
มันและน้องสาวลอบสะกดรอยเจ้าพวกนี้มา และก็เอะใจอยู่ว่ามีเกวียนหลังหนึ่งหายไป
ผมว่า..
ตอนนี้พวกเราเจอมันแล้ว..
แล้วหงชุนมันก็เล่าต่อ
“ตอนแรกข้าจะทิ้งภารกิจไปช่วยนาง แต่พี่ซุนบอกให้ข้าทำภารกิจต่อ เขาจะไปแทนเพราะจุดที่เขาอยู่นั้นใกล้กับที่น้องของข้าแอบอยู่มากกว่า
ข้าก็เลย..
ข้าก็เลยตัดสินใจตามนั้น...”
เสียงหงชุนเบาลง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันสงบ
“ข้าปลอมตัวเป็นคนงาน ลอบไปที่แท่นผลิตเงินเถื่อนสองเครื่องสุดท้าย..
แทนที่จะทำลาย ข้าเลือกหยิบตราพิมพ์ออกมาแทน และตอนที่ท่านติดต่อข้ามา
ข้าเลยไม่ว่างตอบท่าน...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แค่พอให้หายใจ
ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ แต่บอกได้เป็นอย่างดีว่าตอนนี้มันกำลังสับสน
“ตอนนี้ข้าไม่รู้แล้วว่าน้องสาวของข้ากับพี่ซุนเป็นตายร้ายดีอย่างไรแล้ว!!”
ผมยืนนิ่งอยู่ในเงาไม้ พลางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
แม้จะยังไม่มีคำว่า 'ปลอดภัย'
แต่อย่างน้อย..
มันก็ยังไม่มีคำว่า 'สิ้นใจ'
หงชุนยังรอด
มันได้ตราพิมพ์มา ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ เท่ากับแผนเรื่องการทำลายแหล่งผลิตเงินเถื่อนของพวกเราสำเร็จ..
แต่หงเซียกับโหวหวัง..
ผมเงยหน้าขึ้น แสงของดวงจันทร์ลอดผ่านใบไม้บาง ๆ เหมือนจ้องถามผมว่า 'จะทำยังไงต่อ?'
ผมว่าผมมีคำตอบ
“ข้าว่าข้าพอรู้นะ..”
ผมพูดออกไปทางหยกสื่อสารด้วยเสียงที่กลับมาหนักแน่น
“ว่าโหวหวังมันจะพาน้องสาวเจ้าหนีไปที่ใด”
ผมหยุดคำไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้เขาได้ตั้งใจฟัง
“ทางตอนเหนือของหมู่บ้าน..
หากเจ้าสามารถปลีกตัวได้ ให้รีบมุ่งหน้าไปทิศนั้น
ข้ามั่นใจว่าโหวหวังจะต้องพานางไปที่นั่นอย่างแน่นอน”
มันไม่ใช่แค่การเดา
มันคือความเชื่อใจที่ผมมีต่อโหวหวัง
ว่ามันจะต้องรอด..
รวมถึงหงเซียด้วย
แล้วทางที่ผมบอกกับหงชุนนั้น..
แท้จริงแล้วมันคือเป้าหมายของผมกับโหวหวังตั้งแต่แรก..
คือมาตามนิมิตที่ผมเห็นจากบทกลอนคำนำนายของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา