ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 40 เงินตรา..ตราเงิน ตอน แปด

    กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม

             

            กลางดึกของวันเดียวกัน...

            ใช่ครับ.. ในคืนที่พวกนายกำลังมุดผ้าห่มซุกเตียงนุ่ม ๆ อยู่นั่นแหละ

            ผมกับเพื่อนสองคนกำลังหมอบอยู่หลังพุ่มไม้แถวรั้วหมู่บ้านทำเงินเถื่อน

             

            แถวนั้นมีเสียงเกวียนดังเอี๊ยดอ๊าดกับเสียงเหล็กกระทบไม้ดังระงมไม่ขาดสาย

            ไฟตะเกียงจากด้านในหมู่บ้านมันสว่างจนเงาพลิ้วไปทั่วลาน

            และสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าคือเกวียนเรียงรายสิบหลัง พร้อมหีบใบเขื่องที่เรียงซ้อนกันเต็มหลังเกวียนแทบทุกคัน

            “บนนั้น!

            น่าจะเป็นพวกเงินเถื่อนที่เตรียมสำหรับเคลื่อนย้ายเป็นแน่...”

            ผมพึมพำออกมาก่อนจะหันไปมองเจ้าหงชุน

            “ดูคร่าว ๆ แล้ว..

            น่าจะหลายแสนเหรียญทองเลยนะ

            ถ้าขนไปถึงแคว้นของเจ้าได้ล่ะก็ พังแน่ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ..

            แต่ศรัทธาของคนในแคว้นที่มีต่อราชสำนักเองก็อาจโดนสั่นคลอน”

             

            หงชุนไม่พูดอะไรมากแค่ผงกหัวรับ

            แต่แววตาเขามันเหมือนน้ำที่กำลังเดือด

            ผมเห็นมือเขากำด้ามดาบแน่นจนเส้นเอ็นตรงข้อมือปูดขึ้นชัด

            “ข้าอยากจะทราบนัก..!

            ว่าเป็นผู้ใดที่คิดกระทำเรื่องอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้..!!

            หากข้ารู้ละก็..!!!”

            มันไม่ได้พูดอะไรต่อ..

            แต่แววตานั้นพูดแทนทุกอย่างแล้ว

            ไม่ต้องมีคำว่า 'เมตตา' ไม่มีคำว่า 'ให้อภัย'

            มันคือแววตาของคนที่อยากจะทำลายอะไรสักอย่างด้วยอารมณ์ที่อัดอั้น

             

            เหมือนโหวหวังจะรู้ว่าตอนนี้หนานหงชุนเดือดขนาดไหน

            มันจึงได้เอ่ยออกไปด้วยกลัวว่าฝ่ายนั้นจะใช้อารมณ์แก้ปัญหามากเกินไป

            “สงบใจไว้เกลอ ถ้าแผนของเราราบรื่นแล้วไซร้..

            จะไม่มีเหรียญเถื่อนแม้แต่เหรียญเดียวลอดออกจากที่นี่ได้..”

            พูดจบ.. ไอ้เพื่อนหน้าขนของผมก็หันมาทางผม

            มองจากสายตา ดูแล้วมันน่าจะกำลังเป็นห่วงผม

            “ว่าแต่เอ็งเถอะ อ้ายเจี้ยน..

            เอ็งคิดว่าสามารถหลบหนีพวกมันได้หรือไม่?”

             

            ผมหันไปมองมันแวบหนึ่ง

            แล้วก็ถอนใจเบา ๆ ก่อนตอบแบบไม่ลังเล

            “สบาย ๆ”

            ผมตอบโหวหวังแบบไม่ลังเล

            “หากเป็นไปตามที่ข้าคิด..

            ในสถานการณ์แบบนี้ พวกมันน่าจะส่งเจ้าระดับขั้นกลางตามข้ามาแค่คนเดียว

            อีกคนคงอยู่เฝ้าหมู่บ้าน เพื่อจัดการและปกป้องสินค้าของพวกมัน”

             

            ผมพูดจบก็ควักของสำคัญออกมาจากแหวนมิติ

            ซึ่งก็แค่ชุด..ชุดหนึ่ง

            แต่เป็นชุดที่หน้าตาเหมือนกับของหนานหงชุนเป๊ะ ทั้งลวดลาย ตราปัก ไปจนถึงเส้นด้ายที่ขลิบชายเสื้อ

            ก็แน่นอน..

            เพราะนี่คือชุดที่ผมเอามาจากมัน

             

            “พวกเจ้าสองคน รีบไปประจำตำแหน่งซะเถอะ..”

            ผมว่าพลางชี้ไปยังจุดที่นัดแนะกันไว้

            “รีบจัดการก่อนที่พวกมันจะขนของเสร็จจะดีที่สุด”

            หงชุนกับโหวหวังพยักหน้าพร้อมกัน ก่อนแยกย้ายไปตามจุดที่เราวางแผนกันไว้

             

            พอพวกนั้นลับหลังไป

            ผมก็นั่งลงเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

            ซึ่งผมก็สามารถผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ไวมาก..

            จากประสบการณ์ตอนเป็นนักเรียนที่บางครั้งเผลอตื่นสาย

            ผมสามารถอาบน้ำแปรงฟันพร้อมแต่งชุดนักเรียนเสร็จภายใน 2 นาที

            เอาเถอะ.. อาบสะอาดไปก็เหม็นเหงื่ออยู่ดีในตอนรีบสับขาวิ่งไปโรงเรียนน่ะนะ

             

            ผมหยิบผ้าคลุมดำขึ้นมาปิดหน้าก็เสร็จ

            เท่านี้ผมก็เหมือนกับหงชุนแล้วด้วยโม่งดำนี้

            หลังจากนั้นผมก็หมอบเพื่อรอจังหวะ

            ใช้สายตากวาดมองไปที่เพื่อนของผมทั้งสองคนว่าประจำตำแหน่งพร้อมแล้วหรือยัง

            แล้วเมื่อทุกอย่างตระเตรียมจนแล้วเสร็จ..

             

            พลังปราณของผมก็ถูกระดมไหลเข้าต้นขาและฝ่าเท้า เพื่อถีบตัวยันกระโจนขึ้นเหนือพื้นโดยไม่รั้งมืออีกต่อไป

            ในมือขวาของผม กระบี่สี่ฟ้าครามถูกชักออกพร้อมกับแรงกระตุกเบา ๆ ที่สะท้อนจากปลายนิ้วไปถึงหัวใจ

            “กระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่สอง แยกปฐพี!!”

            ปราณสีฟ้าครามพุ่งออกจากกระบี่ราวกับคลื่นฟ้าแลบ ม้วนเข้ากระแทกเกวียนซึ่งเป็นเป้าหมายเข้าอย่างจัง

            เสียงไม้แตก เสียงเหล็กกระแทก เสียงคำรามของแรงระเบิด ดังตามมาในชั่วพริบตาเดียว

            แล้ว.. เกวียนหลังนั้นก็ฟังยับ

            หีบเหล็กหลายหีบกระเด็นกระดอนไปตามแรง พื้นถูกคลุมไปด้วยเศษเหรียญสีทองระยิบระยับ

            เม็ดเงินที่หลอมแล้วจำนวนมากกลิ้งกระจัดกระจายไปทั่วลาน

            ผมเห็นภาพนั้นแล้วก็ยิ้มแค่นในหัวใจหนึ่งที

             

            แน่นอนว่าไม่ถึงวินาทีหลังจากนั้น เสียงที่ผมคาดการณ์เอาไว้ก็โผล่ดังขึ้นมาแทบจะทันที

            “รอดไปแล้ว ไหนเลยกลับมาอีก องค์พระราชนัดดา!!”

            เสียงนี้ผมไม่คุ้นหูหรอก แต่ผมก็พอจะรู้ว่ามันคือใคร

            ใช่แล้ว..

            มันคือเจ้าสัมผัสปราณขั้นกลางที่เคยพูดจาข่มหงชุนตอนสองวันก่อนเป๊ะ ๆ

            ผมมองไปยังทิศที่เสียงมาพร้อมกับเห็นเงาคนพุ่งออกมาหลายสาย

            โอเค..

            ตีหญ้าให้งูตื่นเป็นผลแล้ว

             

            และแทบจะในทันทีกับตอนที่เจ้าขั้นกลางคนนั้นโผล่มา

            ผมก็ได้กลับตัวและออกแรงถับขาวิ่ง

            ผมไม่ได้มีแผนจะรบอยู่แล้ว

            ผมแค่ใช้ท่าร่างภูติเงาเร้นกาย ของตัวเองซัดเท้าออกไปทางซ้าย กระชากร่างออกจากวงล้อมโดยไม่ลังเล

            เป้าหมายของผมคือการจุดชนวน ไม่ใช่เป็นชนวน

            และตอนนี้..

            ชนวนมันติดแล้ว

             

            “ป๋ายฟู่! เจ้าเฝ้าระวังเอาไว้!!

            ต้องมีคนที่ช่วยพระนัดดาคราวก่อนย้อนกลับมาแน่!

            ส่วนคนอื่นอีกแปดคนตามข้ามา!!”

            เสียงของไอ้คนเดิมเอ่ยสั่งการอย่างเป็นระเบียบ

            “หากสังหารพระราชนัดดาหนานหงชุนลงได้ ไม่เพียงความผิดที่ป้องกันสินค้าไม่ดีจะถูกหยิบยกออกไป

            นายเหนือหัวจะต้องประทานรางวัลก้อนโตให้อย่างแน่นอน!”

            โอเค.. ขอบคุณนะ..

            ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ามีแรงจูงใจในการฆ่ากันน่ะ..

             

            แล้วด้วยแรงอัดฉีด

            เจ้าพวกนั้นทุกคงต่างวิ่งตะบึงเท้าตรงเข้าหาผม แถมยังชักดาบควงอาวุธตามมาอย่างเอาเป็นเอาตาย

            ส่วนผม..

            อยู่ก็โง่แล้ว!!

            ผมพยายามฉีกจังหวะหักมุม วิ่งบนแนวรั้ว พลิกตัวหลบผ่านเสาไม้แหลม ๆ ไปตามทาง

            เพื่อทำให้พวกที่ตามมาล่าหัวผมเป็นรางวัลสับสนมากที่สุด

             

            จนเมื่อผมสามารถดึงคนออกมาได้ไกลประมาณหนึ่ง

            ตู้ม!!! ตู้ม!!!

            เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากด้านหลัง สองครั้ง

            ผมชะงักเท้ากึ่งวินาทีก่อนจะยิ้มบาง ๆ ขึ้นมา

            เพราะคราวนี้ของที่ถูกทำลายนั้นไม่ได้เกวียนขนของ

            แต่เป็นแท่นผลิตเงินเถื่อน

            สองจากหกแล้ว...

            ดี.. โหวหวังทำหน้าที่ได้ตรงเวลา

             

            หลังจากเกิดการระเบิด..

            ผมรู้สึกได้ว่าเสียงฝีเท้าที่วิ่งไล่ตามมานั้นหายไปแทบจะในทันที

            รู้แบบนั้น..

            ผมจึงเรียกพลังเนตรจ้าวมังกรขึ้นมา

            แสงทองของดวงตาผมส่องวาบก่อนจะใช้มันมองย้อนหลัง ไปทางแนวระเบิด

            พวกที่ไล่ตามผมมา

            ตอนนี้หยุดนิ่งสนิท

            เหมือนคนฝ่ายพวกมันจะแจ้งข่าวมาแล้ว

            ว่าของที่ถูกทำลายนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่จะได้หลังจากฆ่าผมที่ปลอมตัวเป็นหนานหงชุน

            ผมมองสีหน้า..

            พวกมันกำลังคิดอยู่

            ว่าจะไล่ผมต่อให้จบ

            หรือกลับไปดูว่าที่ฐานพังไปมากแค่ไหน

             

            และในระหว่างที่พวกมันกำลังลังเล

            ตู้ม!!! ตู้ม!!!

            ระเบิดคู่ใหม่ดังตามมาอีกระลอก

            ผมไม่ต้องเดา.. แท่นผลิตเงินเถื่อนสี่จากหกเครื่องได้ถูกทำลายลงไปแล้ว

            แล้วด้วยเสียงกระตุ้นนั้น เหมือนจะทำให้คนกลุ่มนั้นตัดสินใจได้

            พวกมันไม่รอให้ผมพาเต้นรำอ้อมป่าอีกต่อไป พากันวิ่งกรูกลับไปที่หมู่บ้านนั้นแทบจะในทันทีหลังจากเกิดระเบิดระลอกที่สอง

             

            เห็นแบบนั้นผมจึงรีบดีดสัญญาณจากหยกสื่อสารขึ้นมาทันที พร้อมพูดสั้น ๆ ส่งข้อมูลไปให้หงเซีย

            “แม่นางหนาน เสือกำลังกลับเข้าถ้ำ.. เสือกำลังกลับเข้าถ้ำ”

             

            “...”

            เงียบ

            ไม่มีเสียงตอบกลับ

             

            ผมหรี่ตาเล็กน้อยก่อนพูดอีกครั้ง

            “ฮาโหล...แม่นางหนาน ฮาโหล!!”

             

            “...”

            เงียบเหมือนเดิม

            “...”

             

            ทันทีที่ไม่มีเสียงตอบรับจากหนานหงเซีย ผมก็ไม่ลังเลอีกต่อไป

            เท้าทั้งสองข้างของผมกระทบพื้น วิ่งออกด้วยความเร็วสูงสุด คราวนี้ไม่ใช่เพื่อหลบหนี

            แต่เพื่อวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านทำเงินเถื่อน!

            เหมือนอะไรบางอย่างจะไม่เป็นไปตามแผนที่ผมวางเอาไว้

             

            ในแผนเดิม ผมเป็นคนล่อพวกจอมยุทธ์ออกนอกหมู่บ้านให้ได้มากที่สุด

            ส่วนหนานหงเซียจะทำหน้าที่กระจายคำสั่ง ให้หนานหงชุนกับซุนโหวหวังเข้าโจมตีแท่นผลิตเงินเถื่อน

            แผนมันเริ่มต้นได้ดี

            ไม่นานนักก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นถึงสองรอบ นั่นก็หมายความว่าเธอยังอยู่ในตำแหน่ง และส่งสัญญาณบอกคนอื่น ๆ อยู่

            แต่ตอนนี้...

            ผ่านมาราวห้านาที

            ไม่ว่าผมจะส่งสัญญาณหาเธอสักเท่าไหร่ หรือรอฟังเสียงการระเบิดแท่นผลิตเงินเถื่อนรอบสุดท้าย

            ไม่มีการตอบกลับ

            ไม่มีแม้แต่พลังปราณบางเบาเล็ดลอดกลับมา

            แค่ห้านาที...

            บางอย่างเกิดขึ้นในห้านาทีนั้นแน่

            มันเป็นไปได้อย่างไร!!

             

            ในเมื่อจุดซ่อนตัวที่ผมเลือกให้เธอแอบ แม้แต่เนตรจ้าวมังกรของผมยังแทบไม่สามารถแยกแยะได้

            จะต้องเป็นจอมยุทธ์ระดับใดกัน ถึงหาที่ซ่อนของหงเซียพบได้

             

            แต่ก่อนที่ผมจะได้คำตอบ..

            บะวู้วววววววววววววววว!!!

            เสียงคำรามของสัตว์อสูรพลันดังกึกก้องราวกับฟ้าร้องตอนกลางคืน

            ผมชะงักฝีเท้าไปชั่ววินาที ก่อนเสียงคำรามแบบเดียวกันจะดังแว่วตามมาจากทางทิศอื่น

            บะวู้วววว... บะวู้วววว...!!

            ต่อเนื่องขานรับกันเป็นทอด ๆ ราวกับโซ่คำราม

            ผมกัดฟันแน่น

            นี่แหละคือคำตอบที่ผมไม่อยากได้

            สัตว์อสูร..

            ต้องเป็นสัตว์อสูรที่มีประสาทการดมกลิ่นหรือสาทฟังเสียงที่เหนือธรรมดาเท่านั้น จึงจะหาจุดซ่อนของหงเซียเจอได้

            ผมไม่พบร่องรอยของอสูรพวกนี้ในตอนที่สอดแนมก่อนหน้านี้เลย

            นั่นมันก็หมายความว่า...

            มีกำลังเสริมจากภายนอกเข้ามา

            แล้วแม้จะรู้ว่าขบวนการนี้ไม่ได้เล็ก แต่ผมก็แน่ใจว่าก่อนจะลงมือได้วางกับดักและสัญญาณเตือนเอาไว้แล้ว

            เผื่อสถานการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้น

            แล้วทำไมสัญญาณหรือแม้แต่กับดักที่ผมวางเอาไว้ถึงไม่ทำงานเลยสักอันเดียว!

             

            “โหวหวัง!! ตอบข้าด้วยโหวหวัง!!”

            ผมกดหยกสื่อสารซ้ำอีกครั้ง เสียงในหัวดังชัดกว่าเสียงภายนอก

            แต่...

            เงียบ

            ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจตอบกลับมา

            มันทำให้ผมคิดได้สองแง่...

            หนึ่ง... มันเสร็จพวกผลิตเงินเถื่อนไปแล้ว

            สอง... มันยังมีชีวิตอยู่ แต่กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ ไม่ว่างพอจะกดตอบ

            ไม่ว่าจะทางไหน..

            สำหรับผมมันก็เลวร้ายทั้งคู่

             

            “หงชุน!! ตอบข้าด่วน!!”

            ผมลองอีกช่องหนึ่ง

            เงียบอีก...

            ไร้แม้แต่เสียงพร่าของพลังปราณที่ทำให้รู้ว่าเพื่อน ๆ ของผมพยายามจะตอบ

            “บ้าเอ้ย!!”

            ผมสบถพร้อมโยนหยกสื่อสารกลับเข้ากระเป๋า เสื้อคลุมปลิวขึ้นเพราะแรงสะบัดของตัว

            มือขวาเรียกปราณคราม เส้นพลังเหมือนลำแสงฟ้าคลื่นไหลไปทั่วท่อนแขน

            มือซ้ายพลันสั่นวูบก่อนเรียกปราณชาดขึ้นมาจนเอ่อล้น

            พลังสองขั้ว!! ฟ้าครามกับแดงชาด ไหลเวียนสวนทางกันในร่างกายผม

            คืนนี้.. ไม่มีที่ให้ใจดี

            ใครก็ตามที่ไม่ใช่เพื่อนของผม

            มันต้องตอบให้ได้ว่าเพื่อนผมทั้งสามคนอยู่ที่ไหน!!

             

            ผมเร่งพลังท่าร่าง ทะลุผ่านเงาไม้แน่นหนา ใช้ท่าร่างตัดแนวสายตาทุกครั้งที่มีเงาคนสอดส่อง

            ใช้เวลาเพียงสิบนาทีผมก็กลับมาถึงเขตหมู่บ้านเถื่อน

            แต่...

            ภาพที่เห็นตรงหน้า ทำเอาหัวใจผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม

            ผมถึงกับทำให้ผมต้องสยบพลังที่ผมเรียกขึ้นมายัดใส่กระเป๋าลงไป

            คนจำนวนมากกำลังยืนรายล้อมแน่นทั้งในและนอกหมู่บ้าน

            กลุ่มหนึ่งวิ่งวุ่นกระจายไปตามแนวป่า

            อีกกลุ่มเตรียมป้องกันเสมือนกำลังรับศึกใหญ่

            และยังดีที่ผมมีเนตรจ้าวมังกรอยู่

            มันทำให้ผมสามารถซ่อนตัว หายใจในมุมอับที่สุดและมองเห็นสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ว่าถูกมอง

             

            แต่ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่จำนวนที่เพิ่มมากขึ้น

            มันคือคนเพียง 'หนึ่งคน' ที่ผมเห็นอยู่กลางหมู่บ้าน

            ชายในชุดคลุมดำยืนนิ่งราวกับเสาศิลาหิน

            คลื่นพลังจากร่างของมันไม่ได้แผ่ออกมา แต่มันทรงอยู่เหมือนเปลวเทียนในห้องไร้ลม

            ระดับสัมผัสสรรพวิถี..

            ขั้นปลาย...

             

            เหงื่อไหลจากขมับผมลงมาถึงขากรรไกรโดยไม่รู้ตัว

            นี่มันนรกอะไรกันนี่..

            ก่อนหน้าพวกเราเก็บคนส่งสารไปแล้วแท้ ๆ

            ไม่น่าจะมี 'การเสริมกำลัง' ได้รวดเร็วขนาดนี้

            ถ้ามีคนในพวกมันแอบมีวิธีติดต่อภายนอกอื่นอีกช่องทางล่ะ?

            หรือพวกมันถูกคุมเครือข่ายจาก 'ระดับสูงกว่าที่เราคิด' ทั้งหมด?

            ผมกำหมัดแน่น

            สถานการณ์ตอนนี้คือ..

            เพื่อน ๆ ผมไม่รู้อยู่ที่ไหน แท่นผลิตเงินเถื่อนก็ยังเหลืออีกตั้งสองเครื่อง

            สภาพตอนนี้มันแย่จนไม่รู้ว่าจะมีอะไรร้ายไปกว่านี้ได้อีกไหม

             

            แต่จู่ ๆ ก็เหมือนมีแสงที่ปลายอุโมงค์

            ทันใดนั้น..

            หยกสื่อสารในอกเสื้อของผมก็สั่นวาบขึ้นมาทันที

            ผมคว้ามันขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ด้วยจำลักษณ์เสียงที่เรียกหานั้นได้

            “หนานหงชุน!!”

             

            เสียงของเขาดังออกมาแทบจะในทันที ตะกุกตะกัก ติดขัด ตื่นตระหนกราวกับหอบหายใจอยู่กลางการวิ่ง

            นั่นอธิบายได้ว่าทำไมตอนผมติดต่อไปก่อนหน้าเขาถึงไม่ตอบ

            มันไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากตอบ

            แต่มันเป็นเพราะเขา 'ไม่ว่างตอบจนกว่ารอดชีวิต'

             

            “เกิดอะไรขึ้นกับโหวหวังและน้องของเจ้า!!”

            ผมพยายามกดเสียงให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

             

            “ตอนที่ข้ากำลังจะไปทำลายเครื่องผลิตเงินเถื่อน..”

            เขาเริ่มเล่า รัวแทบไม่หยุดหายใจ

            “จู่ ๆ เซียเอ๋อร์ก็ส่งข้อความมาว่ามีกลุ่มคนใหม่พร้อมเกวียนอีกหนึ่งหลังเดินทางมาที่หมู่บ้านเถื่อน ก่อนที่ปลายสายจะตัดไป!”

             

            หัวใจผมกระตุก..

            ผมพอจะจำเรื่องที่หงชุนมันบอกได้

            เป็นเรื่องเมื่อสองวันก่อน

            มันและน้องสาวลอบสะกดรอยเจ้าพวกนี้มา และก็เอะใจอยู่ว่ามีเกวียนหลังหนึ่งหายไป

            ผมว่า..

            ตอนนี้พวกเราเจอมันแล้ว..

             

            แล้วหงชุนมันก็เล่าต่อ

            “ตอนแรกข้าจะทิ้งภารกิจไปช่วยนาง แต่พี่ซุนบอกให้ข้าทำภารกิจต่อ เขาจะไปแทนเพราะจุดที่เขาอยู่นั้นใกล้กับที่น้องของข้าแอบอยู่มากกว่า

            ข้าก็เลย..

            ข้าก็เลยตัดสินใจตามนั้น...”

            เสียงหงชุนเบาลง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันสงบ

            “ข้าปลอมตัวเป็นคนงาน ลอบไปที่แท่นผลิตเงินเถื่อนสองเครื่องสุดท้าย..

            แทนที่จะทำลาย ข้าเลือกหยิบตราพิมพ์ออกมาแทน และตอนที่ท่านติดต่อข้ามา

            ข้าเลยไม่ว่างตอบท่าน...”

            เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แค่พอให้หายใจ

            ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ แต่บอกได้เป็นอย่างดีว่าตอนนี้มันกำลังสับสน

            “ตอนนี้ข้าไม่รู้แล้วว่าน้องสาวของข้ากับพี่ซุนเป็นตายร้ายดีอย่างไรแล้ว!!”

             

            ผมยืนนิ่งอยู่ในเงาไม้ พลางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

            แม้จะยังไม่มีคำว่า 'ปลอดภัย'

            แต่อย่างน้อย..

            มันก็ยังไม่มีคำว่า 'สิ้นใจ'

            หงชุนยังรอด

            มันได้ตราพิมพ์มา ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ เท่ากับแผนเรื่องการทำลายแหล่งผลิตเงินเถื่อนของพวกเราสำเร็จ..

            แต่หงเซียกับโหวหวัง..

             

            ผมเงยหน้าขึ้น แสงของดวงจันทร์ลอดผ่านใบไม้บาง ๆ เหมือนจ้องถามผมว่า 'จะทำยังไงต่อ?'

            ผมว่าผมมีคำตอบ

            “ข้าว่าข้าพอรู้นะ..”

            ผมพูดออกไปทางหยกสื่อสารด้วยเสียงที่กลับมาหนักแน่น

            “ว่าโหวหวังมันจะพาน้องสาวเจ้าหนีไปที่ใด”

            ผมหยุดคำไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้เขาได้ตั้งใจฟัง

            “ทางตอนเหนือของหมู่บ้าน..

            หากเจ้าสามารถปลีกตัวได้ ให้รีบมุ่งหน้าไปทิศนั้น

            ข้ามั่นใจว่าโหวหวังจะต้องพานางไปที่นั่นอย่างแน่นอน”

             

            มันไม่ใช่แค่การเดา

            มันคือความเชื่อใจที่ผมมีต่อโหวหวัง

            ว่ามันจะต้องรอด..

            รวมถึงหงเซียด้วย

             

            แล้วทางที่ผมบอกกับหงชุนนั้น..

            แท้จริงแล้วมันคือเป้าหมายของผมกับโหวหวังตั้งแต่แรก..

            คือมาตามนิมิตที่ผมเห็นจากบทกลอนคำนำนายของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน