จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    ตอนที่ 49 เสบียงที่ถูกเผาไป

    ตอนที่ 49

    เสบียงที่ถูกเผาไป

    วันถัดมาหลังจากที่ผ่านพ้นค่ำคืนที่เสบียงของแคว้นหมิงถูกทหารจากแคว้นหลิวลักลอบเข้ามาเผา เช้าวันต่อมาเหล่าแม่ทัพทุกคนก็ต่างเข้ามาประชุมกันอย่างเคร่งเครียด 

    ภายในกระโจมสีขาวแม่ทัพน้อยใหญ่ต่างนั่งเรียงแถวรอไท่จื่อและแม่ทัพใหญ่อยู่ ใบหน้าของเหล่าแม่ทัพนายกองต่างกำลังแสดงใบหน้าที่เคร่งเครียดออกมาปัญหาครั้งนี้มันไม่ได้เล็กๆ เสบียงของพวกเขาถูกเผาทำลายไปเกิน 5 ใน 10 ส่วน ถ้าเป็นเช่นนี้ไม่ใช่เท่ากับว่าพวกเขากำลังจะพ่ายแพ้งั้นรึ

    ไม่นานนักกระโจมก็ถูกเปิดเข้ามาผู้ที่เดินนำเข้ามาคือบุรุษวัย 19 ที่สวมใส่เกราะสีทองอร่ามทั้งตัวใบหน้าของเขากำลังแสดงความเคร่งขรึมออกมาอย่างเห็นได้ชัด

    “ ถวายบังคมไท่จื่อ!!!! ” เหล่าแม่ทัพน้อยใหญ่กล่าวขึ้นมาพร้อมกัน 

    หมิงเหอหลิงได้เดินตรงไปนั่งลงที่นั่งประธานของการประชุมครั้งนี้ 

    “ ไม่ต้องมากพิธีเชิญตามสบาย ” ไท่จื่อเมื่อนั่งลงก็กล่าวตามลำดับของตนเอง 

    “ ขอพระทัยพะย่ะค่ะ ” 

    เหล่าแม่ทัพใหญ่น้อยที่นั่งอยู่ต่างรู้สึกประหลาดใจที่พวกเขาไม่เห็นแม่ทัพใหญ่เข้ามากับไท่จื่อด้วย แต่กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าเปิดปากถามออกมา 

    “ ท่านรองแม่ทัพใหญ่ ” ไท่จื่อที่นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานเปล่งเสียงเรียกด้วยพลังความเกรงขาม 

    “ พะย่ะค่ะ!!! ” รองแม่ทัพใหญ่ที่นั่งอยู่ลุกขึ้นพร้อมกับขานรับอย่างหนักแน่น 

    แม้ว่าตอนที่เริ่มสงครามระหว่างแคว้นขึ้นมารองแม่ทัพใหญ่ผู้นี้จะไม่สนับสนุนไท่จื่อสักเท่าไหร่แต่เมื่อได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาหลายต่อหลายสมรภูมิเขาก็ยอมรับไท่จื่อจากใจ จนบัดนี้กลายเป็นแขนอีกข้างหนึ่งให้ไท่จื่อไปแล้ว 

    “ เสบียงของพวกเราจะสามารถอยู่ได้อีกกี่วัน ” หมิงเหอหลิงเอ่ยถามออกไป 

    “ ทูลไท่จื่อจากที่ประเมินได้แล้วน่าจะประมาณ 7 วันพะย่ะค่ะ ” 

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาทั้งสองข้างของหมิงเหอหลิงก็พับปิดลงทันทีเขาพยายามใช้ความคิดของตนเอง การที่จะขนเสบียงมาเพิ่มมันต้องใช้เวลาอาจจะหนึ่งเดือน 

    การเดินทางจากจุดที่พวกเขาอยู่ไปถึงเมืองหลวงเมื่อเดินทางด้วยม้าเร็วมันจะใช้เวลาประมาณสามวัน แต่ถ้าเป็นการขนส่งเสบียงจำนวนมากการเดินทางมันจะล่าช้าไปอีก แล้วไหนจะเวลาที่ใช้ในการจัดเตรียมเสบียงเป็นจำนวนมากอีก 

    ด้วยเหตุผลนี้มันไม่มีทางไหนเลยที่จะหาเสบียงมาให้ทันในเวลาเพียงแค่ 7 วันก่อนที่เสบียงจะหมดลง 

    หมิงเหอหลิงกำลังพยายามใช้ความคิดของตนเองอยู่ เขาจะใช้วิธีไหนรับมือกับสถานการณ์นี้ดี ถ้าในเวลาเจ็ดวันเขาไม่สามารถหาเสบียงมาได้อย่างไรเสียกองทัพของแคว้นหมิงก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี 

    “ เอาเช่นไรดีพะย่ะค่ะ ” รองแม่ทัพได้เอ่ยถามขึ้นมา

    ดวงตาทั้งสองข้างของหมิงเหอหลิงพี่กำลังพับปิดอยู่ได้เปิดขึ้น 

    “ ในเวลาเช่นนี้ก็มีทางเดียว... ” หมิงเหอหลิงที่นั่งอยู่ได้ใช้มือของตนเองเพื่อไปจับด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ที่เอวก่อนจะดึงมันออกมาแล้วชี้ตรงไปที่เหล่าแม่ทัพน้อยใหญ่

    “ สงครามครั้งนี้มันจะต้องจบลงในเวลา 7 วัน ”

    เมื่อเหล่าแม่ทัพน้อยใหญ่ได้ยินไท่จื่อของพวกเขาลั่นวาจาออกมาอย่างหนักแน่นก็ให้ตื่นตระหนกนัก พวกแม่ทัพที่นั่งอยู่ถึงกับลุกขึ้นจากท่านั่งกันไปตามๆกัน 

    “ จะทำได้เยี่ยงไรพะย่ะค่ะไท่จื่อ!!! ” แม่ทัพผู้หนึ่งได้ทูลถามขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก

    แน่นอนว่าพวกเขาทุกคนก็ย่อมคิดเช่นกันสงครามครั้งนี้ถูกกำหนดไว้ว่าจะยืดเยื้อถึงครึ่งปีแต่ว่านี่มันผ่านมาประมาณ 3 เดือนเท่านั้นทหารของทั้งสองฝ่ายยังมีกำลังพลหนาแน่นและยังเต็มไปด้วยพละกำลัง การจะทำสงครามให้จบภายใน 7 วันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด

    “ หรือพวกท่านจะยอมแพ้กัน ” หมิงเหอหลิงถามกลับไปด้วยใบหน้านิ่งเฉย เพียงคำพูดเดียวเท่านั้นถึงกับทำให้แม่ทัพทุกผู้ต่างพูดไม่ออก พวกเขาจะแพ้ในศึกนี้ไม่ได้เป็นอันขาด 

    “ แม่ทัพทุกคนรับคำสั่ง!!! ” เสียงของไท่จื่อเปล่งออกมาด้วยพลังอำนาจ เหล่าแม่ทัพน้อยใหญ่ต่างคุกเข่าลงไปนั่งกับพื้น

    “ พะย่ะค่ะ!!! ” เหล่าแม่ทัพเปล่งเสียงขานรับอย่างพร้อมเพรียง

    “ อีกสี่วันหลังจากนี้เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จเราจะออกศึกครั้งสุดท้ายกัน!!! ข้าจะเป็นคนนำพวกเจ้าไปเองแม้ว่าโลหิตในกายจะไหลรินออกจนหมดร่างกายของข้าแต่ศึกนี้พวกเราต้องชนะ!!! ”

    “ พะย่ะค่ะ!!!! ”

    ณ เมืองชิงลู่ที่อยู่ห่างจากชายแดนของทั้งสองแคว้นไม่มากนัก สามวันผ่านไปในตอนเช้าตรู่ของวันภายในห้องของหลิงเฉิน มุกวิญญาณสีน้ำเงินเข้มที่กำลังเปล่งออร่าพลังวิญญาณอยู่นั้นเริ่มหมดแสงในตัวของมันจนกระทั่งในไม่กี่เวลาต่อมา มุกวิญญาณได้แตกสลายไปหลังจากที่มันหมดแสงในตัว

    บัดนี้ร่างกายของหลิงเฉินที่นั่งอยู่บนเตียงนอน กำลังแผ่ออร่าพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งออกมาทั่วทั้งร่างกาย ดวงตาทั้งสองที่กำลังพับปิดอยู่ของเด็กหนุ่มได้เปิดขึ้นมา 

    ลมหายใจของเขาถี่ระรัวหลิงเฉินพยายามควบคุมลมหายใจของตนเองก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินตรงไปที่หน้าต่างบานใหญ่ภายในห้อง เขาใช้มือเปิดมันออก 

    เมื่อหน้าต่างบานใหญ่ของเขาได้ถูกเปิดออกหลังจากที่มันถูกปิดอยู่เป็นเวลาสามวัน แสงอาทิตย์แรกของวันได้ทอประกายสีทองอ่อนส่องเข้ามากระทบกับใบหน้าของหลิงเฉินที่เต็มไปด้วยเหงื่อ

    หลิงเฉินถอนหายใจลากยาวก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา “ ในที่สุดก็สำเร็จจนได้ ”

    จบตอน 

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิอักขระสยบฟ้า ที่คุณอ่าน