บทที่84
เปิดโรงหมอ
ฤดูหนาวผ่านพ้นไปตอนนี้เข้าสู่ประมาณกลางเดือนสามของปีอากาศที่เย็นตัวเป็นอย่างมากค่อยๆคลายตัวลงเรียกว่าอากาศในตอนนี้เย็นกำลังดีหิมะที่ตกมาตลอดทั้งฤดูเองก็หยุดลงแล้วด้วยเช่นเดียวกันเมื่อฤดูหนาวนั้นผ่านพ้นไปผู้คนกลับเข้าสู่สภาพปรกติ
ทางด้านเมืองหลวงยังไม่มีข่าวคราวอันใดแน่นอนตอนนี้ภายในราชสำนักเห็นว่าเหมือนกับคลื่นที่สงบสุขเหล่าขุนนางไม่ได้ขัดแย้งอะไรมากมายนะแต่ว่ามันเองก็ไม่ได้ดูดีมากเพราะว่ามีการขัดแย้งอยู่บ้างกระทบกระทั่งบ้างในราชสำนักแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น
สถานการณ์ทุกอย่างถือว่าเป็นเรื่องปกติของราชสำนักในยามใดราชสำนักไม่มีความวุ่นวายคงจะไม่ใช่ราชสำนัก
ผู้คนหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยอำนาจและบารมีรวมตัวกันอยู่ภายในราชสำนักพวกเขาเองก็ย่อมเต็มไปด้วยการถกเถียงและการแย่งชิงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
แต่ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงภายในราชสำนักทุกอย่างถูกควบคุมเอาไว้ได้แม่ทัพใหญ่กลับสู่เมืองหลวงหลังจากออกศึกมานานปีองค์ฮ่องเต้มีบัญชาให้นางนะพักผ่อนอย่าเพิ่งเข้ามารับราชการภายในกองทัพ
ทางด้านของเมืองตี้หนาน
ในตอนนี้เมืองแห่งนี้เองก็เปลี่ยนแปลงไปมากด้วยเช่นเดียวกันหลังจากที่ผ่านพ้นภัยพิบัติในครั้งนั้นมาได้ตอนนี้ทำให้ภายในเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่หนาแน่นเหมือนกับก่อนที่จะเกิดเรื่อง
ก่อนที่จะเกิดเรื่องเมืองนี้เป็นเมืองศูนย์กลางของการค้าทางด้านฝั่งทิศบูรพาผู้คนที่เดินทางเข้าออกในแต่ละวันย่อมมีมากมายกันอยู่แล้ว
แต่ว่าผู้คนเองก็ลดจำนวนลงในตอนที่เกิดโรคระบาดในครั้งนั้นในยามนี้เมื่อโรคระบาดผ่านพ้นไปมันทำให้ผู้คนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณนี้เองก็กลับมามากขึ้นเช่นเดิม
และเรื่องที่น่ายินดีอีกหนึ่งอย่างก็คือหลังจากที่ตระกูลโจวที่เป็นตระกูลพ่อค้าทำเรื่องเช่นนั้นออกไปได้รับโทษลงอาญา
พวกมันโดนลงโทษตามกฎหมายในฐานฉ้อโกงผู้คนมากมายเกี่ยวกับเรื่องเทียบยาปลอมแล้วก็มีเรื่องอีกมากมายภายในอดีตที่พวกมันก่อเอาไว้ทำให้กิจการทุกอย่างภายในเมืองแห่งนี้ของพวกมันโดนลบล้างออกไปทั้งหมด
และเมื่อไม่มีคู่แข่งทางด้านของตระกูลเว่ยก็ราวกับว่าเป็นมังกรผงาดไม่มีผู้ใดจะหยุดเขาได้พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
เรียกได้ว่าตัวของพวกเรานั้นสามารถขยับขยายกิจการของตนเองครอบครัวชุมไปทั่วทั้งบริเวณไม่เพียงเท่านั้นมันยังทำให้ผู้คนที่เป็นคนที่เป็นคู่ค้าของตระกูลโจวมาทำการค้าขายกับตระกูลเว่ย
ตอนนี้ตระกูลแห่งนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดเรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งสกุลมาเรื่องนี้ต้องถือได้ว่าคุณชายเว่ยเป็นคนที่มีความสามารถด้วยไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่สามารถพัฒนาตระกูลของตนเองให้เจริญรุ่งเรืองขนาดนี้ได้
ช่วงพริบตาที่เขาพัฒนาตระกูลให้เจริญรุ่งเรืองได้ขนาดนี้ในขณะเดียวกันเขาเองก็ไม่ละเลยโรงหมอที่ตั้งใจจะเปิดร่วมกับลู่หยาง
ตอนแรกก่อนที่จะข้ามปีการก่อสร้างกำลังจะเสร็จลุล่วงตอนนี้ผ่านมาจนถึงผ่านพ้นฤดูหนาวมาเรียบร้อยแล้วมันเองก็ถึงเวลาที่โรงหมอนั่นจะเปิดให้ทำการ
ใช่แล้วลงมามันถูกสร้างเสร็จแล้วตอนนี้ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเพียบพร้อม
ยามเช้าแสงแดดส่องผ่านม่านเมฆลงมาด้านล่างมันส่องผ่านและกระทบเข้ามาภายในเรือนของลู่หยาง ลู่หยางลุกขึ้นมาจัดเตรียมตนเองตั้งแต่ในยามเช้าจากนั้นก็รีบเดินออกไปจากเรือนของตนเองและก็มุ่งตรงไปยังสถานที่ที่เป็นที่ตั้งโรงหมอของเขา
มันอยู่ถัดออกไปอีกเพียงแค่ที่ดินไม่กี่ผืนเดินไปใช้เวลาเพียงแค่ครู่เดียวเขาก็สามารถเดินทางไปถึงบริเวณนั้นได้
เขาเดินทางไปถึงบริเวณนั้นเท้าทั้งสองข้างอยู่ตรงใช้ดวงตาจ้องมองไปด้านหน้ามองเห็นทัศนียภาพที่อยู่ด้านหน้าของตนเองในยามนี้
ในยามเช้าแสงตะวันสาดส่องอรุณแรกของวันส่องผ่านมาจากด้านหลังของเขาแล้วมันเองก็ส่องไฟกระทบกับสิ่งก่อสร้างที่อยู่บริเวณด้านหน้าของเขาในตอนนี้
โรงหมอขนาดที่ไม่ได้ใหญ่มากนักที่ถูกสร้างเอาไว้ขึ้นบริเวณด้านหน้าของเขามันเป็นเหมือนกับอาคารไม้แห่งนึงที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนะทั้งหน้าต่างและประตูถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา
ลู่หยางก้าวเท้าของตัวเองเข้าไปอย่างช้าๆยกมือของตนขึ้นมาและก็ดันประตูเปิดเข้าไปด้านในเมื่อเขาดันประตูเปิดเข้าไปด้านในประตูแง้มออกแสงอาทิตย์บริเวณด้านหลังส่องผ่านเข้าไปด้านในเผยเห็นทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยความสงบ
เบื้องหน้าของเขามันคือโรงหมอของเขาภายในสถานที่แห่งนี้เมื่อเปิดเข้าไปจะพบเจอกับโถงกลางขนาดกลางโดยบริเวณจุดนี้มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีชั้นตัวยาและก็มีสถานที่ที่เหมือนกับเป็นเคาน์เตอร์ต้อนรับ
มันเองถูกสร้างออกแบบมาเหมือนกับโรงหมอภายในยุคสมัยของเขาแม้ว่าจะมีกลิ่นไอแห่งความโบราณแฝงเร้นอยู่บ้างแต่มันก็ไม่มากนัก
มองงดูผิวเผินเขานั้นรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากเพราะว่าสิ่งที่อยู่ด้านหน้าเหมือนกับความสำเร็จแม่ของเขายามที่ก้าวของตัวเองเข้าไปภายในนั้นเขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
ภายในห้องโถงขนาดกลางมีที่นั่งต้อนรับที่ให้กับผู้ที่มารักษานั่งรอภายในสถานที่แห่งนี้มันแบ่งแยกออกไปเป็นอีกสามห้องซึ่งเป็นห้องที่แบ่งแยกออกไปจากโถงกลาง
ห้องทั้งสามจะประกอบไปด้วยหนึ่งห้องที่เป็นห้องพักของเขาและก็อีกหนึ่งห้องที่เป็นห้องหลอมยาและห้องทำการปรุงตัวยามันเองก็เป็นสถานที่เก็บวัตถุดิบในการปรุงยาด้วยเช่นกันส่วนห้องสุดท้ายมันคือห้องรักษาผู้ป่วยที่มีเตียงบรรจุอยู่ภายในนั้นประมาณยี่สิบเตียงถือได้ว่าเป็นห้องที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดภายในอาคารแห่งนี้
ลู่หยางเราได้ลองเดินชมภายในสถานที่แห่งนี้อย่างพิถีพิถันค่อยๆเดินมองดูทุกอย่างอย่างภาคภูมิใจ
ภายในสถานที่แห่งนี้ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้หมดโดยคุณชายเว่ยพวกเตียงหรือว่าเครื่องประดับต่างๆภายในสถานที่แห่งนี้ก็ถูกจัดแจงมาโดยคุณชายเว่ย
เตาหลอมยาก็ถูกเองมันก็ถูกจัดเตรียมมาโดยคุณชายผู้นั้นด้วยเช่นเดียวกันเตาหลอมยาไม่ใช่เตาหลอมธรรมดาทั่วไปเป็นเตาหลอมชั้นดีที่ถูกนำเข้ามาจากต่างเมืองเขาบอกว่าถึงกับลงทุนสั่งมาจากช่างทำเตาหลอมที่ดีที่สุดแล้วก็สั่งมาให้เขาโดยตรง
ลู่หยางยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจคุณชายเว่ยแต่ว่าคุณชายเว่ยเขาบอกว่าเรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นจะต้องเกรงใจ
มันเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ถ้าไม่ได้ลู่หยางช่วยเหลือเอาไว้อย่าว่าแต่ธุรกิจของตระกูลเลยแม้แต่ชีวิตของเขาก็อาจจะเอาไม่รอด
เกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดในตอนนั้นถ้าเขาไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้อันใดมันจะเกิดขึ้นสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นก็คือผู้คนมากมายล้มตายมันจะทำให้กิจการของตระกูลเว่ยพังอย่างไม่เป็นท่า
อย่าว่าแต่พังเลยแม้แต่จะทำการรักษาชีวิตของตนเองก็อาจจะไม่สามารถทำได้เพราะแบบนั้นในสายตาของคุณชายเว่ยลู่หยางหรือว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ได้ช่วยเหลือเอาไว้ตั้งแต่ในตอนแรก
เรื่องราวทั้งหมดและทุกอย่างที่เขาทำให้ล้วนแล้วแต่เป็นการตอบแทนที่ลู่หยางช่วยกอบกู้สถานการณ์ที่มันคับขันให้กลับมาเป็นเช่นนี้ได้รวดเร็ว
ลู่หยางไม่สามารถปฏิเสธความหวังดีนี้ได้สุดท้ายเขาก็น้อมรับเอาไว้ผู้คนภายในยุคสมัยนี้ต่างยึดถือเกี่ยวกับเรื่องบุญคุณความแค้นเป็นที่สุด
ลู่หยางเดินตรวจตราภายในสถานที่แห่งนี้อยู่สักพักใหญ่ๆสุดท้ายแล้วเขาก็ตรวจดูว่าทุกอย่างนั้นมันลงตัวเป็นอย่างมากเหลือเพียงแค่อยากสุดท้ายที่เขาจะเตรียมเอาไว้และยังทำไม่เสร็จ
ลู่หยางตรงออกมาจากบริเวณด้านในมาหยุดยืนอยู่บริเวณด้านหน้าโรงหมอของเขาและเงยหน้ามองบริเวณด้านบนประตู
บริเวณประตูด้านหน้าจุดนั้นยังว่างเปล่าไม่มีป้ายติดอยู่เขาสั่งทำป้ายไปแล้วแต่ว่ามันยังทำไม่เสร็จ
ลู่หยางขณะที่ยืนจ้องมองอยู่นั้นอยู่ๆเสียงด้านหลังของเขาก็ดังขึ้นเป็นเสียงเท้าของผู้คนมากมายที่ย่างกายเข้ามาดวงตาของเขาหันไปมองอย่างรวดเร็ว
ทหารไปมองด้านหลังดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างอย่างตกตะลึงสิ่งที่ตัวของของเขาพบเห็นก็คือกลุ่มคนจำนวนมากเดินทางมาพร้อมกับคุณชายเว่ย
ผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกันอยู่ภายในบริเวณนี้น่าจะมีจำนวนเทียบเท่ากับจำนวนครึ่งเมืองเลยทีเดียวลู่หยางมองไปด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่บริเวณด้านหลังของเขาตั้งแต่ในยามเช้า
แต่เมื่อใช้ดวงตาของตนเองมองดูบริเวณผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านหลังของคุณชายผู้นั้นมองเห็นว่าผู้คุ้มกันพวกนั้นถือป้ายไม้ขนาดใหญ่เอาไว้จำได้ว่ามันเป็นป้ายที่เขาสั่งทำเอาไว้
เว่ยเจ๋อจงผู้ที่เป็นสหายผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากและก็กล่าวขึ้น“ ข้าไปรับป้ายมาให้ผู้คนมากมายภายในเมืองรู้ว่าท่านหมอลู่จะเปิดทำการโรงแพทย์ของตนเองพวกเขาเลยมาแสดงความยินดี”
เขากล่าวขึ้นอย่างเป็นมิตรลู่หยางหน้านิ่งไปเล็กน้อยเต็มไปด้วยความตกตะลึงแต่ว่าเมื่อเขาลองกว่าสายตาของตนเองมองดูกลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเต็มไปด้วยความปิติยินดีกับเขาเขาเองก็ไม่สามารถแสดงใบหน้าที่บี้งตึงได้ค่อยๆแปรเปลี่ยนใบหน้านั้นกลายเป็นใบหน้าที่ปรากฏรอยยิ้มพยักหน้าตอบรับกับคนเหล่านั้นไป
หลังจากนั้นงานเปิดโรงหมอก็ได้เริ่มขึ้นแผ่นป้ายถูกยกสูงขึ้นติดอยู่บริเวณด้านบนประตู
โรงหมอฟู่หลง
โรงหมอของเขาได้เปิดทำการเรียบร้อยแล้วนี่คือการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตอันแสนรุ่งโรจน์
จบบท