หยางเทียนพา อาบีเกล ท่องเที่ยวไปทั่วม่านกู่ พอครบกำหนด ก็ต้องกลับไปเกาหลี ด้วยความอาลัยอาวรณ์ แม้ว่า อาบีเกลจะเอ่ยปากจะช่วยให้หยางเทียนเป็นอิสระ แต่หยางเทียนก็ได้ปฏิเสธไป
หยางเทียนเตรียมข้อมูล ของตระกูลหวัง เพื่อที่จะได้หาทางตอบโต้กลับไปบ้าง ที่กล้าส่งนักฆ่ามาสังหารเขา ตระกูลหวังมีธุรกิจหลัก คือสายการเดินเรือระหว่างประเทศ มีเรือแม่ลำใหญ่วิ่งข้ามทวีป สองลำ มีเรือขนาดเล็กอีก สิบลำวิ่งภายในเอเซีย และยังมีเกาะรังนกส่วนตัว ห้าเกาะ เป็นหนึ่งในห้าตระกูลที่ผลิตรักนกขายในและนอกประเทศ
นอกจากนั้นก็มี ธุรกิจขายเครื่องไฟฟ้า และ เครื่องสำอาง อีกหลายยี่ห้อ ว่ากันว่า ธุรกิจทั้งหมดล้วนเป็นของ ฮูหยินใหญ่ที่ได้มรดกมาจากตระกูลหลิว แต่สุดท้าย ท่านเสียไปพร้อมกับลูกชายคนเดียว คือ คุณชายหวังคุณ ด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของฮูหยินใหญ่และหวังคุน จึงตกเป็นของ หัวหน้าตระกูลหวังอี้ชง แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเมื่อก่อนหวังอี้ชงนั้น เป็นแค่ บอดี้การ์ดคนหนึ่งที่ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลยแม้แต่น้อย แถมเป็นพ่อหม้ายลูกติดอีกสามคน
“ หวังคุน คนนี้ คงเป็น พ่อของเสี่ยวหมิงกระมัง สงสัยต้องไปเยี่ยมเยียนเสี่ยวหมิงกันหน่อยแล้ว”
หยางเทียน นั่งรถไปหาเสี่ยวหมิงกับแม่ที่บ้านเพื่อสอบถามรายละเอียด
“ พี่หยางเทียน” เสี่ยวหมิงวิ่งกอดหยางเทียนอย่างดีใจ น้าชิงสุ่ย ที่กำลังทำอาหารเลี้ยงเพราะรู้ว่าหยางเทียนจะเข้ามาหา
“ น้าชิงสุ่ย”
“ น้าทำอาหารเสร็จพอดี มากินกันเลย เสี่ยวหมิงไปล้างมือก่อน” เสี่ยวหมิงวิ่งปรู๊ด ไปล้างมือทันที
“ ผมอยากรู้ รายละเอียด ของพ่อเสี่ยวหมิงครับ”
“ คนก็ตายไปแล้ว อย่าไปรื้อฟื้นอีกเลย”
“ ผมถูกหวังต้าเปียว ส่งคนมาลอบสังหารครับ” หยางเทียนไม่อ้อมค้อมเข้าประเด็นทันที
“ อะไรนะ เธอไปมีเรื่องอะไรกับพวกเขา คนพวกนี้ร้ายกาจมาก มีทั้งพวกนักฆ่า ทั้งพวกใต้ดิน มาเฟียต่างชาติ แล้วนี่จะทำอย่างไรดี”
“ ใจเย็นๆ ก่อนครับ ผมแค่อยากรู้ข้อมูลบางอย่าง เท่านั้น ผมก็ไม่อยากให้น้ากับเสี่ยวหมิงเดือดร้อนหรอกครับ”
“ เราสองคนแยกกันอยู่กับพวกเขามากว่าห้าปีแล้ว ฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องราวอะไรหรอก”
หยางเทียนต้องหยุดถาม เพราะ เสี่ยวหมิงมานั่งกินอาหารด้วยแล้ว ทั้งสามคนกินอาหารจนอิ่มแล้ว เสี่ยวหมิงเลยชวนหยางเทียนเล่นเกมส์ต่อ ทั้งสองเล่นเกมส์จนเสี่ยวหมิงหลับไป หยางเทียนเลยมาคุยกับ น้าชิงสุ่ยต่อ
“ ผมแค่อยากรู้ สาเหตุการตายของพ่อเสี่ยวหมิง กับ ยายของเสี่ยวหมิงแค่นั้น”
“ ก่อนที่พี่คุณจะเสีย เขาบอกว่า พ่อกับแม่ทะเลาะกันหนัก พ่อต้องการให้แม่โอนหุ้นทั้งเกาะรังนก และหุ้นสายการเดินเรือให้ตระกูลหวังบริหารให้หมด เพราะเขาจะได้ทำการบริหารได้อย่างมีอิสระ แต่แม่ไม่ยอม กลัวว่า พ่อจะไล่คนตระกูลหลิวออก พี่คุนบอกว่า แม่รู้ดีว่าพ่อเหี้ยมโหดมาก จึงเซ็นพินัยกรรมเอาไว้ มอบให้พี่คุนเพียงผู้เดียว แล้วกำชับว่า ห้ามโอนเข้าตระกูลหวังเป็นอันขาด แต่นับจากวันนั้นไม่กี่วัน รถของพี่คุณกับแม่ ก็ได้เกิดอุบัติเหตุขับ ตกเขาตายไปพร้อมกัน
ฉันเองหลังงานศพ ก็ต้องหลบหนีหายไป เพราะพี่คุนสั่งเอาไว้”
“ เป็นไปได้ไหมว่า การตายของทั้งสองคนนั้น ไม่ใช่อุบัติเหตุ”
“ ถนนเส้นนั้น มีตั้งแปดเลน และพี่คุณกับแม่ขับอยู่ด้านใน ซึ่งคนขับรถก็เป็นคนเก่าแก่ ขับรถมานาน จะขับเหินลอยข้ามเกาะกลาง แล้วร่วงตกเขาไปได้อย่างไรพวกเขามีทั้งตำรวจ ข้าราชการผู้ใหญ่เป็นพวก น้าไม่สามารถพูดอะไรได้เลย”
“ หากเป็นเช่นนี้ น้าสุ่ยชิง กับ เสี่ยวหมิง ต้องเป็นทายาท รับสมบัติทั้งหมดแทนไม่ว่า พวกเขาจะหาพินัยกรรมเจอหรือไม่”
“ น้าไม่อยากได้หรอก ขออยู่อย่างนี้ดีกว่า”
“ วิญญาณของ ฮูหยินใหญ่กับน้าหวังคุน คงหลับไม่เป็นสุข หากรู้ว่า สมบัติแทนที่จะตกกับ เสี่ยวหมิงกับตกอยู่กับฆาตกรที่ฆ่าพวกเขา หากน้าต้องการความยุติธรรมในเรื่องนี้ ผมพร้อมที่จะช่วย”
หยางเทียนไม่ได้ต้องการบีบให้ น้าชิงสุ่ยต้องมาเสี่ยงเปิดเผยตัวตน แต่ว่า หากไม่ยอมเปิดเผยตัวตน สมบัติของ เสี่ยวหมิงก็จะตกเป็นของฆาตกร ที่ฆ่าพ่อของเสี่ยวหมิงตลอดไป
หยางเทียนขอตัวลาแต่ไม่ทันได้พ้นประตูบ้านเลย ก็ได้ยิน น้าชิงสุ่ยบอกออกมาว่า
“ น้าพร้อมแล้ว น้าไม่ยอมให้คนที่ฆ่าพี่คุนกับแม่ ลอยนวลเช่นนี้อีกต่อไป บอกมาเลย น้าต้องทำยังอย่างไรบ้าง”
หยางเทียนยิ้มยินดี แล้วเดินกลับเข้าไปคุยรายละเอียดทันที
หยางเทียนปรึกษาเรื่องนี้กับ เจนนิสกับ ผู้จัดการโทนี่
“ ตามสิทธิ์แล้วหากพินัยกรรมทั้งหมด เขียนให้บุตรชาย แต่สามีก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดก ครึ่งหนึ่งของ ฮูหยินใหญ่ และยังได้รับมรดกของหวังคุน อีก 1ใน3ส่วน คุณชิงสุ่ยกับ เสี่ยวหมิงก็มีโอกาสที่จะได้รับ มรดก 2 ใน 3 ของมรดกหวังคุน
หากว่ารวบรวมหุ้นแล้ว ยังไม่สามารถ ถือหุ้นใหญ่ได้อยู่ดี และต้องมีการตรวจสอบดีเอ็นเอของ เสี่ยวหมิงกับ หวังอี้จงที่เป็นปู่ของเขา อาจหาข้ออ้างปฏิเสธที่จะให้ตรวจก็เป็นได้ ” ผู้จัดการโทนี่กล่าวสรุปให้ฟัง
“ เรื่องแบบนี้ยุ่งยากเสียจริง” หยางเทียนนั่งฟังแล้วก็ปวดหัวยิ่ง
“ เรื่องการโค่นอำนาจบริหาร ของหวังอี้จง นั้นทำได้ยาก แต่ก็อาจทำให้เขาต้องโอนหุ้นคืนให้กับคุณชิงสุ่ยที่มีใบทะเบียนสมรส นั้นก็แทบกระอักเลือด เพราะดูจากยอดหุ้นที่ต้องคืนให้นั้น มีถึงสามสิบ% คิดเป็นมูลค่าก็เกือบ สามหมื่นล้านเหรียญดอลล่าร์แล้ว” เจนนิสเอ่ยสรุป
“ เช่นนี้ พวกมันจ้างมือปืนไม่กี่ล้านเหรียญ ฆ่าสองแม่ลูกก็จบ” หยางเทียนเอ่ยเบาๆ
“ ใช่ เพราะกว่าจะให้ศาลชี้ขาด ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ งานนี้ยาวแน่ๆ” ผู้จัดการโทนี่เตือน
“ ไม่เป็นไร รอผมตัดสินใจก่อนว่าจะต้องทำอย่างไร” หยางเทียนไม่อยากให้น้าชิงสุ่ยขึ้นศาล วุ่นวาย และอีกทั้งการเดินทางไปมา ก็อาจทำให้พวกมันคิดลงมือง่ายขึ้นด้วย
“ มีอีกเรื่อง อยากแจ้งให้คุณหยางทราบ ทางผอ.หัวหลงเปิดประชุม อยากให้คุณหยางไปเป็นประธานที่ประชุมบอร์ด ของโรงพยาบาลด้วยค่ะ”
“ คุณไปเป็นตัวแทนผมก่อน บอกเขาไปว่า ผมให้ผอ.หัวหลงเป็นผู้บริหารตัดสินใจแทนผมไปได้เลย ส่วนเรื่องงบการสร้างเครื่องจักรผลิตยาต้านวัคซีน ที่เป็นสมุนไพร นั้น ผมอนุญาติสั่งซื้อมาได้เลย ผมพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่”
“ ได้ค่ะ”
หยางเทียนไปที่สำนักงาน พบกับ ท่านผอ. แล้วปรึกษาเรื่องนี้
“ นั่นเป็นวิถีทางธุรกิจ ของคนทั่วไป พวกเรานั้นมีหนทางฝึกตนเพื่ออยู่เหนือวัฎสงสารเหล่านี้ การแก้ปัญหาของมนุษย์โลกขึ้นอยู่กับ กฏหมายบ้านเมือง แต่สำหรับพวกเรานั้นไม่ใช่ ใครคิดฆ่าเรา ก็ต้องดูว่า ใครมีกำปั้นที่ใหญ่กว่ากัน”
หยางเทียนได้ฟังคำนี้ ก็เข้าใจทันที ก่อนที่จะลากลับไป ผอ. ก็เอ่ยว่า
“ พักเรื่องตระกูลหวังเอาไว้ก่อน ตอนนี้เธอไปช่วยพวกอาเปียวกับ ต้าสงหน่อยให้ไปช่วยเฝ้าพิพิธภัณฑ์ดาบโบราณ กลับถูกคนร้ายขโมยดาบไปได้ เล่มหนึ่ง ตำรวจช่วยตามสืบหาอยู่แต่ไม่คืบหน้า หากตามกลับมาไม่ได้ นอกจากเราจะต้องเสียเงินค่าปรับให้กับ พิพิทธภัณฑ์ 10 ล้านเหรียญแล้ว จะถูกขึ้นบัญชีดำเอาไว้ ทำให้เราอาจไม่ได้ลูกค้าอีกเลยก็ได้”
“ ถ้าเช่นนั้น ผมจะไปหาพวกเขาเลยก็ได้ครับ”
หยางเทียนถูกส่งขึ้น ฮ.ออกมาจากสำนักงาน โดยที่ไม่ได้ถามเลยว่า พวกอาเปียวอยู่ที่ไหน แต่นั่งมาได้สองชั่วโมงก็มาถึง พิพิธภัณฑ์ ซึ่งด้านหน้าเขียนว่า
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ สองแคว
“ หยางเทียน” เสียงตะโกนออกมาจากด้านในเป็นเสียงของอาเปียวที่กำลังดีใจยิ่งที่เห็นหยางเทียน
“ เกิดอะไรขึ้น”
“ เรื่องนี้ ปวดหัวมาก ไม่รู้ว่า ใครเข้ามาตอนไหน พวกเราต่างก็เฝ้าเวรยาม กันโดยที่ไม่มีใครได้หลับนอนเลย” อาเปียวรายงานก่อน
“ เป็นไปได้ว่า คนผู้นี้จะมีวิชาอาคม ล่องหนหายตัวได้ ทำให้เราไม่สามารถตรวจพบเจอได้” ต้าสงเอ่ยอย่างสงสัยเช่นกัน
“ กล้องวงจรปิดตรวจสอบแล้วก็ไม่เจออะไรเลย” อาเปียวเอ่ยอีก
“ ดาบอะไรที่ โจรขโมยไป”
“ ดาบฟ้าฟื้น”
“ ดาบในตำนานของขุนแผนอะไรนั่นใช่ไหม?”
“ ใช่แล้ว พวกเขาพบเจอที่ต้นไทรในวัดมหาธาตุ พอดีฟ้าผ่าต้นไทร ทุกคนเลยเห็น จึงนำมาเก็บเอาไว้ในพิพิทธิภัณฑ์สองแคว ให้ชาวบ้านมาชม 7 วัน อีกแค่วันเดียวก็ส่งมอบให้กรมศิลปากรแล้ว กลางคืนกลับถูกขโมยไปเสียได้” อาเปียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงโมโห
หยางเทียนเข้าไปดูกล้องวงจรปิด พบว่า อยู่ดีๆ ดาบก็พลันหายไปจากที่แท่นวาง โดยหาได้มีผู้คนเข้ามาไม่
หยางเทียนนำภาพกล้องวงจรปิด ย้อนหลังหกวันที่เปิดให้ชาวบ้านเข้าชม ดาบฟ้าฟื้น หยางเทียนใช้เวลาทั้งวัน ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ จนพบคนที่น่าสงสัย อยู่ เจ็ดคน จึงนำไปให้ตำรวจตรวจสอบดู พบว่าแต่ละคนนั้น ล้วนเป็นศิษย์สำนักดาบในพื้นที่ทั้งนั้น คือสำนักดาบสองแคว และ สำนักดาบมไหสวรรค์
“ ทั้งสองสำนักกำลังจะมีการประลองดาบกัน ในวันพรุ่งนี้ คุณมีหลักฐานอะไรถึงได้แน่ใจว่า 7 คนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องการขโมยดาบโบราณนี้ไป” ตำรวจเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ แค่สังหรณ์ใจเท่านั้น”
“ คุณจะสังหรณ์ใจแบบนี้ไม่ได้นะ หากไม่มีหลักฐานผมไม่สามารถจับพวกเขามาสอบสวนได้”
“ เข้าใจครับ” หยางเทียนเอ่ยจบก็ลุกขึ้น ชวนอาเปียว กับ ต้าสงไปงานประลองของ สำนักทั้งสองทันที
“ หยางเทียน นายแน่ใจใช่ไหมว่า 7 คนนี้ ต้องเป็นคนขโมยดาบไป” ต้าสงถามเพื่อความแน่ใจ
“ นั่นซิ พวกนักดาบพวกนี้ ฝีมือไม่ธรรมดา ตำรวจ ยังไม่กล้าส่งคนมาตรวจดูกับเราเลย”
“ ตอบไม่ได้ ขอไปเห็นหน้าพวกมันก่อน”
ทั้งหมดมาที่ ลานวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นสถานที่ประลองดาบกันของสองสำนัก
ซึ่ง มีผู้คนสนใจ มาเข้าชมเป็นจำนวนมาก หยางเทียนเห็นทั้งสองฝั่งใช้ดาบเข้าประลองกัน อย่างดุเดือด ดาบเป็นประกายไฟ ผู้คนต่างตื่นเต้นยินดี ส่งเสียงร้องเชียร์กันดังลั่น หยางเทียนมองหาเจ็ดคนผู้ต้องสงสัย พบว่า ทั้งเจ็ดคนนี้ อยู่ปะปนในทั้งสองสำนัก หยางเทียนมองเห็นหัวหน้าสำนักดาบทั้งสอง ที่นั่งคู่กัน มองดูศิษย์ทั้งสองฝั่งต่อสู้กัน อย่างพอใจ
หยางเทียนปล่อยให้การแข่งขันจบลง แล้วก็เดินเข้าไปหา คนทั้งเจ็ด ซึ่งทั้งหมดกลับยืนคุยกันอย่างสนิทสนม
“ พี่ชายทั้งเจ็ดคน ผมมาจากพิพิทธภัณฑ์สองแคว ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”
หยางเทียนพอเอ่ยไป พบว่าทั้ง 7 คนทำท่ามีพิรุธทันที
“ มีเรื่องอะไร” ชายคนหนึ่งคล้ายเป็นผู้ใหญ่สุด เอ่ยขึ้น
“ ดาบฟ้าฟื้นตอนนี้ อยู่ที่ไหน” หยางเทียนถามไปตรงๆ เช่นนี้เลย
“ ผมจะไปรู้ได้อย่างไร ผมไม่ได้ขโมยไปเสียหน่อย” หยางเทียนหันไปมองหน้า อีก 6 คน
“ พวกคุณทั้งหกคนก็คงจะตอบแบบเดียวกันใช่ไหม”
“ ใช่ ๆ พวกเราไม่รู้เรื่องด้วย”
หยางเทียน ถีบเข้ายอดหน้าของคนที่ ตอบเป็นคนแรกทันที เปรี้ยง !!! ร่างของมันลอยลิ่วไป สลบเป็นคนแรก อาเปียวกับ ต้าสง ยืนมองด้านข้าง ถึงกับตาเหลือก รีบถอยห่างหยางเทียนทันที สองสำนักดาบ กว่าร้อยคน เข้ามารุมล้อม หยางเทียนเพียงคนเดียว......