หลังจากฉินไท่เฟยดื่มน้ำชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ววางแก้วน้ำชาลง แม่นมชวีได้ยกกล่องกำมะหยี่เดินเข้ามา
ฉินไท่เฟยรับกล่องกำมะหยี่มาเปิดออกดูเห็นเป็นกำไลหยกแดงสะท้อนแสงเข้าตา “นี่เป็นกำไลที่ท่านปู่มอบให้อายเจียในวันแต่งงานอาเจียยังคงเก็บไว้จนถึงปัจจุบัน บัดนี้ขอส่งต่อให้หลานก็แล้วกัน”
“ขอบพระทัยเพคะ” มู่อวิ๋นจิ่นยื่นมือออกไปรับอย่างไม่ปฏิเสธ
ฉินไท่เฟยพยักหน้าให้ก่อนจะดูเวลาที่ล่วงเลยมาไม่น้อย “แม้อายเจียอยากให้เจ้าทั้งสองอยู่ทานอาหารเที่ยงด้วยกันทว่าวันนี้จิ่นเอ๋อร์ยังต้องกลับไปคารวะท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าอีกเช่นนั้นพวกเจ้ารีบไปที่จวนอัครเสนาบดีเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉู่ลี่ตอบรับด้วยเสียงราบเรียบ
เมื่อเดินออกจากตำหนักดอกเหมยมู่อวิ๋นจิ่นยื่นกล่องกำมะหยี่ที่ฉินไท่เฟยมอบให้ไว้ที่จื่อเซียง พร้อมกับเอ่ยปาก “สิ่งของที่เรือนบุปผาภิรมย์ไม่มีอะไรหลงเหลือตกหล่นแล้วใช่หรือไม่?”
จื่อเซียงนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้าปฏิเสธ “สิ่งของไม่น่ามีอะไรตกหล่นแล้วบ่าวได้ย้ายออกจากเรือนบุปผาภิรมย์หมดแล้วเจ้าค่ะ”
“ตอนที่บ่าวเก็บของนั้น ไม่เห็นหยกประจำตัวของคุณหนูเกรงว่ายังอยู่ในมือขององค์ชายหกเจ้าค่ะ” จื่อเซียงพูดเสริมขึ้น
พอเอ่ยถึงหยกประจำตัวมู่อวิ๋นจิ่นได้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับเกือบลืมของชิ้นนี้ไปแล้วจากนั้นเหมือนนางจะคิดบางสิ่งขึ้นมาได้จึงหันไปมองฉู่ลี่ “ประเดี๋ยวกลับจวนไป นำสามหมื่นตำลึงทองให้ข้าด้วย”
บัดนี้นางแต่งเข้าไปในจวนขององค์ชายหกไม่แน่ว่าวันหนึ่งวันใดนางอาจย้ายออกไปจะได้มีช่องทางในการใช้ชีวิต
ฉู่ลี่ที่ได้ยินดังนั้นได้หันมามองมู่อวิ๋นจิ่นด้วยแววตาแน่นิ่งก่อนจะพยักหน้าเเทนคำตอบ
…
“มาถึงแล้ว มาถึงแล้วขอรับ!”
เมื่อผู้ดูแลจวนอัครเสนาบดีเห็นรถม้าวิ่งมาแต่ไกลก็รีบเข้ามาในห้องโถงรับรองอย่างรีบร้อน เพื่อให้อัครเสนาบดีมู่เดินออกไปรอต้อนรับ
ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวออกจากห้องโถงฉู่ลี่และมู่อวิ๋นจิ่นก็เดินเคียงคู่เข้ามาด้วยชุดสีม่วงประกายระยิบระยับล้อแสงตะวันที่สาดส่อง
“หม่อมฉันคารวะองค์ชายหก คารวะพระชายาหก…” อัครเสนาบดีมู่โค้งคำนับให้ทั้งสอง
ด้านหลังอัครเสานบดีมู่ยังมีเว่ยหานเฉี่ยว ลัวหนิงอวี่ รวมไปถึงคนอื่น ๆมายืนต้อนรับและทำความเคารพอยู่สองข้าง พร้อมกับเอ่ยเรียกมู่อวิ๋นจิ่นว่า “พระชายาหก”
มู่อวิ๋นจิ่นที่ได้ยินกลับรู้สึกเก้ๆ กัง ๆ ทำตัวไม่ถูก
“อัครเสนาบดีมู่ ไม่ต้องมากพิธี ตามสบายได้” ฉู่ลี่เอ่ยเสียงเรียบโดยกล่าวถึงชื่อตำแหน่งในราชสำนักมิใช่เรียกว่าพ่อตา
แม้ว่าเสนาบดีมู่จะไม่ค่อยชอบใจนักแต่มิกล้าเอ่ยให้มากความ ทำได้เพียงฉีกยิ้มให้กับฉู่ลี่เท่านั้น “ในจวนได้เตรียมของว่างและน้ำชาไว้รับรองเรียบร้อยแล้วเชิญองค์ชายหกและพระชายาหกไปที่ห้องโถงพ่ะย่ะค่ะ”
ในห้องโถงนั้นที่นั่งของฉู่ลี่และมู่อวิ๋นจิ่นถูกจัดไว้กลางห้องซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดส่วนอัครเสนาบดีมู่ที่นั่งลงในตำแหน่งด้านข้างลดหลั่นไปนั้นได้ส่งสายตาให้กับลัวหนิงอวี่
ลั่วหนิงอวี่พลันเข้าใจได้ทันทีพลางเอ่ยด้วยเสียงสดใส “ลูกอวิ๋นจิ่นคงไม่ได้สร้างความลำบากให้กับองค์ชายหกใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย” ฉู่ลี่ส่ายหน้า
“เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี” ลัวหนิงอวี่ยิ้มตามน้ำไปและไม่รู้จะชวนคุยอะไรต่อเนื่องจากฉู่ลี่นั้นทำหน้านิ่งขรึม
ในเวลานี้มู่อวิ๋นหานได้เดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับยกมือขึ้นประสานทำความเคารพมู่อวิ๋นจิ่นกับฉู่ลี่ “คารวะองค์ชายหก คารวะพระชายาหก”
“หัวหน้าทหารมู่ตามสบาย” ฉู่ลี่เบนสายตาจ้องมองไปที่มู่อวิ๋นหาน
มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกจนปัญญากับพี่ใหญ่ผู้นี้เสียจริงจึงเอ่ยยิ้ม ๆ “พี่ใหญ่วันนี้ตอนเช้าไม่อยู่ที่จวนไปไหนมาหรือ?”
“ฝ่าบาทได้แต่งตั้งพี่ใหญ่ของพระชายาเป็นหัวหน้าทหารดูแลค่ายทหารที่ตั้งอยู่นอกเมืองพ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีมู่ตอบกลับมู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นที่ได้ยินก็พยักหน้ารับทราบ
เมื่อมู่อวิ๋นหานเดินไปนั่งที่แล้วจู่ ๆ มู่หลิงจูที่ใบหน้าซีดขาวใส่อาภรณ์ในชุดเขียวอ่อนก็เดินเข้ามาให้ห้องโถงอย่างเนิบนาบ
ทันทีที่เห็นมู่หลิงจูสีหน้าอัครเสนาบดีมู่ก็พลันเปลี่ยนไป “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรข้าบอกแล้วมิใช่หรือ หากไม่มีคำสั่งห้ามออกจากหอมุกดาแม้แต่ก้าวเดียว”
ถึงแม้ก่อนที่ซูปี้ชิงจะถูกประหารได้ยอมรับความผิดไว้ที่ตัวเพียงผู้เดียวแต่อัครเสนาบดีมู่กลับไม่เชื่อว่าบุตรสาวของซูปี้ชิงที่เขาเคยรักอย่างสุดใจจะบริสุทธิ์ตามที่ซูปี้ชิงลั่นวาจาไว้
“ท่านพ่อโปรดให้อภัยลูกด้วยลูกได้ยินมาว่าท่านพี่จะกลับมายกน้ำชาคารวะท่านพ่อท่านแม่จึงตั้งใจมาร่วมเพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ยังไม่ทันที่จะกล่าวจบดีมู่หลิงจูได้หันไปคุกเข่าทำความเคารพฉู่ลี่และมู่อวิ๋นจิ่น “หลิงจูคารวะองค์ชายหก คารวะพระชายาหกเพคะ”
ด้านฉู่ลี่มิได้เอ่ยปากตอบกลับ
มู่อวิ๋นจิ่นแอบชำเลืองไปที่ฉู่ลี่เห็นเขาไม่มีท่าทีสนใจมู่หลิงจูแม้แต่น้อย จึงเอ่ยปากเสียงเอง “ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระทัยองค์ชายหก ขอบพระทัยพระชายาหกเพคะ” หงเซียช่วยประคองมู่หลิงจูให้ลุกขึ้นมาช่วงจังหวะนั้นมู่หลิงจูส่งสายตาอาฆาตแค้นไปยังมู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นที่เห็นนางแอบกำหมัดเม้มปากแน่นเช่นนั้นจึงทราบได้ในทันทีว่าในตอนนี้มู่หลิงจูพยายามฝืนกดความรู้สึกเอาไว้
เบุรุษที่นางหมายปองมากว่าแปดปีเต็มบัดนี้กลายเป็น ‘พี่เขย’ ไปเสียแล้วเป็นสตรีคนไหนก็ยากที่จะยอมรับเรื่องนี้ได้
เวลาล่วงเลยมาถึงอาหารมื้อเที่ยงลัวหนิงอวี่จัดเตรียมอาหารเลิศรสต้อนรับขับสู้ฉู่ลี่กับมู่อวิ๋นจิ่นเป็นอย่างดี
มู่อวิ๋นจิ่นเห็นท่าทีที่ผิดปกติของลัวหนิงอวี่แต่วันนี้กลับต้องมาทำตัวยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับขับสู้เห็นทีคงจะเพราะอัครเสนาบดีมู่บังคับให้นางต้องมาทำหน้าที่นี้ ดูน่าสงสารมิน้อย
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กับมู่อี้หยางทำให้ฮูหยินรองเว่ยหานเฉี่ยวกลายเป็นคนเงียบขรึมไม่ค่อยพูดค่อยจาเอาแต่นั่งร่วมวงทานข้าวโดยไม่ปริปากแม้แต่น้อย
การร่วมรับประทานอาหารกลางวันในวันนี้จึงเต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้องใจของทุกคน
…
และหลังจากที่รับประทานอาหารเป็นที่เรียบร้อยมู่อวิ๋นจิ่นรีบเอ่ยปากขอตัวกลับเพราะไม่อยากอยู่ที่จวนอัครเสนาบดีมู่เสียเต็มประดาแล้ว
เมื่อขึ้นรถม้ามู่อวิ๋นจิ่นก็หาท่าที่นั่งสบายที่สุดถอนลมหายใจยืดยาว เข้าวังหลวงยกน้ำชาเรียบร้อยกลับจวนท่านพ่อท่านแม่ก็เรียบร้อยเช่นกัน ต่อจากนี้ก็เป็นเวลาอิสระของนางบ้างแล้ว
รถม้าได้เดินทางจนมู่อวิ๋นจิ่นเห็นว่าไม่ถึงจวนองค์ชายหกเสียทีนางจึงขมวดคิ้วด้วยความฉงน เอื้อมมือไปเปิดม่านออกเพื่อดูภายนอก
“นี่จะออกไปนอกเมืองอย่างนั้นหรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นหันไปถามฉู่ลี่ด้วยเห็นว่าบรรยากาศรอบข้างแห้งแล้งไปหมด
“ใช่แล้ว” ฉู่ลี่พยักหน้าแทนคำตอบ
มู่อวิ๋นจิ่นรีบเบ้ปากยกมือขึ้นกอดอกโดยไม่เอ่ยคำใดต่อ
“องค์ชาย ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ไม่นานรถม้าหยุดวิ่งลงพร้อมกับเสียงเอ่ยของติงเสี่ยนตามมา
มู่อวิ๋นจิ่นรีบกระโดดลงจากรถม้ามาที่พื้นอย่างรวดเร็วพร้อมเอ่ยความแปลกใจ “พวกเรามาทำอะไรที่วัดสุ่ยอวิ๋นกัน?”
พอถามจบมู่อวิ๋นจิ่นกลับรู้สึกได้ว่านางถามมากเกินไปแล้ว
ฉู่ชิงหยวนเคยเล่าว่าท่านแม่หรงเฟยของพวกเขาถูกกักตัวอยู่ที่วัดสุ่ยอวิ๋นเห็นทีวันนี้จะต้องพบหน้าหรงเฟยแล้วกระมัง
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้แล้วก็มีคนที่รู้สึกคุ้นเคยเดินเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้มแย้ม “อาตมาขอคารวะองค์ชายคารวะพระชายาหก”
ผู้ที่มานั้นก็คือท่านอาจารย์ไฮว๋หยวน
ฉู่ลี่ก้มหน้ารับด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีเสียเท่าไหร่ก่อนเม้มปากแนบแน่น “พาพวกเราไปที่ห้องลับเถอะ”
“ได้สิ ตามอาตมามา”
มู่อวิ๋นจิ่นเดินตามทั้งสองไปพลางครุ่นคิดว่าทั้งสองคนดูเหมือนจะรู้จักมักคุ้นกันมานานแล้วหาใช่เพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้
เห็นทีฉู่ลี่ก็แอบเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของหรงเฟยมาโดยตลอดเช่นกัน
ระหว่างทางที่เดินต้องเดินผ่านต้นไม้พันปีมู่อวิ๋นจิ่นกลับมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดอีกทั้งในใจของนางกลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจบางอย่างเช่นกัน
มู่อวิ๋นจิ่นจึงหยุดฝีเท้ามองไปที่เรือนต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกโศกเศร้าอาดูรภายในหัวใจ
ฉู่ลี่และท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนที่เดินนำหน้าเมื่อรับรู้ว่ามู่อวิ๋นจิ่นไม่ได้เดินตามหลังมาจึงหยุดฝีเท้าลงทั้งคู่และหันกลับไปมองจึงพบนางในชุดสีม่วงกำลังจ้องมองต้นไม้ที่ปลูกมากว่าพันปีด้วยแววตาสะท้อนถึงความอาดูรอย่างสุดซึ้ง
ราวกับว่า…
กำลังรอคอยใครบางคนอยู่!
“มู่อวิ๋นจิ่นยังไม่รีบตามมาอีก!” ฉู่ลี่มองท่าทางของนางโดยปราศจากความหงุดหงิดรำคาญใจ
มู่อวิ๋นจิ่นได้สติขึ้นมาหันไปมองฉู่ลี่จากนั้นค่อย ๆ เดินตามหลังไป
ไม่รู้ว่าเดินมาไกลเพียงใดในที่สุดท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนได้พาทั้งสองคนมาที่ห้องกลไกโดยที่ท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนได้หยิบโคมไฟเดินเข้าไปด้วย
หลังจากที่ผลักประตูกลไกแล้วภายในห้องนั้นมืดมิดเสียจนยื่นมือออกไปแล้วไม่เห็นนิ้วทั้งห้ามู่อวิ๋นจิ่นจึงเข้าใจในทันทีถึงเหตุผลที่ท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนนำโคมไฟเข้ามา
ที่แท้ภายในนี้มืดมิดจนมิอาจมองเห็นสิ่งใดได้แม้แต่น้อย
ความรู้สึกในเวลานี้ของมู่อวิ๋นจิ่นยากที่จะอธิบายออกมานางรู้สึกตื่นเต้นที่ต้องเดินเข้าไป
หลังจากที่เข้าไปในห้องกลไกท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนก็ถือโคมไฟนำหน้า โดยมีมู่อวิ๋นจิ่นเดินอยู่ข้างหลังสุดแต่นางกลับสัมผัสได้ว่าฉู่ลี่ที่อยู่ตรงกลางเดินเชื่องช้ายืดยาดกว่าปกติมาก
ดูท่าแล้วมีโคมไฟแค่หนึ่งดวงนั้นมิอาจแก้ปัญหาความมืดมิดได้
ในที่สุดมู่อวิ๋นจิ่นก็อดรนทนไม่ไหว “หยกประจำตัวของข้า เจ้านำติดตัวมาด้วยหรือไม่?”
ฉู่ลี่ค่อยๆ คล้อยหลังหันกลับไปมอง เห็นมู่อวิ๋นจิ่นกำลังฉีกยิ้มน้อย ๆ บนใบหน้า
“นำมาด้วย” ฉู่ลี่ตอบกลับ
“อย่างนั้นทำไมเจ้าไม่นำออกมาเล่า? ที่นี่มืดมิจนมองไม่เห็นทางแม้ข้ายังต้องเปลืองแรงและเดินด้วยความยากลำบาก เจ้าก็ยิ่งลำบากมากกว่าเสียอีก”มู่อวิ๋นจิ่นสัพยอก
เมื่อได้ยินคำหยอกเย้าของมู่อวิ๋นจิ่นดังนั้นฉู่ลี่ก็ได้ล้วงมือไปหยิบหยกสีขาวบริสุทธิ์ดุจแสงจันทราออกจากเสื้อด้านในหยกประจำตัวของมู่อวิ๋นจิ่นส่งแสงขาวเปล่งประกาย กระทั่งเห็นสิ่งต่าง ๆในห้องกลไกได้ทั้งหมด
มู่อวิ๋นจิ่นรู้เพียงว่าหยกประจำตัวของนางส่งแสงออกมาได้ทว่าไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าภายในห้องที่มืดมิดมันจะเปล่งแสงสว่างประกายได้มากเช่นนี้
อีกทั้งหยกประจำตัวชิ้นนั้นยังมีอักษรสลักว่า ‘อวิ๋นจิ่น’ ปรากฏขึ้นเลือนราง
ถึงตรงนี้มู่อวิ๋นจิ่นอดไม่ได้ที่จะสงสัยไม่รู้ว่าคนที่ทำหยกประจำตัวชิ้นนี้ให้นางเป็นใครกันเหตุใดจึงได้ทำหยกที่ล้ำค่าชิ้นนี้ขึ้นมา
เดินมาได้ประมาณสิบห้านาทีท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนก็ได้หยุดฝีเท้าลง
“เหตุใดไม่เดินต่อไปเล่า?” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยถามด้วยความฉงน
ท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนหัวเราะออกมาด้วยไม่รู้จะอธิบายอย่างไรได้แต่ยกมือชี้ไปยังสถานที่อันโอ่อ่ากว้างขวาง “ทางข้างหน้าท่านอาจารย์คงซื่อได้วางค่ายกลเอาไว้อย่างยอดเยี่ยมจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถผ่านไปได้”
“แล้วด้านในนั้นมีอะไรหรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นถามอย่างใคร่รู้
ท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนหันมองฉู่ลี่ก่อนตอบกลับมู่อวิ๋นจิ่น “ด้านในนั้นเป็นสถานที่ที่กักบริเวณหรงเฟยเอาไว้น่ะสิ”
พอเล่ามาถึงตรงนี้มู่อวิ๋นจิ่นก็ปะติดปะต่อเรื่องราวจนเข้าใจทั้งหมด ที่แท้ฉู่ลี่มีใจอยากช่วยหรงเฟยแต่ติดเพียงมิอาจผ่านค่ายกลเข้าไปได้ต่างหาก
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเข้าใจทั้งหมดนางก็ทอดสายตามองไปยังเบื้องหน้า
ท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนแอบสังเกตแววตาของมู่อวิ๋นจิ่นราวกับอ่านความคิดของนางออกจึงหยิบไข่มุกที่เตรียมไว้ไม่มากโยนไปด้านหน้า
พริบตาเดียวไข่มุกไม่กี่เม็ดกลับหยุดนิ่งกลางอากาศจากนั้นมีเสียงกลไกเตือนภัยดังขึ้นต่อเนื่อง
ทันทีที่ได้ยินเสียงกลไกเตือนภัยมู่อวิ๋นจิ่นกลับเบิกตาโพลงอย่างคาดไม่ถึงใบหน้าเปี่ยมด้วยความตกใจกระทั่งมิอยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเต็มสองหู
เสียงกลไกยังคงเตือนภัยอยู่ต่อเนื่อง
มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วขึ้นเงี่ยหูฟังเสียงกลไกเตือนภัยไปรอบทิศพลางกัดริมฝีปาก ก่อนจะก้มหน้าและหลับตาลง
เหตุใดที่นี่จึงมีเสียงกริ่งเตือนภัยเหมือนในมนุษย์ยุคปัจจุบันด้วย?
หรือว่าค่ายกลนี้จะเป็นเทคนิคของมนุษย์ยุคปัจจุบัน?
ฉู่ลี่จ้องมองมู่อวิ๋นจิ่นโดยไม่กะพริบตาอยู่อย่างนั้นเก็บรายละเอียดท่าทาง ความรู้สึก รวมไปถึงการเม้มปากของนางไว้ในหัวจนหมดสิ้น
“พระชายาหกเคยได้ยินเสียงกลไกเตือนภัยนี้มาก่อนด้วยหรือ?” ท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนเอ่ยถามขึ้นด้วยสังเกตเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของมู่อวิ๋นจิ่น
หลังจากนั้นเสียงกลไกเตือนภัยค่อยๆ เบาลงจนเงียบไปในที่สุด มู่อวิ๋นจิ่นจึงค่อย ๆรวบรวมสติกลับมาพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น “ท่านอาจารย์บอกว่าค่ายกลนี้ท่านอาจารย์คงซื่อเป็นผู้วางไว้อย่างนั้นหรือ?”