กลางดึกในเรือนพักขนาดเล็กที่อารามเหิงหนาน แสงเทียนยังสว่างจ้า แม้จะเป็นเวลาดึกแต่ผู้คนที่อยู่ด้านในกลับไม่มีความง่วงเลยแม้แต่น้อย
“ใบหน้าของเขาคงทิ้งรอยแผลเป็นไว้ขอรับ ข้าไม่มียาที่จะรักษาใบหน้าเขาได้แล้ว” หมอชราเก็บล่วมยาเรียบร้อย “ในอำเภอมีเซี่ยไห่ถังกับอบอุ่นการแพทย์ ข้าคิดว่าที่นั่นน่าจะมียาดีที่ใช้รักษาเขาได้”
“ไม่เป็นไร ขอแค่รักษาชีวิตเขาไว้ได้ก็พอ” หญิงสาวยื่นเงินให้หมอชรา “ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะให้คนส่งท่านลงเขานะเจ้าคะ และรบกวนท่านหมอช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับด้วย”
เมื่อหมอชราเดินออกไป บ่าวรับใช้จึงถามเจ้านาย “นายหญิง ท่านรู้จักคุณชายท่านนี้หรือเจ้าคะ”
หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับสั่งบ่าวรับใช้แทน “เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ และพรุ่งนี้อย่าลืมให้คนส่งข่าวกลับไปบอกนายท่านด้วยว่าข้าจะอยู่สวดมนต์ที่วัดต่ออีกสักสามวัน เพราะบุญกุศลครั้งนี้อาจจะทำให้ข้าท้องคุณชายน้อยออกมาได้สักคน”
“แต่ว่านายหญิง หากท่านกับคุณชายท่านนี้พักอยู่ในห้องด้วยกัน เกรงว่า...”
“ไม่มีอะไรไม่เหมาะสม ช่วยชีวิตคนดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น เจ้าไม่เคยได้ยินคำพูดนี้หรือ เอาล่ะ...ข้าเข้าใจในความกังวลของเจ้า แต่นอกจากข้าและท่านหมอชรา ที่เหลือก็มีแค่เจ้าสองคนที่รู้ว่าข้าช่วยคุณชายท่านนี้ไว้ หากเราไม่พูดเรื่องนี้ออกไปก็จะไม่มีใครรู้” หญิงสาวหันไปสบตาบ่าวรับใช้ “เซียงเซียง เจ้าก็รู้ว่าอารมณ์ของนายท่านเป็นอย่างไร เชื่อข้าเถอะ ข้าไม่มีวันสวมเขาให้นายท่าน”
“เจ้าค่ะ” เซียงเซียงไม่พูดอะไรอีก นางกับซิงซิงถูกนายท่านส่งให้มาคอยรับใช้นายหญิง จึงได้รู้ว่าทุกครั้งที่นายท่านมาหา นายหญิงจะต้องเจอกับความโหดร้ายเพียงใด ดังนั้นนายหญิงย่อมไม่กล้าทำผิดต่อนายท่านอย่างแน่นอน
เมื่อบ่าวรับใช้เดินออกไป สตรีนางนั้นก็มองหลี่ไป๋หลานอย่างสงสาร นางได้รับข่าวมาแล้วว่าบิดามารดาถูกตัดสินความผิด และความผิดของพวกเขาก็ไม่อาจอภัยได้จริงๆ เรื่องนี้จะโทษหลี่เหิงเยว่ก็ไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะบิดามารดาของเขาทำตัวเอง เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของนางได้อย่างไร
“เจ้าอย่าเป็นอะไรไปนะไป๋หลาน ข้าเหลือเจ้าแค่คนเดียวแล้ว”
ใช่...นางคือหลี่ไป๋หลินที่หายตัวไปตั้งแต่เกิดคดีคราวนั้น ที่นางรอดพ้นจากการถูกโบยมาได้ก็เพราะรองนายอำเภอหลัวให้การช่วยเหลือ โดยที่นางจะต้องเข้าไปเป็นอนุภรรยาให้เขา นางคิดว่าด้วยหน้าตาและเสน่ห์หญิงที่มารดาพร่ำสอนมาตั้งแต่ยังเล็กคงทำให้รองนายอำเภอหลัวพึงพอใจนางไม่น้อย นางจึงตอบรับข้อเสนอนั้นในทันที แต่ใครจะไปคิดว่าตาแก่ตัณหากลับคนนั้นกลับมีความชอบที่พิสดารและน่าสะอิดสะเอียนเป็นอย่างยิ่ง ทุกค่ำคืนนางต้องทนรับกับความต้องการที่บ้าคลั่งของอีกฝ่ายอย่างไม่อาจหลบหนี
ตอนนั้นนางถึงได้รู้ซึ้งถึงคำว่าตกนรกทั้งเป็นมันคืออะไร นางนึกย้อนไปถึงที่บิดาทำร้ายและรีดไถเงินจากหลี่เหิงเยว่อยู่สารพัดวิธี ยังมีที่นางกับมารดาพยายามจะส่งหลี่เหิงเยว่ไปให้อันธพาลเล่นสนุก หรือแม้แต่วางยาพิษให้หลี่เหิงเยว่ต้องเสียโฉม นางก็ทำอย่างไม่รู้สึกผิด แต่เวลานี้กลายเป็นนางที่ถูกรองอำเภอหลัวผู้แสนวิตถารกระทำย่ำยี และยังมีใบหน้าที่อัปลักษณ์ของน้องชายนี่อีก เรียกว่ากรรมกำลังตามสนองพวกนางอยู่ใช่หรือไม่
หากว่าเวลานี้นางกับน้องชายสำนึกกับความผิดทั้งหมด หลี่เหิงเยว่จะให้อภัยพวกนางสองคนพี่น้องหรือเปล่า และบาปกรรมต่างๆ จะถูกลบเลือนไปบ้างหรือไม่
หลี่ไป๋หลินนั่งเฝ้าน้องชายอยู่ข้างเตียงจนเข้าวันที่สอง หลี่ไป๋หลานจึงได้ฟื้นขึ้นมา
“พี่ไป๋หลิน ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” หลี่ไป๋หลานกวาดสายตาไปรอบๆ “แล้วที่นี่คือที่ไหนหรือขอรับ”
“ที่นี่คืออารามเหิงหนาน เจ้าบาดเจ็บ ข้าจึงพาเจ้ามาพักที่นี่”
“พี่ไป๋หลิน ท่านพ่อกับท่านแม่ถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับตัวไปแล้วขอรับ ท่านพ่อกับท่านแม่สร้างข่าวลือไม่ดีให้พี่เหิงเยว่ แต่นั่นก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับท่านแม่พูดจาใส่ร้ายนายอำเภอ นางหาว่านายอำเภอตัดสินคดีอย่างไม่ยุติธรรม ข้ากลัวว่าครั้งนี้ท่านพ่อกับท่านแม่คงจะไม่ใช่แค่ถูกโบยแล้วขอรับ พวกเขาอาจจะถูกส่งตัวไปใช้แรงงาน” หลี่ไป๋หลานรีบเล่าให้พี่สาวฟัง “เราจะช่วยท่านพ่อกับท่านแม่ออกมาได้อย่างไร?”
“ไป๋หลาน ท่านพ่อถูกตัดสินประหารชีวิต ส่วนท่านแม่ถูกส่งให้ไปใช้แรงงานสิบปี ต่อจากนี้เราไม่อาจจะพบพวกเขาได้อีกแล้ว”
“อะไรนะ! แค่เรื่องข่าวลือไม่ใช่หรือขอรับ ทำไมพวกเขาถึงถูกตัดสินโทษรุนแรงเพียงนั้น”
“ท่านพ่อถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ส่วนท่านแม่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและยังมีคดีลักทรัพย์อีกหลายคดี” หลี่ไป๋หลินบอกกับน้องชายอย่างใจเย็น “ไป๋หลาน ข้าคิดว่าที่ครอบครัวของเราต้องเป็นแบบนี้คงเพราะกรรมตามสนอง ท่านพ่อ ท่านแม่ หรือแม้แต่ข้าเคยทำความผิดไว้มาก บาปกรรมครั้งนี้จึงตกมาถึงเจ้าด้วย ข้าขอโทษ”
หลี่ไป๋หลานร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ แต่พอน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม ความรู้สึกแสบร้อนทำให้เขารีบยกมือขึ้นจับที่ใบหน้า “ใบหน้าของข้าเป็นอะไรหรือขอรับ ทำไมมันถึงได้แสบร้อนเช่นนี้”
“ใบหน้าและร่างกายของเจ้าถูกหนามเกี่ยวจนเกิดแผล ซึ่งรอยแผลนี้อาจจะทำให้เกิดแผลเป็น แต่เจ้าไม่ต้องกังวล ท่านหมอที่มารักษาเจ้าได้บอกไว้แล้วว่าที่เซี่ยไห่ถังกับอบอุ่นการแพทย์สามารถรักษารอยแผลเป็นได้ เจ้ายังสามารถสอบเข้ารับราชการได้”
“แต่เวลานี้ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่กับเราแล้ว อย่าว่าแต่เงินค่ารักษา แม้แต่เงินค่าเล่าเรียนของข้าก็คงจะไม่มีแล้วเช่นกัน” หลี่ไป๋หลานน้ำตาไหล “ท่านบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเพราะกรรมตามสนองหรือขอรับ เช่นนั้นบาดแผลนี้ก็คงจะมาจากความอกตัญญูของข้าเช่นกัน ครั้งแรกที่พวกท่านถูกทางการสั่งโบย มีหลายคนมาถามว่าพวกท่านเป็นญาติของข้าหรือไม่ ข้าอายเกินกว่าจะยอมนับญาติกับพวกท่าน ข้าจึงปฏิเสธคนเหล่านั้นไป อีกทั้งข้ายังไม่ได้กลับไปดูแลท่านพ่อท่านแม่ แม้จะรู้ว่าพวกเขาต้องนอนรักษาตัวอยู่บนเตียง
หรือแม้แต่ที่ท่านหายตัวไป ข้าก็เป็นคนบอกไม่ให้ท่านพ่อท่านแม่ออกไปตามหาท่าน ข้าคิดแม้กระทั่งว่าปล่อยให้พี่สาวเจ้าปัญหาอย่างท่านหายไปตลอดกาลเลยก็ยิ่งดี และยังมีครั้งนี้อีก ข้าเห็นอยู่แท้ๆ ว่าเจ้าหน้าที่ทางการมาจับพวกเขาไป แต่ข้ากลับเอาแต่วิ่งหนีเพราะกลัวว่าตัวเองจะถูกจับไปด้วย
ฟังอย่างนี้แล้วท่านยังจะรักและอยากดูแลน้องชายเช่นข้าอยู่หรือ สมควรแล้วที่ข้าได้รับบาดแผลนี้มา เพราะบาดแผลนี้เกิดจากความอกตัญญูและความเห็นแก่ตัวของข้าเอง”
“ไป๋หลาน เจ้าอย่าโทษตัวเอง ข้าไม่เคยโกรธเจ้าเลยสักครั้ง เพราะเจ้าเป็นน้องชายที่ข้ารักที่สุด และเจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วง เวลานี้ข้ามีเงิน ข้าสามารถรักษาใบหน้าของเจ้าได้ และยังจ่ายค่าเล่าเรียนให้เจ้าได้ด้วย เจ้าจะได้สอบเข้ารับราชการอย่างที่เจ้าหวังอย่างไร พอแก่ตัวไป ข้าก็จะได้พึ่งพาเจ้า”
“ความจริงแล้วผลการเรียนของข้าไม่ได้ดีถึงขั้นนั้น อาจารย์หลายท่านต่างก็บอกให้ข้าหยุดเรียนแล้วกลับไปช่วยงานที่บ้าน แต่ข้ารักสบาย จะให้ข้ากลับไปทำไร่ทำนาได้อย่างไร ข้าจึงโกหกพวกท่านว่าผลการเรียนของข้าดีเยี่ยม” หลี่ไป๋หลานหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง
“ไป๋หลาน...”
“พี่สาว ข้าจะไม่ถามว่าเวลานี้ท่านทำอะไรอยู่ที่ไหน และท่านไม่จำเป็นต้องมาเสียเงินกับข้าอีกแล้วขอรับ ข้าจะออกไปใช้ชีวิตและดูแลตัวเอง”
หลี่ไป๋หลินร้องไห้ นางตัดสินใจบอกความจริงทั้งหมดกับน้องชาย “เวลานี้ข้าเป็นอนุของรองนายอำเภอหลัว ฟังดูแล้วเหมือนข้ามีชีวิตที่ดีใช่หรือไม่ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ตาเฒ่าคนนั้นมันกระทำรุนแรงกับข้าอย่างชั่วร้าย ทุกครั้งที่ข้าต้องปรนนิบัติเขา ข้าก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ข้ามีชีวิตรอดและได้ตื่นมาเห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้ แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากใช้ชีวิตอย่างนั้นอีกแล้ว เราไปขอความช่วยเหลือจากพี่เหิงเยว่ดีหรือไม่”
“แต่ครอบครัวของเราเคยทำร้ายพี่เหิงเยว่มามาก อีกทั้งเราก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนาง ท่านคิดว่านางจะช่วยเราหรือขอรับ?”
“อย่างไรเราก็ต้องลองดู” หลี่ไป๋หลินจ้องน้องชาย “หากครั้งนี้นางรับปากว่าจะช่วยเหลือเรา เจ้าสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าจะกลับตัวเป็นคนใหม่ และจะไม่ทำตัวเกเรเหมือนที่ผ่านมาอีก”
“หากมีโอกาสนั้นจริงข้าย่อมสัญญา” หลี่ไป๋หลานรับคำอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นข้าจะเขียนจดหมายให้เจ้าหนึ่งฉบับ เจ้าต้องหาทางไปพบพี่เหิงเยว่ให้ได้”
“ท่านจะไม่ไปหานางกับข้าหรือ?”
“ข้ายังไปไม่ได้ เพราะหากพี่เหิงเยว่ยินดีให้อภัยเรา ตัวข้าก็ต้องอาศัยอยู่ที่จวนของรองนายอำเภอต่อไป”
“แต่ถ้าตาเฒ่าคนนั้นทำร้ายท่านอีกเล่า”
หลี่ไป๋หลานยิ้มให้น้องชาย “ถึงแม้ข้าจะต้องตาย ข้าก็จะลากเขาให้ตายไปกับข้าด้วย แต่เจ้ายังต้องมีชีวิตที่ดีต่อไป”
“ไม่! จะตายเราก็มาตายด้วยกัน แต่ถ้าจะรอดเราก็ต้องรอดด้วยกัน หากท่านไม่รับปาก ข้าก็จะตายต่อหน้าท่านตรงนี้”
“ข้าไม่อาจรับปากเจ้าได้ แต่เอาเป็นว่าข้าจะพยายามรักษาชีวิตให้ออกมาเจอเจ้าให้ได้ก็แล้วกัน พี่เหิงเยว่เคยถูกครอบครัวเราทำร้ายจนเกือบตายมาแล้ว ท่านตากับท่านแม่ของนางก็ถูกท่านพ่อของเราฆ่าตาย หากครั้งนี้ข้าไม่เสี่ยงชีวิตเพื่อนางบ้าง มันจะเป็นการเอาเปรียบนางเกินไป” หลี่ไป๋หลินลูบศีรษะน้องชาย “พรุ่งนี้ข้าจะต้องกลับไปที่จวนหลังนั้นแล้ว เจ้าอย่าลืมนำจดหมายฉบับนี้ไปมอบให้พี่เหิงเยว่ให้ได้ เข้าใจหรือไม่”