รถม้าเข้าสู่อำเภออวิ๋นร้านค้ามากมายตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง มีแผงลอยมากมายอยู่บนถนนพ่อค้าและคนซื้อของไปมาขวักไขว่ไม่ขาดสาย…สิ่งของมากมายนอกหน้าต่างแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของอำเภอเล็กๆแห่งนี้
อำเภออวิ๋นมีทุกวันนี้ได้ล้วนเพราะพึ่งพาท่านสี่ตระกูลเซียวที่มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภออวิ๋นจากนั้นอำเภออวิ๋นก็มั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าอำเภอชิวสุ่ยในวันนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างเทียบไม่ได้แต่เมื่อเปรียบเทียบกับอำเภออวิ๋นแล้วก็ยังห่างกันอยู่มาก
ถนนใหญ่ถูกคนที่เดินทางมาทำให้แน่นเสียจนไม่อาจสัญจรได้ เหมยเซียวเหรินจึงต้องลงจากรถม้าแล้วเดินเท้า
คหบดีจากบ้านนอกที่นั่งอยู่บนรถม้าหรูหราเ่าั้ก็ต้องลงเดินเช่นกันบางคนให้บ่าวไปสอบถามพ่อค้าที่อยู่ข้างทางว่า “ขอถามหน่อยว่าจวนเซียวไปทางใดหรือ”
พ่อค้าชี้ไปทางทิศตะวันออกอย่างหงุดหงิด “ทิศตะวันออกของเมือง หากเ้ายังไม่รู้ทาง ร้านค้าข้างทางแถวนี้เก้าในสิบร้านล้วนเป็ของตระกูลเซียว ถามไปตามทางนี้ก็ได้”
เหมยเซียวเหรินเดินอยู่ในตลาดให้ความสนใจกับร้านค้าที่อยู่สองข้างทาง ที่โดดเด่นสะดุดตามากที่สุดคือโรงเตี๊ยมสามชั้นตรงกลางถนนหลังนั้นนามว่า “หอเหมย”
พ่อครัวในนั้นล้วนโด่งดัง อาหารขึ้นชื่อคืออาหารเจียงหนาน แม้ว่าราคาจะไม่ถูกนักกลับมีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดสาย กิจการรุ่งเรืองตลอดทั้งปี
“ติดเงินนายน้อยเช่นข้ายังไม่คิดใช้คืน พวกเ้า จัดการสั่งสอนให้ข้าซะ!”
หน้าบ่อนพนัน นายน้อยตระกูลร่ำรวยเรียกเหล่านักเลงหัวไม้มาซ้อมชายคนหนึ่งอย่างทารุณชายหนุ่มถูกเท้าเตะมือต่อย ร้องโอดโอยกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น
มีคนเดินผ่านไปมาไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครเข้าไปห้ามปราม
คนต่างถิ่นถอนใจกับความเมินเฉยของคนอำเภออวิ๋นพ่อค้าที่อยู่ด้านข้างกลับพูดว่า “ทุกคนต่างเคยชินแล้วฉู่จื่อเฟิงนายน้อยตระกูลฉู่ผู้นั้นคืออันธพาลที่โด่งดังของที่นี่ใครจะกล้ามีเื่ด้วยล่ะ”
“ตระกูลฉู่รึ ตระกูลใหญ่ของที่นี่มิใช่ตระกูลเซียวหรอกหรือ” คนที่ผ่านมาสงสัย
“บ้านบรรพบุรุษตระกูลเซียวอยู่ที่เสวียนโจว เมื่อสิบกว่าปีก่อนอพยพมาที่อำเภออวิ๋นตระกูลฉู่เป็ตระกูลท้องถิ่นที่นี่ ยี่สิบปีก่อนนับว่ารุ่งเรืองแต่วันนี้ตกต่ำมาไม่น้อย ทว่าประมุขตระกูลฉู่กับคหบดีเซียวเป็สหายกัน มีตระกูลเซียวค้ำจุนอยู่คนของตระกูลฉู่ถึงยังสามารถเอาแต่ใจไร้เหตุผลอยู่ที่นี่ได้”
เหมยเซียวเหรินฟังพวกเขาวิจารณ์สองตระกูลใหญ่ของอำเภออวิ๋นเงียบๆกวาดสายตาเยือกเย็นไปยังคนที่อยู่ด้านนอกบ่อนพนัน สะบัดพัดเดินเข้าหอเหมยไป
นางเข้าไปยังห้องพักพิเศษชั้นบนตามคำแนะนำของเสี่ยวเอ้อร์ในห้องพักได้เตรียมของที่นาง้าไว้เรียบร้อยแล้ว
เหมยเซียวเหรินถอดสายคาดเอวปลดเสื้อตัวนอกออกไปแกะสายรัดหน้าอกแต่ละชั้นออก เวลานี้ในกระจกจึงค่อยๆ ปรากฏรูปลักษณ์เดิมของนาง กลับสู่รูปลักษณ์ของสตรี
นางถอดเสื้อผ้าบุรุษออก หยิบเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยนในห้องด้านใน
เวลานี้มีคนสองคนกำลังเดินไปเดินมาอยู่ด้านนอกโรงเตี๊ยม
“คุณชายขอรับ พวกเรารอมาจะหนึ่งชั่วยามแล้ว คนแซ่เหมยอะไรนั่นทำไมยังไม่ออกมาอีกพวกเราเข้าไปดีหรือไม่ขอรับ”
เจียงรุ่ยยกมือขึ้นตบไปที่หัวของอาชิ่ง “เข้าไปแล้วถูกเขาเห็นจะทำเยี่ยงไร เกิดเขาลงมือขึ้นมา แล้วแก้แค้นคุณชายเช่นข้าในพื้นที่ของคนอื่นคุณชายเช่นข้าไม่แน่ว่าจะทำอะไรเขาได้”
“คุณชายกลัวเขารึขอรับ”
“งูนั้น หากจับไม่ดีจะกัดคนได้!” เจียงรุ่ยกระตุกมุมปาก “แต่คุณชายเช่นข้ามีวิธีจัดการเขาได้อยู่หมัด”
หลัง่เที่ยงผ่านไป หอเหมยยังคงมีแขกเดินเข้าออกมากมาย
เจียงรุ่ยเฝ้าอยู่ด้านนอกประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมแต่มองไม่เห็นเงาร่างที่งดงามเงาหนึ่งออกไปจากประตูหลังอย่างไร้สุ้มเสียงขึ้นไปบนเกี้ยวประดับลายหลังหนึ่ง
นั่งในเกี้ยว นางยกกระจกดอกบัวในมือขึ้นมา ส่องดูใบหน้าอย่างละเอียด
นางเปลี่ยนทรงผม ปักปิ่นดอกไม้แทนที่ครอบผมเงินที่สวมอยู่บนศีรษะทุกวันชุดคลุมยาวบนร่างก็เปลี่ยนเป็กระโปรงบางเบาสีม่วงอ่อน มีความงดงามสดใสดั่งน้ำของสตรีเจียงหนาน
ผ้าผืนบางปกปิดใบหน้าครึ่งล่างของนาง คิ้วหนาก็ถูกวาดโก่งดั่งใบหลิว แม้ว่าฝีมือการวาดคิ้วจะไม่งดงามสมบูรณ์แบบแต่ก็ไม่ทำให้ความงดงามขององค์ประกอบอันลงตัวบนใบหน้านางลดลง ใต้คิ้วเป็ดวงตาผลซิ่งกระจ่างใสงดงามคู่หนึ่งขนตายาวกะพริบเบาๆ ทั้งหมดนุ่มนวลยิ่ง
เกรงว่ากระทั่งเยี่ยจือก็ยากจะจำนางได้
เกี้ยวมุ่งไปทางทิศตะวันออก พื้นที่ทิศตะวันออกของอำเภออวิ๋น เป็จวนของคหบดีเซียว
ยามนางแง้มม่านเกี้ยวออกก็เห็นกำแพงที่ทอดยาวติดต่อกันหลายลี้ของคฤหาสน์ตระกูลเซียวอาณาบริเวณกว้างขวาง ทั้งยังเต็มไปด้วยศาลาและเรือนโอ่อ่ามากมาย
นี่เป็จวนที่ดีที่สุดที่นางเคยเห็น ใหญ่โตหรูหรายิ่งกว่าจวนที่พักของใต้เท้าผู้ว่าการจังหวัดแต่บ้านของคหบดี ต่อให้ใหญ่เพียงไรก็ไม่มีความเข้มงวดสง่างามเช่นบ้านของขุนนาง
คนหามเกี้ยวแบกนางเดินอ้อมกำแพงอยู่นานจึงจะเดินถึงหน้าประตูใหญ่ของจวนเซียว
หน้าประตูจวนเซียวมีบ่าวรับใช้เต็มไปด้วยบ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วยามเกี้ยวหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่ สาวใช้สองคนรีบก้าวไปต้อนรับซ้ายคนขวาคนโค้งตัวส่งเสียงเรียก “คุณหนูเ้าคะ”
เหมยเซียวเหรินเก็บกระจกแล้วจึงออกมานอกเกี้ยว โบกมือให้สองสาวใช้ไม่ต้องประคองนางเป็ ‘บุรุษ’ มาสองปีทิ้งความนวยนาดไปตั้งนานแล้ว แม้จะสวมใส่เสื้อผ้าสตรีก็เคยชินที่จะสาวเท้าเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวก็เดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปในจวน
ผ่านประตูมา นางก็หวนกลับไปสู่ฐานะที่แท้จริงของนาง—เซียวเหมยคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเซียว
เหมยเซียวเหรินคือชื่อปลอมของนางยามปลอมตัวเป็บุรุษความจริงคือการสลับชื่อกับแซ่ แต่บิดาของนางเพิ่มตัวอักษร ‘เหริน’ ด้านหลังให้นาง บิดาไม่หวังให้นางมีชื่อเสียงได้จารึกในหน้าประวัติศาสตร์หวังเพียงให้นางเป็ขุนนางดีที่มีคุณธรรมรักใคร่ชาวประชาคนหนึ่งอย่าได้ถูกคนทั้งโลกรังเกียจเหยียดหยัน
นางรับตำแหน่งนายอำเภออยู่ที่อำเภอชิวสุ่ยแต่ว่าคนภายในจวนกลับรู้เพียงว่าคุณหนูใหญ่กลับบ้านเดิมที่เสวียนโจว
สาวใช้ที่เดินตามอยู่ด้านหลังพูดกับนางว่า “คุณหนูใหญ่กลับมาได้เสียทีเมื่อครู่นายท่านกำลังบ่นคิดถึงคุณหนูอยู่เลยเ้าค่ะ”
เหมยเซียวเหรินนิ่งเงียบ ก้าวเท้าเร็วดั่งลมไปยังโถงรับแขก สีหน้าจริงจังของนางทำให้เหล่าบ่าวรับใช้ที่ตามติดอยู่ด้านหลังไม่กล้าพูดมากอีก
เข้ามาในโถงรับแขก สายตาของเหมยเซียวเหรินมองตรงไปยังคนที่นั่งอยู่ตำแหน่งเ้าบ้านเดินไปยังด้านข้างของเขาแล้วนั่งลง พิงไปบนเก้าอี้แล้วถามว่า “ท่านพ่อ ท่านให้ข้ากลับมา คิดจะทำดั่งที่เขียนไว้ในจดหมายจริงหรือ”
จดหมายที่นางได้รับในตอนเช้าของวันนั้นแท้จริงแล้วเป็จดหมายจากทางบ้านเดิมทีเป็เื่ที่นางยินดียิ่ง แต่สิ่งที่เขียนบนนั้นกลับทำให้คนดีใจไม่ออก…
เหมือนกับที่โจวหู่พูดไว้ทั้งหมด ท่านพ่อของนางอยากให้นางเลือกบุรุษในงานเลี้ยงวันเกิดมาแต่งงานหรือไม่ก็เลือกคนก่อนหน้า
กลับกลายเป็ว่านางหลบซ่อนมาสองปี แต่เื่นี้ก็ยังไม่จบไป
“เสี่ยวเหมย พ่อหวังดีต่อเ้านะ เ้าเป็สตรี การเป็ขุนนางไม่ใช่แผนการระยะยาว”
“ท่านจะพูดอีกใช่หรือไม่ว่า หากปีนั้นข้าไม่ปฏิเสธความ้าของท่านไม่โวยวายเช่นนั้น ตอนนี้ท่านก็คงจะได้อุ้มหลานชายไปแล้ว” เหมยเซียวเหรินหัวเราะออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“ปีนั้นเ้าเพื่อที่จะไม่แต่งกับจื่อเฟิงยืนยันว่านับแต่นี้จะเป็ชายไม่เป็หญิง กลัวว่าพ่อจะขัดขวาง เ้ายังดึงดันทำตามใจตัวเองไปเป็ขุนนาง”ท่านพ่อเซียวถอนหายใจ “เวลานั้นเ้าเพิ่งจะสิบหกปีพ่อห้ามเ้าไม่ไหวจึงได้แต่ตามใจเ้า แต่ตอนนี้เ้าก็สิบแปดแล้ว จื่อเฟิงเด็กคนนั้นก็รอเ้ามาสองปี…”
เหมยเซียวเหรินยกถ้วยน้ำชา เป่าฟองอย่างไม่ใส่ใจ เลิกคิ้วขึ้น “เขายังไม่ทำใจอีกรึ”
“ตระกูลของเราทำการค้ามาหลายรุ่นเ้าสามารถปิดบังชื่อแซ่เป็ขุนนางเงียบๆ นับว่าเป็เื่ดีหากเ้าอยากจะเป็ต่อไปจริงๆ พ่อจะไม่ขวางเ้า แต่หากเ้าต้องแต่งงาน ไม่สู้แต่งกับคนที่รู้นิสัยและพื้นเพของเ้าแล้วสามารถเก็บความลับให้เ้าได้”
“ตอนนั้นข้ากล้าขัดขืน ตอนนี้ก็จะไม่ยินยอม” เหมยเซียวเหรินเบนสายตากลับมามองบิดา พูดอย่างจริงจังว่า “ท่านพ่อ อย่าพยายามเกลี้ยกล่อมข้าเลย”
“เสี่ยวเหมย…”
เหมยเซียวเหรินส่ายหัวอย่างจนปัญญา ครั้งหนึ่ง นางพยายามหนีจากเส้นทางของสตรีทั่วไปอย่างถึงที่สุดเสี่ยงชีวิตก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง เพราะว่าสิ่งที่ท่านพ่อของนางควบคุมไม่ได้ก็มีเพียงขุนนางเท่านั้น
แต่ว่าสองปีต่อมา ท่านพ่อของนางทำงานหาเงินได้ไม่น้อยแต่สมองยังคงดื้อดึงเหมือนเก่า ยังมีความคิดจะให้นางแต่งกับฉู่จื่อเฟิง
เหมยเซียวเหรินลุกขึ้นเดินออกไป เดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดลงยืนหันหลังอยู่หน้าประตูพูดกับบิดาว่า “ท่านพ่อข้ากลับมาเพราะอยากมาเยี่ยมท่าน ไม่ใช่กลับมาเลือกคู่”
นางกลัวว่าคำพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้จะทำร้ายจิตใจคนแก่ จึงถอยก้าวหนึ่งพูดว่า“อยากให้ข้าแต่งงานก็ใช่ว่าจะไม่ได้หากมีคนที่สามารถทำให้ข้ายอมละทิ้งอนาคตทั้งหมดด้วยตัวเองยอมดูแลสามีเลี้ยงลูกด้วยความสมัครใจ เช่นนั้นข้าก็จะแต่ง”
“เกรงว่าคนเช่นนี้เ้าจุดโคมไฟส่องก็ยากที่จะหาเจอ…”
เหมยเซียวเหรินหัวเราะอย่างจนปัญญา เป็ดั่งคาด ยังเป็ท่านพ่อที่เข้าใจนางรู้ว่านางใช้เื่ที่ไม่อาจเป็ไปได้มาเอาใจคนแก่เช่นเขา
“ลุงเซียว เหตุใดข้างนอกล้วนลือกันว่าลุงเซียวจัดงานวันเกิดเพราะอยากหาคู่ให้อาเหมยกัน”
คนยังไม่มา แต่เสียงมาถึงก่อนแล้ว
เหมยเซียวเหรินได้ยินเสียงนี้ก็ราวกับฝันร้าย กำลังคิดจะหลบหลีกแต่คนได้มายืนอยู่หน้าประตูเสียแล้ว ทำให้นางหนีไม่ทัน
“เสี่ยวเหมยเอ๋อร์ เ้ากลับมาแล้วหรือ”
เหมยเซียวเหรินมองฉู่จื่อเฟิงที่ดีใจเป็บ้าเป็หลัง สีหน้ายังคงเฉยเมยเช่นเดิมเบนสายตาไปมองทางอื่น ไม่ส่งเสียงใด เขียนความไม่สบอารมณ์ทั้งหมดไว้บนใบหน้า
“เสี่ยวเหมยเอ๋อร์ เ้าคงไม่อยากหาคู่จริงๆ หรอกใช่ไหม”
“แล้วเกี่ยวอันใดกับเ้ากันรึ”นางยิ้มเยาะ
“เ้าเป็สะใภ้ของข้า เหตุใดจึงจะไม่เกี่ยวกับข้า”
“ข้าจำไม่เห็นได้ว่าข้ากับเ้ามีความข้องเกี่ยวอะไรกัน!”
เสียงของเหมยเซียวเหรินเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง แต่ฉู่จื่อเฟิงกลับไม่ยอมถอย
“นายน้อยขอรับ” บ่าวรับใช้คนหนึ่งวิ่งมาอย่างรีบร้อน“ท่านประมุขเรียกให้นายน้อยกลับไปขอรับ”
“เขาช่างน่ารำคาญนักไม่เห็นหรือว่าน้องเสี่ยวเหมยของข้ากลับมาแล้ว”
บ่าวรับใช้รีบพูดว่า “นายน้อยมีคนมาตั้งสุสานบนพื้นที่ของตระกูลเราขอรับ ท่านประมุขและท่านลุงทุกท่านล้วนไปกันแล้วจึงเรียกให้นายน้อยไปด้วยขอรับ”
“อะไรนะ”
ฉู่จื่อเฟิงขมวดคิ้วพูดไม่ออก เห็นเซียวเหมยกำลังมองเขาอยู่ก็ยืดหลังตรงขึ้นมาทันที กำหมัดไออยู่สองสามครั้งก็พูดว่า “ใครกันกล้ามาหาเื่ในเขตของนายน้อยเช่นข้า คอยดูว่านายน้อยเช่นข้าจะถลกหนังของเขาอย่างไร!”
ฉู่จื่อเฟิงจงใจเพิ่มเสียงขึ้นเพื่อแสดงให้ใครเห็น ในใจของเหมยเซียวเหรินกระจ่างแจ้งนับแต่เห็นฉู่จื่อเฟิง ใบหน้าเ็าของนางก็ไม่เคยละลายเลย นางทำเป็ไม่เห็นท่าทางสง่าผ่าเผยที่ฉู่จื่อเฟิงแสดงออกมาด้วยซ้ำ
“เสี่ยวเหมยเอ๋อร์ ในตระกูลเกิดเื่ ข้าต้องกลับไปก่อนรอให้ข้าจัดการเ้าคนรนหาที่ตายนั่นเสร็จแล้วจะมาหาเ้าอีกนะ”
เหมยเซียวเหรินไม่ใส่ใจเช่นเคยฉู่จื่อเฟิงถึงได้โอ้อวดอย่างสง่าผ่าเผยต่อไป ตระกูลฉู่ตกต่ำมาหลายปีคนในตระกูลโรยรา เขาคนนี้เป็นายน้อยของตระกูลประมุขที่เหลือแต่ชื่อไร้ซึ่งตัวตนทุกวันทำได้แต่เื่ประเภทข่มเหงคนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น จะไปจัดการใครได้เช่นนั้นหรือ
“เสี่ยวเหมยเอ๋อร์ เ้าจะต้องรอข้านะอย่าเพิ่งรีบกลับไปบ้านเกิด”
“ไปเถอะ รีบไปเสียที!”
“ได้ ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมา”
ฉู่จื่อเฟิงจากไปในพริบตา เหมยเซียวเหรินยืนพิงประตู ยกมือขึ้นพูดเรียบๆว่า “ท่านพ่อ คนเช่นนี้ท่านก็อยากให้ข้าแต่งด้วยหรือ”
“จื่อเฟิงเขาดูถูกเหยียดหยามคนไปบ้างแต่ตระกูลฉู่เป็ตระกูลสูงศักดิ์ของที่นี่ ยิ่งกว่านั้น ยามที่พ่อออกจากเสวียนโจวมาที่นี่ยังเยาว์นักไม่มีอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะประมุขตระกูลฉู่จิตใจดีช่วยเหลือไว้พ่อจะเลี้ยงเ้าไหวหรือ”
“ข้ารู้ ตระกูลฉู่มีบุญคุณกับคนแก่เช่นท่านแต่ว่าท่านพ่อหลายปีมานี้ท่านก็ตอบแทนบุญคุณพวกเขาไปไม่น้อยหากไม่ได้ท่านช่วยเหลืออยู่ตลอด ตระกูลฉู่ก็ล่มสลายไปนานแล้ว”
“เสี่ยวเหมย พ่อเคยสอนเ้า บุญคุณเท่าหยดน้ำขอตอบแทนเท่าน้ำพุ”
“เช่นนั้นก็ควรมีขอบเขตท่านไม่เพียงแค่ตอบแทนเท่าน้ำพุ แต่ท่านแทบอยากจะมอบทั้งหมดให้ผู้อื่น” เหมยเซียวเหรินเดินกลับมานั่งในห้องโถง หน้าเครียดพูดอย่างเยือกเย็นว่า “ท่านอยากตอบแทนบุญคุณก็เป็เื่ของท่าน ท่านจะควักทุกอย่างของบ้านเราให้ผู้อื่นข้าก็ไม่คัดค้านแต่ข้าจะเลือกทางของข้าเอง”
“เสี่ยวเหมย ถ้าเ้าไม่อยากแต่งกับจื่อเฟิงจริงๆเช่นนั้นก็ทำตามที่พ่อพูด มองๆ ดูในงานเลี้ยงวันเกิด เ้าชอบใครพ่อล้วนไม่คัดค้าน”
เหมยเซียวเหรินมองเห็นความคาดหวังและกังวลใจในดวงตาของบิดา นางคิดว่าบิดาของนางน่าจะได้รับความอ้างว้างจากการที่ครอบครัวแตกแยกมามากดังนั้นจึงกลัวว่านางจะอ้างว้างไปตลอดชีวิต
พูดได้ว่าที่พวกเขาพ่อลูกมีวันนี้ได้ ล้วนต้องขอบคุณ ‘ญาติ’ ที่เสวียนโจวทั้งสิ้น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306