บทที่23วสันต์แรกพร้อมภัยซ่อนเร้น
บนชะง่อนหินผา ร่างของอวิ๋นเซ่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาเนื่องจากหยาดฝนที่โปรยปรายจากฟากฟ้าชะโลมลงใบหน้าของมันก่อนหน้าที่มันจะหลับไหลผืนนภาแห่งนี้ยังพึ่งประดับประดาไปด้วยดอกไม้ไฟอันงดงามแท้ๆมิรู้วันเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ท้องนภาจึงแปรเปลี่ยนเป็หยาดฝนแทน และไม่รู้นานเท่าไหร่แล้วที่เฒ่าเร่ร่อนผู้นั้นจากไป
การจากไปของเฒ่าเร่ร่อนมิได้จากไปโดยเปล่าท่านยังได้มอบสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็แหล่งหลบภัยให้แก่อวิ๋นเซ่อ ทั้งยังได้มอบสิ่งของอันเป็ปริศนาที่ซุกซ่อนใต้ผืนผ้ามิดชิดชายหนุ่มมิอาจรู้ใด้ว่าภายใต้ผืนผ้าที่ห่อคลุมนี้จะเป็สิ่งใด มันคิดลองเปิดดูแต่ก็เกรงว่าพอเปิดออกเฒ่าเร่ร่อนจะมาลากตัวมันไปด้วย เช่นนั้นความคิดที่อยากจะรู้จึงถูกระงับลงไป แต่ที่ทำให้อวิ๋นเซ่อบังเกิดความตื่นเต้นยินดีมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นประกายแสงสีขาวสิ่งสุดท้ายที่เฒ่าเร่ร่อนประทับลงบนดวงจิตของมันก่อนจากสิ่งนี้เปรียบเสมือนใบเบิกทางให้มันก้าวสู่ขุมพลังที่เรียกว่าเพลิงปราณ เฒ่าเร่ร่อนถึงกับสามารถสร้างเส้นทางสู่วิถีพลังเพลิงปราณให้แก่มันได้เพียงแค่ปลายนิ้ว
“เฒ่าเร่ร่อน ท่านเป็ยอดคนจากสารทิศใดกัน"
แต่เห็นอยู่หลัดๆ ภายในห้วงมโนจิตว่าประตูสู่วิถีเพลิงปราณแง้มรออยู่ตรงหน้าแท้ๆทว่าอวิ๋นเซ่อกลับมิรู้วิธีที่จะเอื้อมมือไปเปิดออกแม้แต่น้อย ในห้วงแห่งความนึกคิดที่เฒ่าเร่ร่อนประทับลงก็มิได้อธิบายไว้แม้เพียงครึ่งคำนี่แสดงให้เห็นว่าเฒ่าเร่ร่อน้าบอกว่าตนก็สามารถนำพามันไปสู่วิถีแห่งเพลิงปราณได้ถ้ามันเปลี่ยนใจและนี่ก็เป็การกระทำให้ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกที่้า แล้วท่านก็จากไปพร้อมกับเอ่ยประโยคสุดท้ายนั่น
อวิ๋นเซ่อล้วงสิ่งของที่เฒ่าเร่ร่อนมอบให้ขึ้นมาจ้องมองอีกครั้งคนพึมพรำแ่เบา
“ช่างเป็ตาเฒ่าที่ร้ายกาจจริงๆ…..แต่ข้าคงต้องขอทำตามปณิธานซักครั้ง หากไร้ซึ่งหนทางจริงๆ ข้าจะนึกถึงความเมตตาของท่านเป็คนแรก”
กล่าวจบคนก็เก็บสิ่งของดังกล่าวลงในอกเสื้อทันทีขณะเดียวกันฝนที่ตกลงมาก็ดูท่าจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ ตอนนี้คงย่างเข้าวสันตฤดูเป็ที่เรียบร้อยแล้วและนั่นย่อมหมายความว่าวันเวลาแห่งการสอบคัดเลือกมือปราบเหลืออีกประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้นอวิ๋นเซ่อยังยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน คนมิได้หาที่กำบังแต่อย่างใด มันกำลังยืนหลับตาทำจิตสมาธิดึงรั้งรวบรวมพลังธรรมชาติที่มากับสายฝนแรกแม้พลังธรรมชาติจะไม่มากมายนัก แต่ก็นับว่าเป็พลังที่สดใหม่แลบริสุทธิ์เนื่องจากมันพึ่งเกิดการควบแน่นแลบังเกิดเป็หยาดน้ำมาได้มินานยังไม่ถูกกฏเกณฑ์ของโลกนี้ชะล้างให้หม่นหมอง
อวิ๋นเซ่อทางหนึ่งทำสมาธิดึงรั้งพลังธรรมชาติเพื่อฝึกฝนแลเพิ่มพูนพลังญาณไปในกายทางหนึ่งก็ครุ่นคิดหาแนวทางที่จะฝ่าประตูสู่วิถีเพลิงปราณตรงหน้า ในความคิดของชายหนุ่มตอนนี้ไม่มีคำว่าเป็ไปไม่ได้เพราะมันประสบกับเหตุการณ์ปาฏิหาริย์มานักต่อนัก แรกเริ่มมันเป็ผู้ที่มีเส้นชีพจรลมปราณหนาแลตีบตันไม่มีทางฝันถึงเื่การฝึกพลังยุทธ์และพลังเพลิงปราณได้ สุดท้ายใครจะคาดคิดว่ามันก็ยังได้วาสนาจากบุรุษพิการผู้หนึ่งในการสร้างเส้นชีพจรลมปราณขึ้นมาใหม่ถึงแม้จะเป็เส้นชีพจรที่ธรรมดาสามัญก็ตาม แต่นั่นก็เปิดโอกาสให้มันสามารถฝึกทั้งพลังยุทธ์และพลังเพลิงปราณได้
เื่พลังยุทธ์แน่นอนว่าย่อมไม่มีปัญหาสำหรับคนที่มีภูมิปฏิภาณล้ำเลิศอย่างชายหนุ่มแต่ทว่าเื่พลังเพลิงปราณมันกลับไม่เห็นหนทางที่จะไปถึงแม้เพียงนิด การจุดติดไฟหรือฝึกปรือเพลิงปราณของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันมันเคยขอคำชี้แนะจากอู๋เฉาหยุนแต่เมื่อมาทดลองทำความเข้าใจจริงๆ กลับมิประสบผลสำหรับมันอู๋เฉาหยุนยังแนะนำว่ามีเพียงยอดยุทธ์เพลิงปราณระดับสูงไปแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถชี้แนะแนวทางการฝึกที่เหมาะสมแลถูกต้องในแต่ละความจำเพาะของการไหลเวียนพลังลมปราณของแต่ละคนได้หรืออีกวิธีหนึ่งก็ต้องอาศัยปาฏิหาริย์หรือโชคชะตารวมถึงระยะเวลาอันเหมาะสมเท่านั้นซึ่งและแล้วอวิ๋นเซ่อก็ประสบพบเจอกับโชควาสนาเข้าจริงๆ วิถีพลังเพลิงปราณที่อยู่ไกลเกินเอื้อมยากไขว่คว้าถึงสำหรับมันเฒ่าเร่ร่อนมิทราบที่มาผู้หนึ่งกลับสามารถจุดประกายแสงแห่งความหวัง สร้างประตูสู่เส้นทางวิถีเพลิงปราณแก่มันได้ทั้งประตูนี้ยังอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม คิดไปแล้วมันก็นับว่าเป็บุคคลที่มีโชควาสนายิ่งนักเส้นชีพจรลมปราณพิการ ก็มีคนเสียสละสร้างขึ้นให้ใหม่ ไม่รู้จักเพลิงปราณ ก็บังเอิญมีคนถูกชะตาแลมอบเส้นทางให้
แต่คนอย่างอวิ๋นเซ่อก็ไม่คิดที่จะงอมืองอเท้าคอยแต่โชควาสนาหรือปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวในเมื่อประตูเส้นทางสู่วิถีแห่งเพลิงปราณผุดขึ้นเช่นนี้ มันก็จะต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อก้าวสู่เส้นทางวิถีแห่งเพลิงปราณให้ได้ต่อให้จะยากเย็นยิ่งกว่าแบกูเาข้ามมหาสมุทรก็ตาม!
เป็เวลากว่าครึ่งค่อนวัน เมื่อการรวบรวมพลังญาณมาถึงทางที่มิอาจเดินต่อไปได้อีกอวิ๋นเซ่อค่อยละสมาธิจากการดึงรั้งพลังธรรมชาติ คนทุ่มพลังจิตทั้งหมดไปที่ประตูอันขาวโพลนในห้วงมโนจิตเป็จุดเดียวไม่ว่าจะมองมุมไหน ไม่ว่าจะค้นหาสิ่งผิดแผกใด มันก็ยังไม่พบสิ่งที่จะนำพาไปสู่ปริศนาที่จะไขประตูเบื้องหน้าได้
“เฒ่าเร่ร่อนเอ๋ย ท่านสร้างมันขึ้นมาเพื่อล่อให้ข้าเปลี่ยนใจคิดติดตามท่านแต่ข้าจะทำให้ท่านแปลกใจบ้าง ข้าจะหาทางทะลวงผ่านประตูนี้ให้จงได้ ข้าจะไม่ยอมแพ้แน่”
ั์ตาอันกระจ่างใสถึงคราวลืมตื่นขึ้นอวิ๋นเซ่อหยุดความคิดของตนและหยุดค้นหาหนทางสู่การทะลวงผ่านประตูสู่เส้นทางการฝึกเพลิงปราณในทันใดสายตาของมันจ้องไปทางทิศใต้บริเวณยอดเขาอีกฝั่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นได้มีเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งพุ่งฝ่าสายฝนมาอย่างรวดเร็วอวิ๋นเซ่อจ้องมองผืนนภาพบว่าเป็ยามเฮ่ยอานที่ค่อนข้างดึกสงัด ยามเฮ่ยอานที่มีฝนตกโปรยปรายเช่นนี้ใครยังคิดเดินทางยามนี้อีก
ด้วยความสงสัยอวิ๋นเซ่อจึงเคลื่อนกายไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งชะโงกคอจ้องมองไปยังคนชุดดำทั้งห้าที่กำลังทะยานกายด้วยวิชาตัวเบาอย่างรวดเร็ว พวกมันะโขึ้นลงอีกเพียงเจ็ดครั้งก็บรรลุถึงเพิงหินแห่งหนึ่งซึ่งตรงนั้นมีคนรออยู่ก่อนแล้ว อวิ๋นเซ่อพินิจมองฝ่าสายฝน ยามเฮ่ยอานที่มืดมิดแลฝนตกโปรยปรายเช่นนี้ยากที่จะมองเห็นใบหน้าของคนได้อย่างชัดตาแต่สำหรับสายตาที่แหลมคมสามารถแยกรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างดีเลิศของมัน ทำให้มันทราบว่าผู้ที่ยืนอยู่ใต้เพิงหินเป็บุรุษหนุ่มที่มันพึ่งมีเื่กันเมื่อไม่นานมานี้
“มันมาทำอะไรที่นี่?"
อวิ๋นเซ่อพึมพำขึ้นแ่เบาราวเสียงแมลงหวี่ในอีกความคิดหนึ่งหรือมันผู้นั้นกำลังตามล่าหาตนเพื่อแก้แค้นที่ถูกตนหลอกด่าต่อหน้าธารกำนัลอวิ๋นเซ่อจึงทำสมาธิให้นิ่งสงบ ก่อนเงี่ยหูฟังถึงบทสนทนา แต่ด้วยระยะที่ค่อนข้างไกลห่างพร้อมด้วยเสียงซ่าซ่าจากห่าฝนจึงทำให้ชายหนุ่มมิอาจยินเสียงที่ถนัดและยากจับใจความ
ที่แนวเขตเมืองหลวงทางทิศเหนือพาดผ่านทิศตะวันตกมีเขาสูงลูกหนึ่งทอดยาวกั้นขวางกินพื้นที่ไปไกลหลายสิบลี้คล้ายดั่งกำแพงธรรมชาติดำรงอยู่ที่นั่นเป็สถานที่อันเงียบสงบเนื่องเพราะไม่ค่อยมีผู้ใดย่างกราย ทว่าตอนนี้ที่ใต้เพิงหิน้าของยอดเขากำลังมีกลุ่มคนจำนวนหกคนยืนสนทนากันอยู่ ในจำนวนนั้นมีอยู่ห้าคนที่ก้มหัวทำความเคารพบุคคลที่รออยู่ใต้เพิงหินนานแล้วแสดงให้เห็นว่าคนผู้นั้นต้องมีฐานะที่ไม่ธรรมดาแน่แท้ ซึ่งคนผู้นั้นก็มิใช่ใครที่ไหนเป็ฟู่หวิน หัวหน้าหน่วยบัญชาใต้หล้า แดนเทพอัคคีนั่นเอง
“พวกเ้ามีข่าวใดจะแจ้ง ว่ามา"
คนชุดดำผู้แรกกล่าวขึ้น “เรียนท่านหัวหน้าหน่วย นับว่าโชคชะตาเข้าข้างท่านแล้ว"
ฟู่หวินขมวดคิ้ว“เื่อะไร”
คนชุดดำอีกผู้กล่าวขึ้น
“หน่วยของพวกเราที่แฝงตัวอยู่ทั่วแผ่นดินใหญ่แจ้งข่าวมาว่าเชื้อสายตระกูลอวิ๋นสายรองคนสุดท้ายอยู่ที่นี่!”
ฟู่หวินสาดประกายตาเจิดจ้า
“บทจะยากก็ยากแทบพลิกแผ่นดิน แต่บทจะเจอก็บังเอิญราวกับปาฏิหาริย์…..ดี ข้าจะได้สะสางภารกิจให้จบสิ้นเสียที! อาจารย์คงรอนานแล้ว”หยุดกล่าวเล็กน้อยก่อนที่มันจะหันไปถามบุคคลชุดดำอีกผู้
“แล้วเื่ที่ข้าใช้ให้เ้าไปทำเล่า”
บุคคลชุดดำผู้นั้นกล่าวตอบ
“ข้าแจ้งสาส์นของท่านถึงท่านทูตอัคคีแล้วโดยท่านทูตอัคคีเองก็ไม่มีปัญหา ท่านทูตอัคคีแจ้งว่าจะส่งศิษย์เอกให้ร่วมมากับท่านหัวหน้าด้วยขอรับ”
ฟู่หวินพึมพำขึ้นแ่เบา“ท่านทูตอัคคีจะส่งนางมาหรือ” ก่อนจะยกยิ้มอย่างชั่วร้ายขึ้น
“ดี การตัดสินใจมายังเมืองหลวงของข้าครั้งนี้นับเป็วาสนาจริงๆฮ่าฮ่าฮ่า”
เหล่าคนชุดดำต่างกล่าวเยินยอฟู่หวิน
“ท่านหัวหน้าหน่วยนับเป็ผู้มีวาสนา และได้รับความเมตตาจาก์อย่างแท้จริง”
“ถูกต้อง มิว่าท่านจะคิดอะไร จะตัดสินใจทำสิ่งใดก็มักได้รับการส่งเสริมจาก์อยู่เสมอ"
“ภายภาคหน้าท่านจะต้องมีวาสนาขึ้นสู่จุดสูงสุดของแดนเทพอัคคีเป็แน่”
ฟู่หวินได้ยินเช่นนั้นก็บังเกิดความหยิ่งผยองลำพองใจคนหัวเราะเสียงดังลั่นด้วยความพึงพอใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
ก่อนที่มันจะรู้สึกคล้ายดั่งว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาจากทางทิศเหนือเสียงหัวเราะจึงหยุดชะงัก ประกายตาที่แฝงด้วยจิตสังหารจึงส่งไปยังที่นั่นทันที
“ผู้ใด!"
แต่แล้วมันกลับพบว่าที่แห่งนั้นมีเพียงธาตุอากาศอันเวิ้งว้างเป็บริเวณหน้าผาขาดที่นอกจากสัตว์ปีกแล้วก็คงมิอาจมีสิ่งมีชีวิตใดดำรงอยู่ได้ มันจึงมิได้คิดสิ่งใดอีกคนละจิตสังหารกลับมาทันที เหล่าคนชุดดำกล่าวขึ้น
“ที่หน้าผาขาดแห่งนั้นมีอะไรหรือขอรับ”
“ข้าเห็นเพียงธาตุอากาศกับหุบเหวลึกด้านล่าง"
ฟู่หวินส่ายศีรษะ“ไม่มีอะไร พวกเ้าไปได้แล้ว ข้าจะฝึกสมาธิต่อ” การที่มันหลบมายังยอดเขาที่สงบแลห่างไกลผู้คนแห่งนี้ ก็เพื่อมาสงบจิตสงบใจที่ก่อนหน้ามันได้เสียมรรคจิตที่สงบเยือกเย็นไปเพราะมดปลวกที่ไม่ควรค่ากับมันตนหนึ่งแต่มันจะรู้หรือไม่ว่ามดปลวกที่มันหมายถึงตนนั้นกำลังอยู่ในสถานที่ที่ไม่ห่างไกลจากมันเท่าใดนักและมดปลวกตนนั้นก็กำลังแอบฟังการสนทนาของมันอยู่
อวิ๋นเซ่อรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูกสันหลังเมื่อถูกประกายตาที่แฝงมาด้วยจิตสังหารอันแรงกล้าของฟู่หวินกระทบต้องบุรุษหนุ่มผู้นั้นถึงมันจะหยิ่งยโสถือดี แต่ด้านพลังยุทธ์ของมันก็นับว่าควรค่าแก่การถือดีอยู่ไม่น้อยหากให้เทียบพลังฝีมือกับตนตอนนี้ก็คงห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว ตนไม่ใช่คู่มือของมันเลยจริงๆ
ฝู่…. อวิ๋นเซ่อเป่าปากด้วยความโล่งอก ในใจก็ครุ่นคิดวุ่นวาย
“ดีที่ได้สถานที่อันแปลกพิสดารนี้ของเฒ่าเร่ร่อนช่วยไว้…..ว่าแต่พวกมันเอ่ยถึงตระกูลอวิ๋นทำไมกัน หรือมันคิดสืบเื่ของเราเพื่อหาทางเอาคืน…..อวิ๋นเซ่อเอ๋ย เ้ามิใช่อวิ๋นเซ่อผู้ที่อยู่ในความฝันนะ ที่เ้าจะคัดง้างกับผู้ใดก็ได้จนกว่าจะสอบมือปราบคงต้องระวังตัวให้ดีไปก่อน และนี่ยิ่งเป็อีกหนึ่งเหตุผลที่เราจะต้องเป็มือปราบให้ได้อย่างน้อยก็อาจช่วยกันมิให้มันมาวุ่นวายกับเรา หรือจนกว่าเราจะแข็งแกร่งขึ้น!"