[พรรคมาร]
“ศิษย์พี่หลิว่นี้ท่านเป็อะไรไป” เฟ่ยหรันถามอีกฝ่ายหลังจากการประลองบนสนามเสร็จสิ้น หลิวเหว่ยเป็ศิษย์เอกของพรรคมารที่กำลังเข้าร่วมการประลองแย่งชิงตำแหน่งประมุขพรรคมาร
ชายที่ล้มลงบนสนามเมื่อครู่คือศิษย์พรรคมารสายพิษกู่ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องรอบสนาม ศิษย์คนอื่นที่ยังไม่ได้ประลองต่างพากันจ้องเขม็งไปยังหลิวเหว่ยที่เหิมเกริมขึ้นทุกวันทั้งที่ยังไม่ได้เป็ประมุข
การประลองของวันนี้จบลงที่หลิวเหว่ยชนะขาดลอยทุกคน แต่ยังไม่ถึงรอบตัดสินการเป็ประมุขจึงได้เวลาพักผ่อนออกไปอีกพักใหญ่
สายตาว่างเปล่าของหลิวเงยมองท้องฟ้าพร้อมกับกำกระบี่ในมือแน่น หลายวันก่อนเขากลับมาเกิดใหม่ในวัยที่กำลังจะขึ้นเป็ประมุข
หาก์ให้โอกาสเขาอีกครั้งจริง เขาหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตกับก้งเยว่อีกครั้งแต่เพราะนิสัยบ้าดีเดือดของตัวเองในชาติก่อนทำให้สร้างศัตรูไว้มาก การจะบุ่มบ่ามไปตามหาก้งเยว่เลยจะเป็การนำพาเื่เลวร้ายไปหาอีกฝ่ายเสียมากกว่าดังนั้นจึงต้องรีบจัดการทุกอย่างให้ได้โดยเร็ว
ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของก้งเยว่ชาติก่อนจะดับวูบในชาติก่อนทำให้เขาหน่วงในหนักอย่างบอกไม่ถูก ความเป็ห่วงที่ปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียวมากกว่าความอาลัยอาวรณ์ในชีวิตเสียอีก
“หรัน ๆ ข้าจะออกไปข้างนอกสักพัก ฝากเ้าด้วย” หลิวเหว่ยใช้หางตามองเหล่าศิษย์ผู้หญิงที่พากันโวยวายเตรียมจะกรูกันเข้ามาหา
“ศิษย์พี่หลิว ท่านแปลกไปจริง ๆ ผู้หญิงพวกนั้นเป็ของท่านทั้งนั้นจะมาโยนให้ข้าไม่ได้นะ” เฟ่ยหรันโวยวายเมื่อหันไปเจอสายตาจ้องจะกินเืกินเนื้อของพวกนางที่มองมาที่เธอยามอยู่ใกล้หลิวเหว่ย
เขายอมรับว่าชาติก่อนความเสเพลเื่สุรานารีมากพอที่จะถูกเรียกว่าหนุ่มเ้าสำราญแต่เพราะการพบเจอใครบางคนทำให้เขาเข้าใจการถูกเติมเต็มช่องว่างในหัวใจอย่างแท้จริง
“บอกพวกนางอย่ามาวุ่นวายกับข้าอีก” ไม่ทันรอให้เฟ่ยหรันตอบรับเขารีบควบม้าออกไปจากบริเวณนั้นทันทีทิ้งให้เธอต้องปวดหัวคนเดียว
ถ้าเื่ทั้งหมดจบลงและเขาได้เป็ประมุขพรรคอีกครั้งเขาจะต้องหาทางถอนรากถอนโคนต้นเหตุความเข้าใจผิดของชาติที่แล้วให้ได้เพื่อไม่ให้ก้งเยว่ต้องเ็ปเช่นนั้นอีก
เหลือเวลาหลายปีก่อนที่จะได้เจอก้งเยว่เหมือนชาติก่อนคงจะมากพอให้จัดการโศกนาฏกรรมที่พรากเขาออกจากกันด้วยความตาย
การจบชีวิตของเขาด้วยกระบี่ของก้งเยว่เป็ความปรารถนาของตัวเอง เขาไม่เคยนึกโกรธเลยแม้แต่น้อยขอเพียงใบหน้างดงามนั้นไรน้ำตาเป็พอ
หลิวเหว่ยคล้ายมีความรู้สึกบางอย่างในใจระหว่างที่ใช้สมองคิดหาทางแก้ปัญหาวุ่นวายที่ตนสร้างไว้ให้หมด ข่าวลือเล็ก ๆ เื่นักพรตชุดขาว ความเมตตาที่มีต่อโจร ความงดงามของคมกระบี่แต่น่าเกรงขามราวเหล็กที่ผ่านการหล่อมานาน ข่าวลือประหลาดนี้ชวนให้คิดถึงภาพชายในความทรงจำกับกระบี่สีขาวในมือเขา
แม้จะเป็ไปไม่ได้ที่ในสถานการณ์นี้หรือเวลานี้จะเจอกันได้แต่เขากลับเร่งควบม้าให้เร็วขึ้นมุ่งไปยังที่ไหนสักแห่งที่โชคชะตาจะนำทางไปเจอ
ใช้เวลาอยู่วันหนึ่งเต็ม ๆ สำหรับการออกนอกเขตเมืองฉู่แต่นับว่าเร็วเพราะตลอดเส้นทางไม่ค่อยมีใครกล้าที่จะเข้ามาวุ่นวายกับชายที่ใส่ชุดของสำนักวิชามารเท่าไหร่นัก
หลิวเหว่ยชะลอฝีเท้าม้าลงเพราะตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าอีกอย่างพื้นที่ป่าบริเวณโดยรอบค่อนข้างชันและลำบากในการสัญจรเพราะไม่ใช่เส้นทางของชาวบ้านทั่วไปนัก
“?” หลิวเหว่ยแปลกใจนักที่ในป่าห่างไกลหมู่บ้านกลับมีม้าผูกไว้หนึ่งตัว ป่าลับที่ต้องควบม้าจากแคว้นฉู่มาหนึ่งวันเต็มกลับมีใครเข้ามาเห็นสถานที่ที่เขาเก็บไว้เป็ความทรงจำของคนรัก
เขาลงจากหลังม้าเดินเข้าไปในป่ารกเบื้องหน้า ใบหน้าเรียบนิ่งของหลิวเหว่ยบึ้งตึงเล็กน้อยรีบสาวเท้าไปหาเ้าของม้าที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาในที่ส่วนตัวของเขากับก้งเยว่ เดินเข้าไปเรื่อย ๆ ดวงตาคู่ดำสนิทของเขาพบเข้ากับร่างของชายที่ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้ ผมที่สั้นกว่าในความทรงจำก่อนตายแต่ยาวมากพอที่จะอยู่กลางหลัง ริมฝีปากอวบอิ่มสีอ่อน ดวงตาใสน่ามองทุกสิ่งอย่างที่เขาจำไม่ลืมฉายชัดอยู่เบื้องหน้า
ดวงตาเบิกกว่าพร้อมกับที่หน้าอกคล้ายพายุคลั่งมองท่าทางก้ม ๆ เงย ๆ ของก้งเยว่ คำถามมากมายถาโถมเข้ามาจนแทบจะะเิ
เขายืนแน่นิ่งมองอยู่เช่นนั้นพักใหญ่ ไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากพูดอะไรออกไปให้อีกฝ่ายได้ยินเพราะกลัวว่าจะทำให้ใหนีไปเหมือนกระต่าย
“เ้าอยากได้มันหรือ” เขาต้องข่มความปรารถนาที่จะไม่วิ่งเข้าไปกอดอีกฝ่ายไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ปรับสีหน้าท่างของตัวเองให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
สายตาของพวกเขาทั้งคู่สบกัน เขาทำตัวไม่ถูกเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักตัวเองจึงทำได้เพียงมองพฤติกรรมอีกฝ่ายอย่างคาดหวังนิ่ง ๆ บวกกับหัวใจที่สูบฉีดแรงจนคล้ายว่ามันจะหลุดออกมายิ่งทำให้เขากลัวจะทำตัวน่าเกลียดจนทำลายความประทับใจแรกไปจากคนตรงหน้า
ปลอกกระบี่เปื้อนโคลนของก้งเยว่ทำให้หลิวเหว่ยหงุดหงิดไม่น้อยเพราะมันทำให้ชุดสวย ๆ ของอีกฝ่ายเปื้อนไปด้วย
“ขะ ข้าชื่อหู ก้งเยว่ ท่านเดินผ่านมาหรือ” น้ำเสียงตะกุกตะกักของก้งเยว่เกือบทำเขาหลุดขำแต่มันทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าต้องเริ่มสร้างความทรงจำใหม่กับก้งเยว่อีกครั้ง
“...”
“ไม่เป็ไร ท่านไม่อยากบอกข้าก็ไม่เป็ไร” ก้งเยว่เกามือแก้เขิน พอจะรู้อยู่บ้างว่าหลิวเหว่ยไม่ใช้คนที่จะพูดคุยกับคนแปลกหน้า
“ข้าหลิวเว่ย ข้าไม่ได้ผ่านมา ข้าตั้งใจมาดูดอกบัวแต่สงสัยจะมาผิดฤดู” เขาหลุดออกจากภวังค์ใบหน้างามในอดีตชาติกับปัจจุบันที่ซ้อนทับกันรีบตอบคำถามอีกฝ่ายทันที
“ฮ่า ๆ มีคนไม่รู้ฤดูด้วยหรือ” ก้งเยว่หัวเราะร่วนกับคำตอบหน้าตายของว่าที่ประมุขพรรคมาร หลิวเหว่ยยกยิ้มมุมปากหลุดเข้าไปในภวังค์เสียงหัวเราะของคนตรงหน้า
“ท่านแซ่หลิวเหรอ” เขาแสร้งถามไปโดยที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายกำพร้า
“ไม่ใช่ ข้าไม่มีแซ่”
“ไม่แปลก ข้าหนีออกจากตระกูลหู อีกเดี๋ยวก็ถูกขับไล่ ไม่มีแซ่เหมือนเ้า ฮ่า ๆ ”
“หมายความว่าไง” เสียงเรียบนิ่งเ็าลงอย่างชัดเจน
“ข้าหนีออกจากตระกูล ข้าไม่มีที่ไป” ก้งเยว่ตั้งใจพูดเช่นนั้นเพราะคาดหวังการเชิญชวนหรือพูดคุยที่ยาวขึ้น
“ทำไม” น้ำเสียงทุ้มต่ำคล้ายถามอย่างขอไปทีแต่ความจริงแล้วหลิวเหว่ยกำลังไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ยิน เวลานี้ของชาติก่อนก้งเยว่ยังไม่ได้เป็ประมุขแต่ไม่เคยได้ยินอีกฝ่ายเล่าเลยว่าต้องมาอยู่ลำพังในป่าเช่นนี้หากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและใครเป็ผู้ทำเขาจะตามไปเอาคืนให้สาสม
“ข้าถูกวางตัวให้เป็ประมุขพรรคชิวหลิงลู่ แต่ข้าไม่้าจึงหนีมา ฮ่า ๆ ๆ” เขาหัวเราะกลบเกลื่อนความผิดและที่สำคัญเขาเลือกที่จะเล่าความจริงออกไปเพื่อดึงความสนใจจากฝ่ายตรงข้าม
“เ้าเชื่อคนง่ายเกินไป” หลิวเหว่ยข่มอารมณ์ไว้ไม่ให้แสดงออกว่ากำลังเป็ห่วงมากแค่ไหน และที่สำคัญถ้านี่เป็การเจอกันครั้งแรกในชาตินี้การที่ก้งเยว่ยอมเล่าว่าตัวเองเป็ใครมีฐานะเช่นไรจะนำภัยมาสู่ตัวเอง หากคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เขาเล่า ก้งเยว่อาจจะถูกลอบทำร้ายหรือจับตัวไปแล้ว
“ข้าไม่ได้เชื่อคนง่ายเสียหน่อย” ก้งเยว่รีบโต้แย้ง
“เ้ายังไม่รู้เลยว่าข้าเป็ใคร กลับบอกว่าตัวเองเป็ใครั้แ่บอกชื่อแซ่กับข้าแล้ว” หลิวเหว่ยตำหนิความประมาทของอีกฝ่ายเพราะกลัวว่าจะมีภัยมาหาตัว
“อาจจะฟังดูแปลกที่เราเพิ่งจะเคยเจอกันแต่ข้าแค่เชื่อใจท่าน” ก้งเยว่เสียงอ่อนสายตาที่เคยแข็งขืนหลุบลงต่ำคล้ายกำลังรับคำสอนจากผู้ใหญ่
“...” หัวใจหลิวเหว่ยอ่อนยวบอยากถลาเข้าไปกอดให้รู้แล้วรู้รอดไม่เคลือบแคลงในคำพูดแสนหวานนั้นสักนิด
“ขะ ข้าหมายถึง แม้เราจะเพิ่งรู้จักกันแต่ลึก ๆ แล้วข้ารับรู้ได้ว่าท่านเป็คนที่ข้าเชื่อใจได้” ก้งเยว่นึกขึ้นได้ว่าคำพูดกำกวมก่อนหน้ากับคนแปลกหน้าไม่ว่าจะมองยังไงก็น่าสงสัยเหมือนมีอะไรแอบแฝงจึงรีบหาคำแก้ตัว
“...” หลิวเหว่ยมองพฤติกรรมน่าหยอกของอีกฝ่ายแต่ทำได้เพียงข่มมันไว้ เดิมทีก้งเยว่มีนิสัยแข็งนอกอ่อนในยามเจอคนไม่รู้จักจะดูเหมือนคนหยิ่งยโส คุณชายผู้สูงศักดิ์พูดจาดุดันสมกับเป็ประมุขพรรคชิวหลิงลู่แม้กระทั่งเจอกันครั้งแรกในชาติก่อนก็บาดหมางกันถึงขั้นเกือบจะลงมือลงไม้
หลิวเหว่ยมองท่าทางออดอ้อนตรงหน้าแล้วเหมือนสติจะขาดหรือเพราะยามนี้ก้งเยว่ยังเด็กมากนักจึงแสดงพฤติกรรมน่ารักเช่นนี้ต่อหน้าเขาั้แ่แรกเจอ
ความเงียบเข้าครอบงำทั้งคู่ ก้งเยว่ตื่นเต้นเสียจนไม่กล้ามองอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำส่วนหลิวเหว่ยก็ไม่อาจละสายตาไปจากใบหน้าลนลานตรงหน้าได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาที
“แล้วว่าที่ประมุขพรรคพอใจสระบัวแห้งเช่นนั้นหรือ” หลิวเหว่ยพึงใจที่จะได้ต่อบทสนทนาเรียบ ๆ นี้ต่อแม้น้ำเสียงและใบหน้าจะนิ่งเฉยราวกับเ็าใส่อีกฝ่ายก็ตาม
“ปะ เปล่า ข้าแค่ผ่านมาเห็นน่ะ” ก้งเยว่ตอบกลับไปนิ่ง ๆ แต่มือไม้กลับอยู่ไม่สุขกำด้ามกระบี่จนเหงื่อซึม
“ถ้าถึงฤดูมันจะสวยมาก” หลิวเหว่ยพูดถึงดอกบัวในสระแต่สายตายังคงนิ่งอยู่ที่อีกฝ่ายไม่ขยับ
“ข้ารู้” อาการประหม่าของเขาเริ่มสงบลงพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อนึกถึงดอกบัวเต็มสระเบื้องหน้า
“เ้ารู้?”
“ขะ ข้าเดาจากหนึ่งดอกที่หุบอยู่ตรงนั้นน่ะ” เขาเพียงแค่แก้ตัวออกไปเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตแต่ยามนึกถึงดอกบัวที่บ้านสะพรั่งจริง ๆ ทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว
“...” หลิวเหว่ยรีบหันหลังหนีภาพตรงหน้าเพราะมันเกือบทำเขาหยุดหายใจและควบคุมตัวเองไม่ได้
“ท่านมีธุระที่ใดต่อหรือ” ก้งเยว่เห็นว่าอีกฝ่ายหันหลังและเงียบไปรีบต่อบทสนทนาเพราะหากปล่อยอีกฝ่ายไปเช่นนี้อาจพลาดโอกาสสนิทสนมกับพี่หลิวของเขา
“ข้าจะเดินทางกลับสำนักวิชาของพรรคมาร ข้าเป็ศิษย์อยู่ที่นั่น” แม้ไม่อยากจะสารภาพตอนนี้แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ปิดบังความจริง
“อ้อ” เพราะก้งเยว่รู้อยู่แล้วจึงไม่มีทีท่าใกับการมีศิษย์พรรคมารที่มีข่าวลือชั่วร้ายอยู่ทั่วทุกสารทิศ เขาแสดงละครโดยการพยักหน้าตอบกลับไปด้วยท่าทางปกติ
หลิวเหว่ยสาวเท้าออกมาหวังจะเดินไปยังม้าของตนที่ผูกไว้เพื่อข่มความ้าในใจและนี่ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะลากก้งเยว่มาเจออันตรายในพรรคเพราะเขายังไม่ได้เป็ประมุขอย่างเป็ทางการ
“พี่หลิว ข้าตามท่านไปได้หรือไม่” ก้งเยว่กำกระบี่ในมือแน่นข่มความอายในใจและะโถามออกไปดังลั่น
“...”