บทที่ 46 ศัตรูแต่ชาติปางก่อน
“ถ้าอย่างนั้นใครกัน?” เซี่ยอวิ้นหนิงถามทันที
ลู่จิ่วอันเหลือบมองสามีแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยความลังเล “ฉันแค่สงสัย แต่ยังไม่หลักฐาน ถ้ามีหลักฐานเมื่อไหร่ฉันจะบอกคุณแล้วกัน”
“จิ่วอัน พวกเราเป็นสามีภรรยากันนะ เมื่อเจอปัญหาก็ควรช่วยกันคิดหาวิธีแก้ไข คุณบอกคนที่คุณกำลังสงสัยมาเถอะ ผมจะได้ช่วยหาหลักฐานได้”
ลู่จิ่วอันกินถั่วลิสงไปพลางขณะบอกการคาดเดาของตน
“ฉันสงสัยว่าคนที่โทรศัพท์ไปหาลู่จิ่วหยางคือภรรยาผู้อำนวยการ”
เซี่ยอวิ้นหนิงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับภรรยาของผู้อำนวยการ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “มันก็เป็นไปได้ แต่ว่าพวกเราไม่มีหลักฐาน จิ่วอัน ลู่จิ่วหยางถูกจับไปแล้ว ตอนนี้พวกหล่อนคงยังไม่กล้าทำอะไร คุณพักผ่อนให้สบายใจเถอะนะ ผมคงต้องไปทำงานแล้ว”
“เดินทางปลอดภัยนะ”
…
ขณะที่กู้เจี้ยนเช่อกำลังกลับจากที่ทำงาน กู้เจียวเจียวก็ยังคงร้องไห้ไม่ยอมหยุด
ตอนนี้เธออยากให้มีรอยแตกบนพื้นเพื่อที่จะได้มุดหน้าเข้าไปหลีกหนีความอับอายเหลือเกิน
“เจียวเจียว ไม่ต้องร้องไห้นะ ลุงของเธอจะต้องให้ความยุติธรรมกับเธอแน่นอน”
กู้เจียวเจียวพุ่งตัวเข้าใส่อ้อมแขนของภรรยาผู้อำนวยการพร้อมกับพูดด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา “คุณป้า หนูจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง…”
ภรรยาผู้อำนวยการโอบกอดกู้เจียวเจียว ใบหน้างดงามที่ได้รับการดูแลมาเป็นอย่างดีปรากฏร่องรอยความเกลียดชังขึ้นในแววตา
เจ้าโง่ลู่จิ่วหยาง!
มันกล้าดียังไง?
เมื่อกู้เจี้ยนเช่อมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหลานสาว เขาก็พูดขึ้นด้วยความอารมณ์เสีย “ร้องเข้าไป แกยังมีหน้ามาร้องไห้อยู่อีกเหรอ?”
“กู้เจี้ยนเช่อ เห็น ๆ อยู่ว่าหลานเราถูกเอาเปรียบ คุณยังจะตำหนิเธออีกเหรอ?” ภรรยาผู้อำนวยการออกโรงปกป้อง
กู้เจี้ยนเช่อพูดด้วยใบหน้าบูดบึ้ง “มันก็สมควรแล้ว! นี่แหละกรรมตามสนอง! ถ้าแกไม่คิดร้ายกับคนอื่น แกก็คงไม่…”
“กู้เจี้ยนเช่อ!” ภรรยาผู้อำนวยการสีหน้าเย็นชาพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น “แกเป็นหลานสาวของคุณนะ ทำไมคุณถึงได้…”
“กู้เจียวเจียว ออกไป แล้วปิดประตูด้วย”
กู้เจียวเจียวตกตะลึงเมื่อเห็นว่าทั้งสองมีปากเสียงกันเพราะตน เธอเดินตัวแข็งทื่อออกจากบ้านและปิดประตูอย่างเบาเสียง
กู้เจี้ยนเช่อลากตัวภรรยาไปที่ห้องนอนก่อนจะพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “ฉินอวี้หลัน ตอนนี้สมใจคุณหรือยัง?”
ฉินอวี้หลันได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยใบหน้าสับสนว่า “คุณบ้าไปแล้วหรือไง? ทำไมฉันต้องดีใจด้วย?”
“คุณไม่ใช่เหรอที่เป็นคนโทรเรียกลู่จิ่วหยางมาที่นี่?”
คำพูดของกู้เจี้ยนเช่อทำเอาฉินอวี้หลันตกตะลึงจนพูดไม่ออก
เธอนึกว่าตนเองลงมืออย่างเงียบเชียบแล้วแท้ ๆ แต่นึกไม่ถึงว่ากู้เจี้ยนเช่อจะเดาถูกว่าเธอเป็นคนที่โทรศัพท์ไปหา
“ใช่ ฉันเป็นคนเรียกมาเอง แต่ฉันไม่ได้บอกให้เขา…”
ก่อนที่ฉินอวี้หลันจะพูดจบ กู้เจี้ยนเช่อก็ตบเข้าที่ใบหน้าภรรยาที่บำรุงดูแลมาเป็นอย่างดีจนเกิดเสียงดัง ‘เพียะ’
ฉินอวี้หลันกุมใบหน้า จากนั้นล้มตัวลงบนเตียงด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
“กู้เจี้ยนเช่อ คุณกล้าตบฉันเหรอ!”
เธอตั้งท่าหวังจะโต้กลับก็ถูกสามีคว้าแขนเอาไว้
“ฉินอวี้หลัน วัน ๆ คุณว่างมากใช่ไหม? ถึงได้ก่อเรื่องแบบนี้!”
ตั้งแต่ที่ฉินอวี้หลันแต่งงานกับกู้เจี้ยนเช่อ ผู้ชายคนนี้ก็ทะนุกถนอมดูแลเธอเป็นอย่างดี มีหรือที่เขาจะคาดคิดว่ากระต่ายตัวนี้จะแว้งกัดคนเมื่อเข้าตาจน แถมยังอารมณ์ร้ายอีกด้วย!
“ฉินอวี้หลัน บอกมาว่าทำไมคุณถึงต้องโทรไปที่บ้านตระกูลลู่ด้วย?”
“ทำไมน่ะเหรอ?” ฉินอวี้หลันระเบิดอารมณ์ด้วยความโกรธเมื่อนึกถึงลู่จิ่วอัน เด็กสาวบ้านนอกที่ชอบยุ่งแส่เรื่องชาวบ้าน “ถ้าไม่ใช่เพราะมัน ฉันจะอับอายขนาดนี้เหรอ คุณรู้ไหมว่าคนพวกนั้นพูดลับหลังถึงฉันว่ายังไงบ้าง? บอกว่าฉันเป็นลูกสะใภ้อกตัญญู แม่ของคุณไม่ได้คลอดฉันออกมา ไม่ได้เลี้ยงดูฉัน ทำไมฉันต้องกตัญญูกับเธอด้วย?”
“คุณทำลายเจียวเจียวเพราะเรื่องแค่นี้น่ะเหรอ? ตอนนี้คงพอใจแล้วสินะ?”
ฉินอวี้หลันพูดโดยไม่รู้สึกผิดใด ๆ “ฉันก็ไม่ได้คิดว่าไอ้เด็กเหลือขอลู่จิ่วหยางนั่นจะกล้าทำ…”
“ทำไมมันจะไม่กล้าล่ะ? ทำไมฉันต้องมีครอบครัวโง่ ๆ อย่างพวกเธอด้วยนะ คนหนึ่งก็โง่เง่า อีกคนก็งูพิษ!”
กู้เจี้ยนเช่อโมโหจนไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น ทุกคำพูดที่ออกมาจากปากล้วนแต่ไม่น่าฟัง
ฉินอวี้หลันโกรธมาก เธอข่วนใบหน้าของสามีอย่างแรงจนเกิดรอยเลือดหลายจุด
“เจ้าคนแซ่กู้ อย่านึกว่าฉันไม่รู้นะว่าแม่คุณพูดกับคุณว่ายังไง? แม่คุณอยากให้คุณหย่ากับฉัน ฉันจะบอกให้นะว่าฝันไปเถอะ ตอนนั้นที่คุณได้เป็นผู้อำนวยการก็เพราะว่าพ่อฉัน ถ้าคุณคิดจะเป็นเฉินซื่อเหม่ย*[1]ที่คิดเนรคุณล่ะก็ ฉันสัญญาเลยว่าจะเปิดโปงเรื่องสกปรกที่คุณทำให้หมด…”
กู้เจี้ยนเช่อเอามืออุดปากฉินอวี้หลันพลางมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดเสียงเครียด “คุณอยากตายหรือยังไง? ขืนยังพูดเหลวไหลอีกล่ะก็…”
กู้เจี้ยนเช่อยังพูดไม่ทันจบ เสียงเคาะประตูของกู้เจียวเจียวก็ดังขึ้นที่ด้านนอก
“คุณลุง คุณป้า มีแขกมาหาค่ะ”
เมื่อฉินอวี้หลันและกู้เจี้ยนเช่อได้ยินดังนั้นก็รีบปล่อยมือออกจากกันอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ส่องกระจกพลางจัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นก็รีบเปิดประตูออกไป
ทั้งคู่เห็นชายหนุ่มสวมชุดสูทยืนอยู่หน้าประตู ในมือถือกระเป๋าเดินทางโดยมีกล้องถ่ายรูปคล้องอยู่ที่คอ
“คุณอา ผมมาเยี่ยมครับ”
ฉินอวี้หลันมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อสายตา “โฉ่วอีเหรอ? เธอกลับจากเมืองนอกตั้งแต่เมื่อไร?”
โฉ่วอีตอบเสียงนุ่มนวล “ผมกลับมาได้สักพักแล้วครับ ผมถามจากหลายคนถึงรู้ว่าตอนนี้คุณอากับอาเขยพักอยู่ที่นี่”
เมื่อฉินอวี้หลันได้พบกับคนในครอบครัวก็แสดงท่าทีเป็นมิตรในทันที เธอรีบเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าเดินทางของฉินโฉ่วอีเข้ามาไว้ในบ้าน
“เข้ามาก่อนสิโฉ่วอี”
ฉินโฉ่วอีส่ายศีรษะพลางพูดอย่างนุ่มนวล “คุณอา ตอนที่มาถึงผมเห็นว่าทิวทัศน์สวยงามมาก ผมขอแวะไปถ่ายรูปก่อนแล้วจะรีบกลับมารำลึกความหลังด้วยนะครับ”
“เจ้าเด็กคนนี้ ยังชอบถ่ายรูปเหมือนตอนเป็นเด็กไม่มีผิด ไปเถอะ” แววตาของฉินอวี้หลันเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
ฉินโฉ่วอีหันมายิ้มให้กู้เจียวเจียวและทำให้หัวใจของเธอพ่ายแพ้ไปชั่วขณะ
เธอมองแผ่นหลังของโฉ่วอีที่กำลังเดินจากไปด้วยความหลงใหล พลางอดนึกอย่างเสียใจไม่ได้ว่าหากฉินโฉ่วอีมาเร็วกว่านี้สักหลายวันก็คงจะดี
ชายหนุ่มถือกล้องถ่ายรูปเดินเที่ยวไปรอบ ๆ ศูนย์อนุรักษ์พลางถ่ายรูปไปด้วย
ทันใดนั้นลู่จิ่วอันก็นึกขึ้นได้ว่าข้างนอกฝนตก ใบปาล์มที่ตนฉีกไว้ยังอยู่ที่ลานบ้าน เธอจึงรีบแต่งตัวแล้วออกไปด้านนอก
เมื่อเดินมาถึงลานบ้าน เธอก็เห็นฉินโฉ่วอีกำลังถ่ายรูปอยู่
ทันใดนั้นหญิงสาวก็ตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง
เธอเห็นชายใบหน้าแผลเป็นที่ลักพาตัวเธอกับลูกชายในชาติก่อน แม้ว่าตัวเขาในตอนนี้จะยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม แต่ว่าใบหน้าแบบนั้น ลู่จิ่วอันก็ยังคงจำได้ดีต่อให้จะกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วก็ตาม
เขาลักพาตัวเธอเพราะต้องการ ‘โครงการหลงอิ่น’ จากเซี่ยอวิ้นหนิง ดังนั้นเขาต้องเป็นสายลับไม่ผิดแน่!
ทำไมสายลับถึงมาเดินถ่ายรูปอยู่ที่นี่?
“ที่นี่ห้ามถ่ายรูป”
ลู่จิ่วอันหยุดฉินโฉ่วอีจากการถ่ายรูปโดยไม่หยุดคิดแม้แต่นิดเดียว
เมื่อฉินโฉ่วอีที่กำลังถ่ายรูปได้ยินเสียงของลู่จิ่วอัน ก็หันกล้องไปทางเธอโดยไม่รู้ตัวและกดชัตเตอร์อย่างรวดเร็ว
เขามองไปรอบ ๆ ก่อนจะถามอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ที่นี่ถ่ายรูปไม่ได้เหรอครับ?”
“ไม่ได้”
ฉินโฉ่วอีปล่อยมือจากกล้องถ่ายรูป เขามองดูลู่จิ่วอันที่ใบหน้ามีชีวิตชีวาทว่าดุร้ายก่อนจะเอ่ยชักชวนว่า “คุณช่วยเป็นนางแบบให้ผมได้ไหม?”
ลู่จิ่วอันยืนอยู่ใต้ชายคาขณะมองดูฉินโฉ่วอีที่ยืนอยู่บนถนนนอกตัวบ้านท่ามกลางสายหมอกด้วยความระแวดระวัง
“ไม่ได้”
ฉินโฉ่วอีพูดโน้มน้าวโดยไม่ยอมแพ้ “คุณอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมแค่รู้สึกว่าคุณสวยไม่เหมือนใคร ก็เลยอยากใช้กล้องบันทึกความงดงามนี้ไว้ ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะจ่ายค่าตอบแทนที่คุณมาเป็นแบบให้ผมอย่างแน่นอน”
[1] เฉินซื่อเหม่ย เป็นชื่อตัวละครในเรื่อง เปาบุ้นจิ้น เป็นสรรพนามที่คนจีนในปัจจุบันใช้เรียกแทนผู้ชายเลวทรามที่มีพฤติกรรมทรยศภรรยาของตนเอง